ธรรมศาสตร์: 85 ปี ก่อตั้ง มธ. มองความเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยผ่านสายตาคนเล็ก ๆ แห่งรั้วโดม

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang/bbc thai
- Author, สมิตานัน หยงสตาร์ และ ศิริกร เอื้อไพจิตร
- Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีไทย
"...มหาวิทยาลัยย่อมอุปมา ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาสที่เขาควรมีควรได้ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา..." นี่คือส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ที่ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นรายงานต่อผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รัชกาลที่ 7 ในพิธีเปิดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2477 และนับเป็นปรัชญาการก่อตั้งมหาวิทยาลัยซึ่งมีอายุครบรอบ 85 ปีในวันนี้
มธ.ก่อตั้งขึ้น 2 ปี หลังเหตุการณ์ปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475 และการที่วันสถาปนามหาวิทยาลัยอยู่ใกล้กับวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะมหาวิทยาลัยแห่งนี้เกิดจากความคิดริเริ่มของ ศ.ดร.ปรีดี ที่เห็นว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยแล้ว ประเทศไทยต้องการบุคคลที่มีความรู้ทางกฎหมาย การปกครองและสังคมจำนวนมาก จึงควรมีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนวิชาแขนงเหล่านี้โดยตรง
ด้วยเจตนารมณ์แห่งการก่อตั้ง แขนงวิชาที่สอน ประกอบกับที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้สนามหลวง-ถนนราชดำเนินซึ่งเป็น "จุดยุทธศาสตร์" ของการชุมนุมทางการเมือง ประวัติศาสตร์ของ มธ.จึงแทบแยกไม่ออกจากประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอย่าง 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519
แม้ไม่ได้เป็นนักศึกษา ศิษย์เก่าหรือบุคลากรของที่นี่ แต่คนจำนวนไม่น้อยก็รู้สึกคุ้นเคยหรือมีความทรงจำกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้ที่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไปแล้ว
ในวาระครบรอบ 85 ปีของการก่อตั้ง มธ. บีบีซีไทยชวนมองอดีต ความเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปของมหาวิทยาลัยผ่านสายตาของคนเล็ก ๆ ที่เป็นคนเก่าแก่แห่งรั้วโดม
บุญเลิศ ฤกษ์งาม อายุ 69 ปี
ลูกจ้างประจำ ตำแหน่งช่าง งานซ่อมบำรุง

ที่มาของภาพ, PAris jitpentom/bbc thai
บุญเลิศหรือที่บุคลากรใน มธ. ท่าพระจันทร์เรียกอย่างสนิทสนมว่า "ป๋าเลิศ" เริ่มทำงานที่ มธ. ตั้งแต่ปี 2512 ทำหน้าที่ดูแลซ่อมบำรุงอาคารสถานที่ใน มธ.เป็นเวลากว่า 40 ปี จนกระทั่งเกษียณอายุในปี 2553 ด้วยความที่เขาคุ้นเคยกับอาคารและระบบน้ำ-ไฟเป็นอย่างดี บริษัทเอกชนที่มารับดูแลอาคารสถานที่ของ มธ. จึงได้จ้างเขาเป็นพนักงานและให้ทำหน้าที่เดิมมาจนถึงทุกวันนี้
บุญเลิศบอกว่าธรรมศาสตร์เป็นเหมือน "บ้าน" แม้ในช่วงที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองทั้ง 14 ตุลา 2516 , 6 ตุลา 2519 และพฤษภา 2535 เขาก็พยายามดูแลบ้านหลังนี้อย่างดีที่สุด
"ตำรวจสั่งให้คลาน ผู้ชายต้องถอดเสื้อเหลือกางเกงตัวเดียว" บุญเลิศเล่าถึงเหตุการณ์ปราบปรามนักศึกษา 6 ตุลา 2519 ซึ่งในวันนั้นเขาและเพื่อนพนักงาน มธ. รวม 38 คน แอบอยู่ในตึกโดมด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องดูแลมหาวิทยาลัย "ตำรวจเอาปืนมาจ่อเพื่อนคนหนึ่งแล้วถามว่า 'มึงเป็นคอมมิวนิสต์เหรอ' พอบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย ตำรวจจึงถอนปืน สั่งให้เราอยู่เฉย ๆ แล้วบอกว่า ถ้ามึงคลานไปไหนเดี๋ยวมึงตาย"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ป๋าเลิศบอกว่าในอดีตนักศึกษา มธ. รวมตัวกันเรียกร้องประชาธิปไตย-ต่อต้านเผด็จการทหารกันได้ง่ายและมีพลังโดยมีองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) และสภานักศึกษาเป็นแกนนำ มีผู้นำนักศึกษาที่เข้มแข็งอย่าง เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ปิดกั้นการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและเสรีภาพของนักศึกษา เปิดให้ใช้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่แสดงออกทางการเมืองได้อย่างเต็มที่
บุญเลิศบอกว่ากว่า 40 ปี ที่ทำงานใน มธ. สิ่งสำคัญที่มากกว่าการมีงานทำ มีรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวก็คือ "ธรรมศาสตร์สอนให้เราเป็นคนดี สอนให้ผมรักคนอื่น"
สมพงษ์ ชำนาญนา อายุ 67 ปี
แม่บ้านประจำตึกโดม

