สื่อญี่ปุ่นชี้ "นายพลไทย" ล้นกองทัพ ชาติอื่นใช้ "นายพัน" ทำหน้าที่เดียวกัน

ทหาร

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

นิตยสาร นิคเคอิ เอเชียน รีวิว ของญี่ปุ่น เผยแพร่บทความที่ใช้ชื่อว่า "ประเทศไทย ดินแดนแห่งนายพลนับพัน" โดยอ้างงานวิจัยว่า ไทยมีนายพล 1 นาย ต่อทหารยศที่ต่ำลงมาทุก ๆ 600 นาย ถือเป็นสัดส่วนสูงกว่าประเทศสหรัฐฯ ซึ่งมีนายพล 1 นาย ต่อทหาร 1,600 นาย

อย่างไรก็ดี นิตยสารฉบับนี้ระบุว่า หากดูข้อมูลจากราชกิจจานุเบกษาของไทย ในปี 2562 มีการเลื่อนยศทหารขึ้นเป็นนายพล 789 นาย น้อยกว่าเมื่อปี 2557 ที่ 980 นาย และปี 2560 ที่ 944 นายอยู่มาก

ด้านโฆษกกระทรวงกลาโหมของไทย ชี้แจงกับบีบีซีไทยถึง 3 เหตุผลที่ทำให้นายพลล้นกองทัพ เพราะกองทัพไทยไม่ใช่กองทัพสมัยใหม่ แต่เป็น "แมนพาวเวอร์", นายพลตกค้างจากยุคเร่งผลิตกำลังพลเพื่อต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์, ไม่มีระบบเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (เออร์ลี รีไทร์) ตามชั้นยศ แต่มีการแจกยศนายพล "เพื่อเป็นเกียรติประวัติก่อนเกษียณ"

สำหรับบทความใน นิคเคอิ เอเชียน รีวิว ชิ้นนี้เขียนโดย ดอมินิก ฟอลเดอร์ นักข่าวมากประสบการณ์ชาวอังกฤษที่อยู่ในไทยมาหลายสิบปี เขาเป็นผู้แต่งหนังสือชีวประวัตินายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้แต่งร่วมหนังสือพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

นิเคอิ

ที่มาของภาพ, Nikkei Asian Review

นิคเคอิ เอเชียน รีวิว อ้างถึงงานวิจัยเมื่อปี 2558 ของ พอล เชมเบอร์ส นักวิชาการชาวสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกองทัพไทย พบว่า ไทยมีทหารประจำการอยู่ 306,000 นาย และทหารกองหนุน 245,000 นาย รวมเป็น 551,000 นาย คิดเป็น 0.8% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

ส่วนเหตุที่สหรัฐฯ มีนายพลน้อยนั้น เป็นเพราะสภาคองเกรสได้จำกัดจำนวนไว้

นิคเคอิ เอเชียน รีวิว รายงานด้วยว่า นักวิเคราะห์ต่างชาติคนหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ไทยมีทหารยศ "พลเอก" เพียง 150-200 นาย ที่มีตำแหน่งบังคับบัญชาจริง ๆ และสำหรับประเทศอื่น ๆ ทหารระดับ "นายพัน" จะทำหน้าที่หลาย ๆ อย่างที่นายพลทหารไทยเป็นผู้รับผิดชอบ หน้าที่ที่ไม่สอดคล้องกับตำแหน่งนี้เองได้ก่อให้เกิดประเด็นด้านหลักพิธีการทูตในช่วงปี 1980-1990 (ปี พ.ศ. 2523-2533) เมื่อทหารไทยและพม่าต้องเจรจาสื่อสารกันมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณชายแดน แล้วพม่าส่งทหารที่ยศต่ำกว่าไปพบทหารไทย

เงินเดือนของทหารไทยไม่มากนัก อยู่ที่ราว 6 หมื่นบาทต่อเดือนสำหรับทหารยศ "พลตรี" แต่ทหารอาวุโสที่มีตำแหน่งบังคับบัญชาจะได้เงินมากกว่านี้ เพราะมีเงินตำแหน่งด้วย ส่วนทหารที่ไม่มีตำแหน่งบังคับบัญชาก็อาจจะเสียรายได้ไป

