ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับอนาคตการเมืองที่จะซ้ำรอย ทักษิณ ชินวัตร ?

ที่มาของภาพ, Thai News Pix/BBC Thai
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
"เพื่อขจัดความสิ้นหวัง เราจะจัดตั้งรัฐบาลเอง ถ้าหากพรรคอนาคตใหม่สามารถรวบรวมเสียงจนจัดตั้งรัฐบาลได้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช."
คำประกาศของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เกิดขึ้นเวลา 16.00 น. 16 พ.ค. หรือเพียง 40 นาที หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารข่าวระบุว่า กกต. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สิ้นสุดลง จากกรณีการถือหุ้นในกิจการสื่อ
แม้ หัวหน้าพรรคอันดับ 3 จากการเลือกตั้ง 2562 ปฏิเสธว่า การช่วงชิงบทแกนนำเจรจาจัดตั้งรัฐบาลของ อนค. ไม่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในคดีส่วนตัวของเขา เพราะมั่นใจในเอกสารหลักฐานข้อเท็จจริงที่มีว่า "ไม่มีอะไรมาเอาผิดได้" "ไม่มีอะไรสุ่มเสี่ยง" และ "ไม่รู้สึกกังวล"
ทว่าผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองนำพัฒนาการนี้ไปเปรียบเทียบกับปรากฏการณ์ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย (ทรท.) อยู่เนือง ๆ ทั้งด้วย ภูมิหลังทางธุรกิจ แนวทางขับเคลื่อนการเมืองที่ขาย "ความใหม่" และ "ความหวัง" ในการเลือกตั้งยุคเปลี่ยนผ่านซึ่ง ศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เรียกว่า "จังหวะประชานิยมทางการเมือง" ที่เอื้อต่อการเกิด "ผู้นำประชานิยมในการเลือกตั้งคนใหม่"
พลันที่ ธนาธร เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้ "พรรคอายุขวบเดียว" ด้วยยอด ส.ส. 80 คน จากคะแนนมหาชน หรือ ป๊อปปูลาร์โหวต 6.25 ล้านเสียง ในการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 สถานะ "ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ" ของเขาก็ถูกท้าทาย-สั่นคลอนจากคดี "โยกหุ้น" โดยมีศาลรัฐธรรมนูญเป็น "ผู้ตัดสินชะตากรรมทางการเมือง"

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคอนาคตใหม่
สภาพการณ์คล้ายกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับ ทักษิณ ใน "คดีซุกหุ้น" หลังนำ "พรรคคิดใหม่ ทำใหม่" ชนะการเลือกตั้ง 6 ม.ค. 2544 กวาด ส.ส. เข้าสภาได้ 248 คน ได้คะแนนมหาชน 11.6 ล้านเสียง ต่อมา 3 ส.ค. 2544 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 7 เสียง ให้ทักษิณพ้นผิด โดยเห็นว่าไม่ได้กระทำการปกปิดหรือยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ท่ามกลางกระแสกดดันก่อนหน้านั้นของปัญญาชน เอ็นจีโอ มวลชน บางกลุ่ม ให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดีโดยยึดหลัก "รัฐศาสตร์" มากกว่า "นิติศาสตร์" โดยคำนึง 11 ล้านเสียงที่อยู่ข้างหลังนายกฯ คนที่ 23
ทักษิณ แก้ข้อกล่าวหาในชั้นศาลว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเอกสารการแจ้งบัญชีทรัพย์สินฯ ไม่ชัดเจน พร้อมทิ้งวรรคทอง "ผมไม่มีเจตนาปกปิด เป็นเพียงความบกพร่องโดยสุจริต"
ขณะที่ ธนาธร บอกหลังคดีจ่อศาลว่า "นี่คือความพยายามเฮือกสุดท้ายของ คสช. ที่จะสกัดกั้นพรรคอนาคตใหม่"

