ไวรัสโคโรนา : นายกฯ ประกาศเคอร์ฟิวทั้งประเทศสกัดโควิด-19 ห้ามออกนอกบ้าน 4 ทุ่มถึงตี 4 ยอดตายเพิ่ม 3 ราย ติดเชื้อเพิ่ม 104 ราย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
รัฐบาลเตรียมยกระดับมาตรการรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มเติม โดยกำหนดห้ามประชาชนออกนอกเคหะสถาน (เคอร์ฟิว) ทั่วประเทศ ระหว่างเวลา 22.00-04.00 น. ตั้งแต่วันศุกร์นี้ (3 เม.ย.) เป็นต้นไป
สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ยืนยันข้อมูลนี้กับสื่อมวลชน ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน ช่วงเช้าที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามมีข้อยกเว้นให้กับผู้มีความจำเป็นที่จะต้องเดินทาง ได้แก่ บุคคลากรทางการแพทย์ การขนส่งเวชภัณฑ์ การขนส่งผู้ป่วย การขนส่งด้านพลังงาน และการขนย้ายประชาชนสู่พื้นที่ควบคุม เป็นต้น
โดยให้รอฟังรายละเอียดจากการแถลงข่าวของนายกฯ หลังเวลา 18.00 น.
มีรายงานว่าการประกาศเคอร์ฟิว เป็นข้อเสนอจากศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) ที่มี พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ
ด้าน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงความเป็นไปได้ในการประกาศเคอร์ฟิวในระหว่างการแถลงข่าวประจำวัน โดยบอกว่า "ขอให้คุณผู้ชมติดตามหน้าจอโทรทัศน์ไว้ เพราะอย่างที่บอกว่านายกฯ มีความห่วงใยทุกคน..." และ "นายกฯ เคยพูดถึงมาตรการจากเบาไปหาหนักตั้งแต่ต้นแล้ว วันนี้ขอให้คุณผู้ชมได้ติดตามเวลาจะประกาศตามหน้าจอทีวี เพื่อให้ได้รับทราบ"
นพ.ทวีศิลป์ยังแถลงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ว่า ไทยพบผู้ติดเชื้อยืนยันเพิ่มขึ้นอีก 104 ราย และเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 3 ราย รวมมียอดผู้ป่วยสะสม ณ วันที่ 2 เม.ย. 1,875 ราย ในจำนวนนี้มี 505 รายที่รักษาหายกลับบ้านแล้ว และมีผู้เสียชีวิตสะสม 15 ราย
ขณะนี้ถือว่าไทยมีผู้ป่วยโควิด-19 เป็นอันดับที่ 36 ของโลก

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ในระหว่างการประชุม ศบค. นายกฯ ได้สั่งการให้ชะลอการเดินทางเข้ามาของคนต่างชาติและคนไทย ถึงวันที่ 15 เม.ย. เพื่อลดอัตราการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยกเว้นกลุ่มที่ขออนุญาตไว้ก่อนแล้ว
ข้อสั่งการนี้เกิดขึ้นหลังพบชายไทยที่เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศปากีสถาน เสียชีวิตคารถไฟระหว่างเดินทางกลับภูมิลำเนาใน จ.นราธิวาส ซึ่งชายคนดังกล่าวสามารถผ่านจุดคัดกรองที่สนามบินสุวรรณภูมิมาได้ เพราะวัดอุณหภูมิร่างกายแล้วอยู่ที่ 36 องศาเซลเซียส ไม่เข้าเกณฑ์ถูกกักตัว เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.ทวีศิลป์ ชี้แจงว่า ตามมาตรการต้องมีการตรวจคัดกรองตั้งแต่ประเทศต้นทาง และการกักกันตัว 14 วันเมื่อถึงไทย แต่ก็พบข้อหละหลวมมากมาย ทั้งไม่ได้มีการกักตัวก่อนมา รวมถึงกินยาลดไข้ก่อนเข้ารับการคัดกรอง ทั้งหมดจึงเป็นที่มาต้องขยายมาตรการชะลอการเดินทางเข้าประเทศ โดยอาจเลื่อนไปเสียหน่อย เดินทางช้าหน่อย ขอให้สบายอกสบายใจจริง ๆ ค่อยมา