ผบ.เหล่าทัพ

ที่มาของภาพ, Str/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ผบ.เหล่าทัพ เข้าชี้แจงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ของหน่วยงานต่อ กมธ. งบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 28 พ.ย. 2562

นิตยสารฉบับนี้ยังบอกอีกว่า ทหารไทยเกษียณอายุตอน 60 ปีเช่นเดียวกับข้าราชการประเภทอื่น ๆ แต่พวกเขาสามารถมี "งานที่สอง" ได้ เช่น ตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจที่ทำเงินมหาศาลกว่า 50 แห่ง อาทิ การบินไทย กองทัพไทยมีอำนาจจัดการที่ดินมากกว่าหน่วยงานหรือองค์กรใด ๆ ในประเทศ และยังเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างโจ่งแจ้งอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นสถานีโทรทัศน์หรือสถานีวิทยุ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของประเทศ

ตามรัฐธรรมนูญไทย การมีอยู่ของกองทัพเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และอธิปไตยของชาติ แต่กองทัพไทยยังถูกกำหนดอีกบทบาทหนึ่งไว้ด้วยตามมาตรา 52 ของรัฐธรรมนูญคือให้ใช้กำลังทหารเป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่ากองทัพเข้าไปมีบทบาทในงานส่วนของข้าราชการฝ่ายอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม ป่าไม้ การสร้างอาคารสาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ห่างไกล

นิตยสารนิคเคอิ เอเชียน รีวิว ทิ้งท้ายว่า คำถามว่ากองทัพไทยพร้อมสำหรับหน้าที่หลักคือการปกป้องประเทศหรือไม่ ยังเป็นที่สงสัย เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีความเสี่ยงต้องรับมือกับประเทศศัตรูแต่อย่างใด

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พิธีสวนสนามวันกองทัพไทยปี 2557

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กองทัพไทยถูกนำไปเปรียบเทียบในเชิงจำนวนกับกองทัพสหรัฐฯ ตลอดปี 2562 ได้เกิดความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจากนักการเมืองสังกัดพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่เสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างกองทัพให้เป็น "กองทัพในศตวรรษที่ 21" หนึ่งในแนวทางนั้นคือการปรับลดกำลังพลลง 40% หรือจาก 330,000 นาย เหลือ 170,000 นาย และลดนายพลลง 4 เท่าตัว จาก 1,600 นาย เหลือ 400 นาย ทั้งนี้ อนค. อ้างว่าหากมีการลดขนาดกองทัพจะทำให้มีงบประมาณ 50,000 ล้านบาท ไปสร้างรัฐสวัสดิการเพื่อประชาชน

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ต้องยอมรับว่ากองทัพไทยไม่ใช่ "กองทัพสมัยใหม่" เหมือนกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งใช้เทคโนโลยีทันสมัยและระบบดิจิทัลควบคุมบังคับบัญชา อย่าง C4ISR (Command, Control, Communications, Computers, Intelligence, Surveillance, Reconnaissance)

"เทคโนโลยีของเรายังไม่ได้ล้ำสมัยเหมือนเขา อาวุธที่ใช้ก็ยังเป็นสมัยสงครามโลก เรายังเป็นแมนพาวเวอร์ (ใช้กำลังคน)... หากเราเติมเทคโนโลยี เติมอาวุธให้ทันสมัย ก็จะทำให้ลดกำลังพลลงได้ตามสมควร แต่พอกองทัพจะจัดซื้ออาวุธเข้ามา ก็กลายเป็นว่านี่ไงซื้ออาวุธอีกแล้ว ทั้งที่ความจริงเราซื้ออาวุธเพื่อลดคน เพราะถ้าไปลดคนก่อนแล้วอาวุธยังไม่เข้ามา มันอันตราย" โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าว

ภาพในงานแสดงอาวุธนานาชาติ Defense and Security 2019

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

พล.ท.คงชีพกล่าวต่อไปว่า อีกเหตุผลที่นายพลทหารไทยมีมาก เพราะภารกิจหลักของกองทัพคือการปกป้องอธิปไตยของชาติ และรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ทำให้กองทัพต้องผลิตกำลังพลจำนวนมากเพื่อรองรับภารกิจ โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2515 ซึ่งรัฐไทยต้องต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ แม้ปัจจุบันสถานการณ์นี้จะคลี่คลายไปแล้ว แต่ก็ยังมีภารกิจรักษาดินแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านและบางส่วนยังมีกรณีพื้นที่ทับซ้อน