ที่มาของภาพ, PAris jitpentom/bbc thai
อธิการบดีคนเก่าหมดวาระไป อธิการบดีคนใหม่มา สมพงษ์ หรือ "ป้าแจ๊ว" แม่บ้านประจำตึกโดม มธ. ท่าพระจันทร์ก็ยังคงประจำการอยู่ที่โต๊ะตัวเดิม ทำหน้าที่เดิมที่เธอทำมาตั้งแต่ปี 2524 ตั้งแต่เตรียมอาหาร-ของว่างให้อธิการบดี จัดเก็บเอกสาร ไปจนถึงเป็นคนนำของขวัญจากอธิการบดีไปเยี่ยมเยียนบุคลากรที่เจ็บป่วยหรือในโอกาสพิเศษ
ป้าแจ๊วเป็นแม่บ้านตึกโดมมานาน 39 ปี แล้ว เธอบอกว่า "เหนื่อยมาก" แต่ "รักที่นี่มาก"
"ทุกคนน่ารักหมด อย่าง อ.นริศ (รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร อดีตอธิการบดี มธ. ปี 2541-2547) หกโมงเช้ามาถึงก็จะเปิดประตูมาบอก 'แจ๊วผมมาแล้วนะ' ป้าซื้อขนมครกจากตลาดมาแล้วก็ชงกาแฟให้ท่าน ท่านก็บริหารงานของท่านไป ถึงเวลากลางวัน ป้าก็จัดอาหารง่าย ๆ ให้ ท่านชอบกินตับทอด"
แม่บ้านประจำตึกโดมคนนี้ดูแลอธิการบดี มธ. มาแล้ว 8 คน ความทรงจำเกี่ยวกับเมนูโปรดของอธิการบดีสะท้อนให้เห็นว่าเธอใส่ใจในรายละเอียด
"ใครมาอยู่ตรงนี้อยากให้รักงานที่ทำ รักผู้ใหญ่ที่เราดูแล เหมือนเขาเป็นผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือ"

ที่มาของภาพ, Getty Images
สิ่งที่ป้าแจ๊วประทับใจที่สุดตลอดเวลาเกือบ 4 ทศวรรษที่ทำงานที่นี่คือความรักและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาคมธรรมศาสตร์ ที่สะท้อนผ่าน 2 เหตุการณ์สำคัญ คือ พิธีอัญเชิญอัฐิ ศ.ดร.ปรีดี กลับประเทศไทยเมื่อปี 2529 และการต้อนรับอดีตอธิการบดี อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่เดินทางมาไทยและเยี่ยม มธ.เมื่อปี 2530
"อ.ป๋วย กลับจากเมืองนอกมาเยี่ยมมหาวิทยาลัย จำได้ว่าทุกคนเข้าไปห้อมล้อม เข้าไปกราบ เข้าไปกอด ท่านก็ลูบหัว ทั้งเด็กทั้งอาจารย์ ทุกคนรักอาจารย์ป๋วย"
ป้าแจ๊วบอกว่าเธออยากให้คนธรรมศาสตร์รักใคร่กลมเกลียวกันเหมือนในอดีต และอยากให้ มธ. รักษาคำขวัญของมหาวิทยาลัยที่ว่า "ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้รักประชาชน" ไว้ให้เป็นจริงอยู่เสมอ อย่างน้อยก็ด้วยการเปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย เพราะถ้าคนทั่วไปไม่สามารถมาใช้พื้นที่ได้ ก็จะเกิดคำถามว่า "ทำไมขึ้นป้ายว่ารักประชาชน แต่ประชาชนมาใช้ที่นี่บ้างไม่ได้"
ดาวเรือง แนวทอง อายุ 53 ปี
นักเอกสารสนเทศ หอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์

