นปช. : ศาลยกฟ้องแกนนำ-แนวร่วม นปช. ข้อหาก่อการร้าย จากการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 53

ที่มาของภาพ, AFP
วันนี้ (14 ส.ค. 2562) ศาลอาญามีคำสั่งยกฟ้องแกนนำและแนวร่วมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รวม 24 คน ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายและก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองจากการชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2553
ศาลยกฟ้องจำเลยทั้งหมดโดยให้เหตุผลว่า จำเลยใช้สิทธิการชุมนุมตามกฎหมาย ไม่เข้าองค์ประกอบการก่อการร้าย
คดีนี้พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแกนนำ นปช. ได้แก่ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ น.พ.เหวง โตจิราการ นายการุณ โหสกุล กับพวกซึ่งเป็นแนวร่วม นปช. รวม 24 คนเป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย และมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินและก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ระหว่างการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์วันที่ 28 ก.พ.- 20 พ.ค. 2553
นายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวก่อนฟังคำพิพากษาว่า "ตลอดระยะเวลากว่า 9 ปี พวกผมทุกคน ได้ทำหน้าที่ในการต่อสู้คดี...วันนี้สิ่งที่พวกผมเตรียมได้ คือการเตรียมหัวใจ พร้อมน้อมรับชะตากรรม ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร ก็จะน้อมรับการตัดสินของศาล"

ที่มาของภาพ, AFP
ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135/1 และ 135/2 ระบุความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายไว้ว่า
มาตรา 135/1 ผู้ใดกระทําการอันเป็นความผิดอาญาดังต่อไปนี้
(1) ใช้กําลังประทุษร้ายหรือกระทําการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย หรือเสรีภาพของบุคคลใดๆ
(2) กระทําการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ
(3) กระทําการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด หรือของบุคคลใดหรือต่อสิ่งแวดล้อมอันก่อให้เกิดหรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสําคัญ
ถ้าการกระทํานั้นได้กระทําโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ให้กระทําหรือไม่กระทําการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทําความผิดฐานก่อการร้าย
กฎหมายอาญามาตรานี้ระบุด้วยว่า "การกระทําในการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้ง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือหรือให้ได้รับความเป็นธรรมอันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการกระทําความผิดฐานก่อการร้าย"
ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 135/1 ต้องระวางโทษประหารชีวิต จําคุกตลอดชีวิต หรือจําคุกตั้งแต่ 3-20 ปี และปรับตั้งแต่ 6 หมื่น-1 ล้านบาท
มาตรา 135/2 ระบุว่า ผู้ใด (1) ขู่เข็ญว่าจะกระทําการก่อการร้าย โดยมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะกระทําการตามที่ขู่เข็ญจริง หรือ (2) สะสมกําลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกัน เพื่อก่อการร้าย หรือกระทําความผิดใด ๆ อันเป็นส่วนของแผนการเพื่อก่อการร้าย หรือยุยงประชาชนให้เข้ามีส่วนในการก่อการร้าย หรือรู้ว่ามีผู้จะก่อการร้ายแล้วกระทําการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2-10 ปี ปรับตั้งแต่ 4 หมื่น-2 แสนบาท

