กระทงลิขสิทธิ์ : 5 บทเรียนน่ารู้จากกรณีกระทงลายการ์ตูน

ที่มาของภาพ, ข่าวสด
เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายลิขสิทธิ์เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวแต่ดูเหมือนว่าคนไทยยังไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร จึงเกิดปัญหาการละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์อยู่เสมอ ในขณะที่บางส่วนก็ฉกฉวยเป็นช่องทางในการเอาเปรียบประชาชน
เหตุการณ์ล่าสุดคือกรณีเด็กสาววัย 15 ปี ที่ จ.นครราชสีมา ที่ได้รับการว่าจ้างให้ทำกระทงลายการ์ตูนมีลิขสิทธิ์ แต่มารู้ภายหลังว่าเป็นการล่อจับโดยผู้ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนลิขสิทธิ์ ส่งผลให้เธอถูกตำรวจจับกุมเมื่อวันที่ 1 พ.ย. สะท้อนถึงปัญหาดังกล่าวได้อย่างชัดเจน
ชายที่อ้างว่าเป็นตัวแทนลิขสิทธิ์เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท แต่ตำรวจให้เจรจาไกล่เกลี่ยยอมความกัน สุดท้ายเยาวชนที่ทำกระทงขายต้องจ่ายค่าเสียหายเป็น 5,000 บาท
บีบีซีไทยพูดคุยกับนายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ นักกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาและที่ปรึกษากฎหมายของสมาคมผู้สื่อข่าวออนไลน์ ถึงสิ่งที่สังคมควรเรียนรู้จากกรณีดังกล่าวที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในสังคมในหลายประเด็น ทั้งเรื่องความสมเหตุสมผลของการใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ การล่อจับ และการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
5 บทเรียนจากกรณีกระทงลายการ์ตูนมีลิขสิทธิ์ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญามีดังนี้
1.ใช้ผลงานลิขสิทธิ์คนอื่นอย่างไรไม่ผิด
งานสร้างสรรค์ที่ได้รับการคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญานั้น ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายสากลหรือกฎหมายในไทย มีข้อยกเว้นเหมือนกัน คือ หากเป็นการใช้ผลงานลิขสิทธิ์ของคนอื่นในฐานะที่เป็นแฟนคลับสามารถทำได้ภายใต้หลัก "การใช้ที่สมเหตุสมผล" หรือ "แฟร์ยูส" (fair use)

ที่มาของภาพ, Getty Images
"แต่สิ่งที่จะเป็นปัญหา คือ ถ้าเราเอางานลิขสิทธิ์พวกนี้มาขาย โดยแสวงหากำไร เช่น การโพสต์บนเฟซบุ๊กหรือสื่อสังคมออนไลน์เพื่อขาย หรือรับผลิตสิ่งของเพื่อขาย ตามกฎหมายลิขสิทธิ์จะถือว่ามีความผิดค่อนข้างชัดเจน" นายไพบูลย์กล่าว
เขาย้ำด้วยว่า แม้ว่าผลงานที่มีลิขสิทธิ์ที่นำมาใช้นั้นจะไม่เหมือนต้นแบบนัก ก็ถือว่าเข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์ในทุกกรณี
2) ใครเสี่ยงถูกแจ้งความข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์
นายไพบูลย์ตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โดยตรงทั้งจากประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาหรือ ญี่ปุ่น พวกเขามักจะใช้บริษัทกฎหมายระหว่างประเทศ ในการดำเนินการ และพุ่งเป้าไปยังผู้ประกอบการหรือโรงงานที่มียอดขายเป็นหลักหลายล้านบาท จะไม่มาดำเนินคดีกับรายย่อย แล้วเรียกเงินเป็นหลักพันหลักหมื่นแบบนี้
ขณะที่วานนี้ บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) ได้ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊กขององค์กรในฐานะตัวแทนลิขสิทธิ์ของบริษัท San-X ประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2560 โดยครอบคลุมประเทศต่าง ๆ รวมทั้งในไทย โดยระบุว่าไม่ได้มอบหมายผู้ใดทำการจับลิขสิทธิ์ผิดกฎหมายแต่อย่างไรตามข่าวที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
ทั้งนี้ บริษัท San-X เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์คาแรคเตอร์การ์ตูนที่เป็นที่รู้จักอย่าง หมีรีลัคคุมะ คาโมโนฮาชิคาโมะ หรือ น้องตุ่นปากเป็ด และ ทาเระแพนด้า ซึ่งในกรณีเป็นข่าวคือ หมีริลัคคุมะ