ที่มาของภาพ, PAris jitpentom/bbc thai
กล่องกระดาษนับร้อยกล่องทำให้ห้องขนาดใหญ่ของหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ ดูแคบลงถนัดตา สิ่งที่บรรจุอยู่ในกล่องกระดาษเหล่านั้นคือเอกสารทางประวัติศาสตร์ ทั้งประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ มธ. และเอกสารประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการเมืองไทย
ดาวเรืองเป็นบุคลากรรุ่นที่ 2 ที่รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลหอจดหมายเหตุฯ
"หอจดหมายเหตุ มธ. เป็นที่เก็บเอกสารที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย ประวัติการจัดตั้งคณะ ประวัติบุคลากร ข้อมูลเกี่ยวกับอุดมศึกษาไทย ตลอดจนเอกสารพรรคการเมือง เพราะธรรมศาสตร์กับการเมืองแยกกันไม่ออก" ดาวเรืองอธิบายพร้อมกับยกตัวอย่างเอกสารสำคัญอย่างเช่น "เอกสารพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
เอกสารชุดนี้นอกจากพูดถึงพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยแล้ว ยังมีรายละเอียดเรื่องเครือข่ายการติดต่อกับต่างชาติ บทถอดเทปที่เป็นวิทยุเสียงประชาชน อย่าง พิราบขาว ประชาธิปัตย์ ธงแดง ซึ่งเป็นสิ่งพิมพ์ที่พิมพ์ในป่าทั้งสิ้น

ที่มาของภาพ, AFP
"เอกสารพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นเอกสารสำคัญที่มีคนเข้ามาขอดูและค้นคว้าจำนวนมาก นักวิจัยมาจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นก็มาใช้ นักศึกษาไทยก็มานั่งอยู่ในหอจดหมายเหตุปีสองปี เพื่อเขียนวิทยานิพนธ์"
ดาวเรืองทำงานที่ มธ. มานาน 24 ปี เธอมองว่าจุดเปลี่ยนที่สำคัญของธรรมศาสตร์ คือ การย้ายการศึกษาระดับปริญญาตรีไปที่ศูนย์รังสิต อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เป็นเหตุให้ท่าพระจันทร์เงียบเหงา กิจกรรมนักศึกษาหดหาย บรรยากาศไม่คึกคักเหมือนเก่า ขณะที่บุคลากรบางส่วนประสบปัญหาเรื่องการเดินทาง และมีความห่างเหินกัน พูดคุยสื่อสารกันน้อยลง
เมื่อถามว่าคำขวัญ "ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน" ยังมีความเป็นจริงอยู่หรือไม่ ดาวเรืองแสดงความเห็นว่า "ก็เห็นเขาใช้ๆกันอยู่ แต่ก็แอบคิดว่ามันน่าละอายจังเลย ยังใช้อยู่เหรอ จริง ๆ มันไม่ใช่แบบนั้นเลย มันมีการเปลี่ยนไป ความคิดของคนเปลี่ยนไปเยอะ การที่จะยึดคำนี้บางคนไม่รู้จักด้วยซ้ำ"
โชติศักดิ์ กล่ำช้า อายุ 59 ปี
พนักงานราชการ

ที่มาของภาพ, PAris jitpentom/bbc thai
โชติศักดิ์เข้าทำงานที่คณะรัฐศาสตร์ มธ. ตั้งแต่ปี 2527 มีหน้าที่ดูแลโสตทัศนูปกรณ์ของคณะรัฐศาสตร์มาตลอดระยะเวลา 35 ปี เขาได้สัมผัสคนธรรมศาสตร์หลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่นักศึกษา พนักงาน อาจารย์ คณบดี ไปจนถึงอธิการบดี
สำหรับคณะรัฐศาสตร์ โชติศักดิ์มองว่าการแบ่งกลุ่มเป็น "โต๊ะ" ทำให้นักศึกษารู้จักกัน สนิทสนมกันมากขึ้น รวมพลังกันได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นทางการเมือง
"ช่วงพฤษภาทมิฬ การเมืองค่อนข้างเข้มข้น สมัยก่อนคนในมหาวิทยาลัยสนใจการเมืองมาก ทั้งข้าราชการ นักศึกษา"
โชติศักดิ์เห็นด้วยว่า จุดเปลี่ยนที่สำคัญของ มธ. คือการขยายวิทยาเขตศูนย์รังสิต
"สมัยก่อนเรียนที่เดียว (ท่าพระจันทร์) เจ้าหน้าที่ อาจารย์ นักศึกษาค่อนข้างสนิทกัน พอแยกไปแล้วเหมือนต่างคนต่างเรียน แม้กระทั่งอาจารย์กับนักศึกษาก็ค่อนข้างห่าง เวลาจัดกิจกรรมก็มีคนเข้าร่วมน้อย ด้วยบรรยากาศ สถานที่ต่าง ๆ ทำให้นักศึกษาไม่แน่นแฟ้นกันเหมือนเดิม"

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang/bbc thai
"สอนให้รักประชาชน แต่พี่น้องยังแทบไม่รู้จักกัน อยากเรียกร้องสังคมธรรมศาสตร์ ให้กลับมาสะท้อนความไม่ถูกต้องของสังคมให้มากขึ้น สักสิบคนในร้อยคนก็ยังดีที่จะสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง"
นอกจากนี้ โชติศักดิ์ยังให้ความเห็นต่อการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบหรือเป็น "มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ" ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค. 2558 ว่า "การออกนอกระบบ ทำให้มหาวิทยาลัยต้องหาเงินเอง ข้อดีคือทำให้การบริหารจัดการเป็นเอกเทศ แต่ไม่ดีตรงที่จะหาเงินอย่างเดียว ถ้าคุณพร้อมที่จะออกนอกระบบแล้ว ก็ต้องพร้อมที่จะดูแลนักศึกษา"
นางธนภร คาวีวงศ์
แม่ค้าร้านข้าวแกง มธ.ศูนย์รังสิต

ที่มาของภาพ, SIRIGORN ueaphaijit/bbc thai
ธนภร หรือที่นักศึกษาและบุคลากร มธ. ศูนย์รังสิตรู้จักกันดีว่า "แม่อู๊ด" เปิดร้านข้าวแกงชื่อ "น้องแอม" อยู่ที่โรงอาหารมาตั้งแต่ปี 2533 นับเป็นคนขายอาหารยุคแรก ๆ ของธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต
ด้วยนิสัยเป็นกันเอง แม่อู๊ดจึงสนิทสนมกับนักศึกษาและรับรู้ว่านักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์ เธอจึงช่วยเหลือด้วยการให้กินข้าวฟรีบ้างหรือแม้แต่ให้เงินช่วยเหลือนักศึกษาที่ยากจน
"จำได้ว่าเด็กคนแรกที่ช่วยเป็นนักศึกษาคณะแพทย์ เขามาซื้อข้าวแล้วถามว่าถ้าสั่งต้มจืดแต่ไม่เอาเนื้อหมูจะลดราคาจาก 15 บาทเหลือ 12 บาทได้ไหม พอได้ยินก็เลยไปสอบถามน้องว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า น้องบอกว่ามีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย แม่ก็เลยบอกให้มาทานข้าวที่ร้านได้ฟรี นับตั้งแต่นั้นมาก็ให้นักศึกษาที่ยากจนอีกหลายคนมากินอาหารฟรี" แม่อู๊ดเล่าระหว่างตักอาหารและทักทายลูกค้าซึ่งมีทั้งนักศึกษาและเจ้าหน้าที่อย่างเป็นกันเอง

ที่มาของภาพ, AFP
แม่อู๊ดไม่คิดว่านักศึกษา มธ. เป็น "เด็กหัวรุนแรง" อย่างที่คนส่วนหนึ่งมอง
"มันเป็นความคิดของนักศึกษาเขาเลยแสดงออกในแบบของเขา เชื่อในสิ่งที่เขาคิดว่าถูกต้อง" เธอให้ความเห็น ก่อนจะสรุปว่า "ตั้งแต่เริ่มขายมาจนทุกวันนี้ นักศึกษาไม่เปลี่ยน น่ารักเหมือนเดิม เป็นกันเองกับแม่ รู้สึกโชคดีที่ได้มาขายใน มธ."