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทนาย นปช. รออัยการตัดสินใจว่าจะอุทธรณ์หรือไม่
นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความกลุ่ม นปช. ซึ่งรับผิดชอบคดีนี้กล่าวกับบีบีซีไทยว่า คำพิพากษาแสดงว่าศาลให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชน โดยศาลมองว่าข้อเรียกร้องของกลุ่ม นปช. ที่ให้นายกฯ ยุบสภาและจัดการเลือกตั้ง เป็นข้อเรียกร้องตามระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ การชุมนุมก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐบาลและเศรษฐกิจของประเทศอย่างร้ายแรงในระดับที่จะเข้าองค์ประกอบของการก่อการร้ายหรือมีการตระเตรียมการตามที่กฎหมายอาญามาตรา 135/1 และ 135/2 บัญญัติไว้
ส่วนความเสียหายจากเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น การเผาห้างสรรพสินค้าหรือการยิงระเบิดเข้าไปในกระทรวงกลาโหมนั้น ก็ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าเป็นฝีมือของใคร ที่สำคัญ เหตุการณ์เหล่านี้ได้มีการดำเนินคดีอาญาแยกต่างหากอยู่แล้ว ซึ่งศาลอาญาได้ยกฟ้องไปแล้วหลายคดี
ทนาย นปช. ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นว่าคำพิพากษานี้จะสร้างบรรทัดฐานเรื่องการชุมนุมของประชาชนหรือไม่ เพราะคดียังไม่ถือว่าสิ้นสุด
นายวิญญัติอธิบายว่า หลังจากนี้อัยการมีเวลา 1 เดือนในการตัดสินใจว่าจะอุทธรณ์หรือไม่
ที่มา: บีบีซีไทยรวบรวม ข้อมูล ณ วันที่ 14 ส.ค. 2562
เกิดอะไรขึ้นเมื่อปี 2553
กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ "คนเสื้อแดง" จัดการชุมนุมหลายครั้งในหลายพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ระหว่างเดือน ก.พ.-พ.ค. 2553 เพื่อเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ในขณะนั้นยุบสภาและจัดการเลือกตั้งทั่วไป เพราะเห็นว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์มาจากการจัดตั้งหรือได้รับการสนับสนุนจากกองทัพและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
กลางปี 2556 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เผยแพร่รายงานผลการตรวจสอบกรณีเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่ม นปช. 12 มี.ค.-19 พ.ค. 2553 ซึ่งสรุปเหตุการณ์ไว้ดังนี้
- กลุ่ม นปช. กำหนดให้วันที่ 12 มี.ค. เป็นวันเริ่มต้นระดมมวลชนเข้าสู่กรุงเทพฯ
- 7 เม.ย. กลุ่ม นปช. ได้ทำการปิดล้อมและบุกรุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาในขณะที่มีการประชุมรัฐสภาและประกาศว่าจะเดินทางไปยังสถานีดาวเทียมไทยคม รัฐบาลจึงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมการชุมนุม
- กลุ่ม นปช. ได้ขยายพื้นที่การชุมนุมจากบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถ.ราชดำเนิน ไปยังสี่แยกราชประสงค์และพื้นที่โดยรอบและเคลื่อนการชุมนุมไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้สถานการณ์เริ่มรุนแรงมากขึ้น มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในหลายกรณี เช่น กรณีเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สี่แยกคอกวัวและพื้นที่โดยรอบ กรณีความรุนแรงที่แยกศาลาแดง ถนนสีลม เมื่อวันที่ 22 เม.ย. กรณีความรุนแรงที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ถ.วิภาวดีรังสิต เมื่อ 28 เม.ย. และกรณีกลุ่ม นปช. บุกเข้าตรวจค้นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ วันที่ 29 เม.ย. เป็นต้น
- สถานการณ์เข้าสู่ความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น เมื่อรัฐบาลตัดสินใจสั่งการให้กองกำลังทหารปฏิบัติการ "กระชับพื้นที่" โดยการปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 13-19 พ.ค. ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งสิ้น 455 คน นอกจากนั้นยังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงต่อเนื่องหลายเหตุการณ์ เช่น การจลาจลเผาอาคารห้างสรรพสินค้า การปาระเบิดใส่ที่ทำการสถานีโทรทัศน์ การเผายางรถยนต์ ทำร้ายร่างกาย และลอบยิง การเผาอาคารศาลากลางจังหวัดหลายจังหวัด เหตุการณ์สิ้นสุดหลังจาก นปช. ประกาศยุติการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.
ขณะที่ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ปี 2553 ซึ่งเป็นการรวมตัวของนักกิจกรรมทางการเมือง สิทธิมนุษยชนและนักวิชาการรายงานว่า ระหว่างเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 รัฐบาลระดมกำลังทหารเข้าสู่กรุงเทพฯ ถึงกว่า 50,000 นาย และใช้กระสุนจริงกว่า 100,000 นัด ในการปราบปรามและสลายการชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 94 คน ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 10 คน พลเรือน 76 คน อาสากู้ชีพ/พยาบาล 6 คน ผู้สื่อข่าว 2 คน และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 1,400 คน