"การผลิตนักเรียนทหาร ไม่ใช่จู่ ๆ กองทัพจะคิดผลิตเอง แต่เกิดจากรัฐบาลเป็นผู้กำหนดให้ขนาดกองทัพเล็กหรือใหญ่ตามแต่ภัยคุกคามที่เกิดขึ้น และคนเหล่านี้ เมื่อผลิตมาแล้วเขาก็ต้องอยู่กับกองทัพจนเกษียณ เพราะเรายังไม่มีระบบเออร์ลี รีไทร์ เหมือนกองทัพสหรัฐฯ และอังกฤษ ซึ่งมีระบบ 'เออร์ลีตามชั้นยศ' เพื่อให้คนสามารถออกระหว่างทาง แล้วมีสวัสดิการและค่าตอบแทนให้ มีงานให้ทำ นี่คือจุดต่างอีกจุดหนึ่ง" พล.ท.คงชีพกล่าว

อย่างไรก็ตามนายทหารยศ "พลโท" ผู้เป็นกระบอกเสียงของกระทรวงกลาโหมกล่าวยอมรับว่า การให้ยศ "นายพล" แก่นายทหารหลายคน "เพื่อเป็นเกียรติประวัติก่อนเกษียณเท่านั้น โดยถือเป็นการตอบแทนคนที่ไม่ได้ทำผิด ทำชั่ว และเคยผ่านสมรภูมิมา" แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งตำแหน่งที่จะขึ้นไปกลายเป็นยอดพีระมิด จาก 3 คน เหลือ 1 คน จึงมีระบบ "เออร์ลีขั้นปลาย"

โดยเสนอยศ "นายพล" ให้แก่ "พันเอกพิเศษ" ผู้มีอายุราชการเหลือ 3 ปี มีผลการปฏิบัติราชการดี ไม่มีประวัติเสื่อมเสีย และสมัครใจเออร์ลี รีไทร์ ดังนั้นคำนำหน้าชื่อเขาอาจเป็นนายพล แต่ตัวเขาไม่ได้อยู่ในราชการแล้ว พร้อมยืนยันว่า เงินเดือนของ "นายพล" กับ "พันเอกพิเศษ" แทบจะไม่ต่างกันเลย คืออยู่ในช่วง 60,000 บาทเศษ

พล.ท.คงชีพ

ที่มาของภาพ, wasawat lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม

แต่ถึงกระนั้น พล.ท.คงชีพระบุว่า กองทัพมีแผนยุทธศาสตร์ปรับลดขนาดกำลังพลลง โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2572 กำลังพลน่าจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่งโดยประมาณ ซึ่งทำให้จำนวนนายพลที่เป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิลดลงตามไปด้วย คงเหลือแต่นายพลในสายบังคับบัญชาที่เป็นตำแหน่งหลัก

"เราค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ อย่างสมัยผมเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร มีนักเรียนทหารบกปีละ 350 คน เดี๋ยวนี้เหลือ 150 คน ส่วนนักเรียนนายเรือและนายเรืออากาศก็ลดลงครึ่งหนึ่งจากเดิม 150 คน นั่นหมายความว่านายพลก็จะลดตามอัตราส่วนอยู่แล้ว" โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าว

ส่วนการปรากฏชื่อของนายพลในฐานะบอร์ดรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ พล.ท.คงชีพประเมินว่ามีเพียงส่วนน้อยไม่ถึง 5% ของทหารเกษียณ "ทหารส่วนใหญ่เกษียณแล้วก็ไปอยู่บ้านเลี้ยงหลาน รดน้ำต้นไม้ เว้นบางส่วนที่ได้รับเลือกไป" เช่น นายทหารอากาศก็อาจมีบ้างที่ไปเป็นบอร์ดการบินไทย นายทหารสื่อสารที่ดูแลระบบสื่อสารโทรคมนาคม เกษียณแล้วอาจไปอยู่สถานีโทรทัศน์ ททบ. 5 หรือนายทหารเรือบางนายไปอยู่การท่าเรือ