ที่มาของภาพ, Getty Images
แล้วในต่างประเทศ บริษัทยักษ์ใหญ่ดำเนินการกันอย่างไร
นายไพบูลย์อธิบายว่า กรณีการละเมิดลิขสิทธิ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ส่วนใหญ่เจ้าของลิขสิทธิ์ มักจะดำเนินคดีกับตัวผู้ที่เป็นผู้ผลิตหรือแหล่งผลิตใหญ่ หากเป็นกรณีประชาชนทั่วไปมักจะส่งหนังสือเตือน (cease and desist letter) ก่อนแจ้งความดำเนินคดี
"เขาจะไม่ดำเนินคดีกับประชาชนหรือผู้ใช้โดยตรง เพราะเขามองว่าไม่มีประโยชน์" ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายลิขสิทธิ์กล่าวเสริม
3) การล่อซื้อมีผลทางกฎหมายหรือไม่
ประเด็นนี้นายไพบูลย์หยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเขาชี้ว่าถ้าเป็นการล่อจับ ศาลจะไม่รับพิจารณา
นายไพบูลย์อธิบายว่า ถ้าผู้ฟ้องร้องเป็นคนไปบอกหรือจูงใจให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ ศาลจะพิจารณาว่า เป็นการได้พยานหลักฐานมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพราะอาจมีเจตนาไม่สุจริตจึงไปบอกให้ผู้อื่นทำผิดกฎหมาย ซึ่งจากคำพิพากษาที่ผ่านมา ศาลจะมีคำพิจารณายกฟ้อง
"ถ้าการได้มาซึ่งพยานหลักฐานไม่ถูกต้อง เขาเรียกว่า หลักผลของต้นไม้พิษ" (Fruit of the Poisonous Tree) ศาลไม่มีสิทธิรับฟังพยานหลักฐานนั้นเลย" นายไพบูลย์อธิบาย

ที่มาของภาพ, ข่าวสด
"ถ้าน้อง (ผู้ผลิตกระทงขาย) ปฏิเสธแล้วสู้คดี ผมคิดว่าผลน่าจะเป็นบวก" เขาระบุและแนะนำเพิ่มเติมว่า หากผู้ถูกดำเนินคดีสามารถพิสูจน์ว่า ผู้ร้องไม่ได้รับมอบอำนาจจากเข้าของลิขสิทธิ์ แต่กลับส่งเสริมให้กระทำความผิดเพื่อประโยชน์ ก็มีสิทธิที่จะฟ้องร้องผู้ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ทำการล่อซื้อได้
4) การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายลิขสิทธิ์รายนี้แสดงความเห็นต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีนี้ว่า "ตำรวจควรจะต้องตรวจสอบก่อนว่า ผู้ร้องมีหนังสือรับมอบอำนาจฉบับจริงหรือไม่ เพราะนี่เป็นประเด็นสำคัญอันดับแรก"
"ถ้าการมอบอำนาจจากตัวเจ้าของลิขสิทธิ์โดยตรงเป็นไปอย่างไม่ถูกต้อง เท่ากับว่าสิทธิในการดำเนินคดีไม่มีตั้งแต่ต้น" เขากล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อถามว่า ทำไมระยะหลังมีรูปแบบการเรียกรับผลประโยชน์แบบนี้เพิ่มมากขึ้น เขาตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมาจากสภาพเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ในขณะที่ การมอบอำนาจส่วนใหญ่มักจะทำหนังสือมอบอำนาจช่วงต่อ ๆ กันมา บางครั้งอาจจะนำเอามาใช้อย่างไม่ถูกต้อง
นอกจากนี้ ยังมีช่องโหว่ทางกฎหมายที่กลายเป็นช่องทางในการฉกฉวยผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มได้ เนื่องจากคดีด้านลิขสิทธิ์เป็น "คดีที่ยอมความกันได้" ก็จะนำสู่การเรียกค่าเสียหาย
"ถ้าผู้เสียหายกังวลว่าจะถูกดำเนินคดีก็จะยอมจ่าย ถือเป็นทางลัด จึงทำให้ผู้ที่นำจับได้เงินค่อนข้างง่าย จึงมีกรณีเช่นนี้มากขึ้น" นายไพบูลย์อธิบาย
5) "ลิขสิทธิ์" เป็นเรื่องใกล้ตัว
นายไพบูลย์บอกว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่การตระหนักรู้ของสังคมอาจจะยังมีไม่มากนัก คงต้องเป็นหน้าที่หลักสำหรับกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่จะต้องสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจถึงเรื่องดังกล่าว ไม่ใช่เพียงการปกป้องสิทธิของผู้สร้างสรรค์งาน แต่รวมถึงการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยหรือประชาชนให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ด้าน น.ส.นุสรา กาญจนกูล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อ 5 พ.ย. ถึงกรณีที่เยาวชนหญิงวัย 15 ปี ถูกตัวแทนลิขสิทธิ์ดำเนินการล่อซื้อจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา กำลังรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น เพื่อประชาสัมพันธ์ว่าหากเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นอีก ผู้ที่ถูกกล่าวหาควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร