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
แกนนำ อนค.-พท. ประเมินคดี ธนาธร ส่อเค้าเป็น "ลบ"
แม้รายละเอียดในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายของ "คดีซุกหุ้น" ของ ทักษิณ กับ "คดีโยกหุ้น" ของ ธนาธร ดูแตกต่างกัน แต่ดูเหมือนทั้งแกนนำ อนค. และ พท. จะประเมินผลทางคดี ธนาธร ออกมาเป็น "ลบ" มากกว่า "บวก"
อดีตรัฐมนตรีคนหนึ่งในรัฐบาลทักษิณกล่าวกับบีบีซีไทยว่า หนึ่งในความผิดพลาดที่ชนชั้นนำตระหนักอยู่เสมอคือการปล่อยให้ทักษิณหลุดคดีซุกหุ้นภาคแรก ด้วยการแพ้โหวตไปเพียง 1 เสียง ซึ่งก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยมหาศาลหลังจากวันนั้น จึงเป็นไปได้ยากที่จะปล่อยกรณี ธนาธร ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน
เทียบบริบทคดี "ทักษิณซุกหุ้น" กับ "ธนาธรโยกหุ้น"
ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวม
ก่อนเข้าสู่การเมือง ธนาธร มองว่า ทักษิณ "ประสบความสำเร็จมากที่สุดในฐานะนักการเมือง" ในแง่ของการทำให้เกิด "นโยบายกินได้" แต่ขณะเดียวกันเขาก็ตระหนักถึง "ฝันร้าย" ของคนไทยจากปัญหานักการเมืองมี "ผลประโยชน์ทับซ้อน" และ "ธนกิจการเมือง" จึงจงใจหลีกเลี่ยงการ "เดินซ้ำรอย" อดีตนายกฯ คนที่ 23 ของไทยในบางประเด็น บีบีซีไทยสรุปได้ ดังนี้
ปิดจุดโจมตีปม "ผลประโยชน์ทับซ้อน"
6 วันก่อนการเลือกตั้ง ธนาธร ผู้เป็นอดีตรองประธานกรรมการบริหาร ไทยซัมมิท กรุ๊ป ลงนามในเอกสารบันทึกความตกลงกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร จำกัด ก่อนโยกทรัพย์สินทั้งหมดที่มีราว 5 พันล้านบาท ไปให้ blind trust ดูแลเพื่อให้ "สั่งไม่ได้" และ" มองไม่เห็น" ซึ่งตามแผนจะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนนี้
ธนาธร ระบุว่า เขาเป็นนักการเมืองไทยคนแรกที่ดำเนินการเช่นนี้ ซึ่ง "ทำด้วยความสมัครใจและไปไกลกว่ากฎหมาย"
เมื่อถูกสื่อมวลชนถามว่าการใช้บริการ blind trust เพื่อแก้บทเรียนจากกรณี ทักษิณ ถูกยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท จากคดีซุกหุ้นภาค 2 หรือไม่
ธนาธร ตอบอย่างเสียมิได้ว่า "เอาอย่างนี้ดีกว่า ผมไม่ได้คิดว่ามีแต่คุณทักษิณเท่านั้น แต่ผมอยากสร้างมาตรฐานการเมืองใหม่ให้คนที่เข้ามาทำการเมือง คงไม่เฉพาะเจาะจงที่คุณทักษิณ..."

ที่มาของภาพ, Anadolu Agency/Getty Images
สกัดภาพ "พรรคครอบครัว-พรรคนายทุน"
ธนาธร ไม่อนุญาตให้พี่น้องในตระกูล "จึงรุ่งเรืองกิจ" เข้ามายุ่งกับกิจกรรมของพรรค แม้ในระยะตั้งต้นจะมี "จิตอาสา" เสนอตัวมาช่วยงานก็ตาม
ถือเป็นอีกครั้งที่เขาเก็บรับเอาบทเรียนจาก "พรรคชินวัตร" ที่มีคนในตระกูล "ชินวัตร" อย่างน้อย 4 คนเข้าไปบงการ-จัดการทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดย 4 คนเป็นพี่น้องคลานตามกันมา ไล่ตั้งแต่ ทักษิณ ชินวัตร, เยาวภา วงศ์สวัสดิ์, พายัพ ชินวัตร และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นอกจากนี้ยังมีภรรยา, น้องเขย, ลูกพี่ลูกน้อง ที่แผ่บารมีไปทั่ว กลายเป็นที่รับรู้ในหมู่สมาชิกพรรคไทยรักไทยและพรรคลูกหลานว่า "คณะกรรมการครอบครัว" สำคัญเหนือ "คณะกรรมการบริหารพรรค" ในการตัดสินใจทิศทางใหญ่