"ตอนนี้มาแล้วก็ต้องถูก State Quarantine (กักกันโรคที่ศูนย์ควบคุมโรคซึ่งหน่วยงานของรัฐจัดตั้งขึ้น) ระหว่างที่ท่านเดินทางมาอาจจะติดเชื้อกันบนเครื่องบินอีก ซึ่งมาตรการต่าง ๆ มีความเสี่ยงเกือบทั้งสิ้น ถ้าอยู่ที่ตั้ง อยู่นิ่งอยู่กับที่ ทุกคนใช้วิธีนี้เหมือนกันทั่วโลก ปลอดภัยที่สุด" โฆษก ศบค. กล่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
สำหรับผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมวันนี้ 3 รายเป็นชายไทยทั้งหมด
- ชายไทย อายุ 57 ปี ชาวสุไหงโกลก จ.นราธิวาส มีประวัติเดินทางไปประเทศปากีสถาน ตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. กลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 29 มี.ค. และเดินทางกลับภูมิลำเนาโดยรถไฟวันที่ 30 มี.ค. เวลา 17.00 น. ก่อนเสียชีวิตบนรถไฟสายกรุงเทพฯ-สุไหงโกลก ระหว่างที่รถวิ่งผ่าน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทำการตรวจพบติดเชื้อไวรัสโคโรนา โดยผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัวคือเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ขณะนี้ได้กักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดคือเจ้าหน้าที่การรถไฟฯ 15 คน
- ชายไทย อายุ 77 ปี มีประวัติเป็นโรคถุงลมโป่งพอง และเบาหวาน มีการสัมผัสผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า และเริ่มมีอาการป่วยตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค. ด้วยอาการไข้ ไอ เจ็บคอ เข้ารับการรักษาที่ จ.ปัตตานี และอาการแย่ลงจนเสียชีวิต
- ชายไทยอายุ 55 ปี อาชีพขับรถสาธารณะที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีประวัติเดินทางไป จ.สุรินทร์ และอาศัยที่บ้านตลอดจนเดินทางกลับ กทม. จนเริ่มมีอาการไข้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มอีก 104 ราย จำแนกได้ ดังนี้
กลุ่มที่ 1 ผู้ป่วยที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วย หรือเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่พบผู้ป่วยก่อนหน้านี้ จำนวน 60 ราย ได้แก่
-กลุ่มสนามมวย 1 ราย
-สถานบันเทิง 10 ราย
-สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันรายก่อนหน้า 41 ราย
-เดินทางไปประกอบพิธีทางศาสนาที่อินโดนีเซีย 8 ราย
กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 36 ราย ได้แก่
-กลุ่มผู้เดินทางจากต่างประเทศ 14 ราย แบ่งเป็น คนไทย 11 ราย และต่างชาติ 3 ราย
-กลุ่มสัมผัสผู้ป่วยที่เดินทางจากต่างประเทศ 2 ราย
-กลุ่มไปสถานที่ชุมนุมชน 8 ราย
-กลุ่มผู้ทำงานหรืออาศัยในสถานที่แออัดต้องใกล้ชิดคนจำนวนมาก หรือเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ 8 ราย
-กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ 2 ราย
-อื่น ๆ 9 ราย
กลุ่มที่ 3 ผู้ที่ได้รับผลยืนยันทางห้องปฏิบัติการพบเชื้อแต่อยู่ระหว่างรอประวัติและสอบสวนโรค 8 ราย
สถิติอื่น ๆ ที่น่าสนใจจากการแถลงข่าวของโฆษก ศบค. อีกชุด คือบรรดาบุคคลที่เดินทางกลับจากต่างประเทศแล้วติดโควิด-19 และกลายเป็นจุดที่รัฐบาลต้องเฝ้าระวังเพิ่มเติม