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคอนาคตใหม่
กลับมาที่ อนค. แม้หัวหน้าพรรคมีฉายา "ไพร่หมื่นล้าน" ติดตัว แต่ใช่ว่าลูกพรรค "ส้มหวาน" จะมีโอกาสใช้เงินหัวหน้าพรรคในการทำกิจกรรมการเมือง เพราะมีคำประกาศจาก ธนาธร ตั้งแต่วันเปิดตัวพรรค 15 มี.ค. 2561 ว่า "ไม่ต้องการให้พรรคนี้เติบโตและอยู่ต่อไปด้วยเงินในกระเป๋าผม" แต่เลือกจัดกิจกรรมระดมทุนจากสมาชิกพรรคและประชาชนแทน เพราะไม่ต้องการให้เกิดภาพลักษณ์ "พรรคนายทุน"
ต่อมาในกิจกรรมกึ่ง ๆ การฉลองชัยชนะหลังการเลือกตั้งจัดขึ้น ณ ที่ทำการพรรค เมื่อ 5 เม.ย. ธนาธร ระบุตอนหนึ่งว่า "ตอนนี้ อนค. เป็นหนี้ผม 90 ล้านบาท ผมตั้งใจว่าจะทวงคืนทุกบาททุกสตางค์ พรรคนี้ต้องเป็นระยะยาว ไม่มีใครเป็นเจ้าของก็ต้องดำรงอยู่ได้..."
อย่างไรก็ตามไม่ใช่สมาชิกพรรคทุกคนที่เข้าใจ-รับได้กับแนวทางของหัวหน้าพรรค ไม่เช่นนั้นคงไม่เกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า ผู้สมัคร ส.ส. สอบตกบางรายได้เจรจา "ขอทุนคืน" หลังต้องควักเนื้อตัวเองไปในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง โดยตัวเองไม่มีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ ทั้งที่ช่วยเก็บคะแนนเสียงมาให้ส่วนกลาง-ช่วยหิ้ว ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ เข้าสภา

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
สกัดกั้นการดูด ส.ส. แต่ปูดข่าว ส.ส. ถูกดูด
อีกประเด็นที่ ทักษิณ ทำ แต่ ธนาธร ไม่ได้ทำ ก็คือปฏิบัติการ "ดูด ส.ส." ทำให้ พรรคสีส้ม สามารถนำเสนอภาพ "พรรคการเมืองใหม่-คนหน้าใหม่" ได้อย่างชัดเจน และแปลกใหม่ในความรู้สึกของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
แต่ด้วยยอด ส.ส. ถึง 80 คนที่เข้าสภาพร้อมกัน ทั้งหมดไม่มีประสบการณ์การเมือง และไม่เคยตกอยู่ท่ามกลางภาวะชิงไหวชิงพริบทางการเมืองอย่างหนัก โดยที่ 2 ขั้วการเมือง ต่างหยิบยื่นสารพัดแรงจูงใจเพื่อดึงเสียงจากพรรคขนาดกลาง-ขนาดเล็ก
หนึ่งในข่าวลือหนาหูที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ คือ "ขั้วตรงข้าม" จ้อง "ดูด ส.ส." ออกจากพรรคการเมืองน้องใหม่ ร้อนถึงแกนนำพรรคต้องออกมาปฏิเสธว่าไม่มี "งูเห่าสีส้ม" แน่นอน แต่มิวายจับ ส.ส. ลงนามในสัตยาบัน 5 ข้อ เมื่อ 30 มี.ค.
"จะสนับสนุนชื่อบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามมติของ อนค. และไม่เสนอชื่อหรือให้ความเห็นชอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเด็ดขาด" สัตยาบันข้อแรกของ อนค. ระบุ

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
ในวันนั้น ธนาธร บอกว่า "ตอนนี้มีราคาตลาดตามที่เป็นข่าวแล้ว 10 ล้านบาทขึ้นไป" ก่อนออกมาตอกย้ำประเด็น "เสนอซื้อตัว" อยู่บ่อย ๆ
ในการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เดอะ ไฟแนลเชียล ไทมส์ ธนาธร อ้างว่ามีคลิปบันทึกเสียงพิสูจน์ว่าลูกพรรคของเขาถูกเสนอซื้อตัวในราคา 30-50 ล้านบาท เพื่อให้พลิกไปสนับสนุนพรรคทหาร "ตอนนี้ค่าตัวของ ส.ส. คนหนึ่งในตลาดคิดเป็นเงินสดกว่า 1 ล้านดอลล่าร์แล้ว"
หรือในงานเสวนาที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) เมื่อ 15 พ.ค. ธนาธรเล่าเรื่อง "ตลกร้าย" ว่า ในช่วง 2-3 สัปดาห์หลังการเลือกตั้ง สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของเขา ได้รับการติดต่อจากสมาชิกระดับอาวุโสของพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง โดยบอกว่า "เราสามารถลบล้างข้อกล่าวหาทั้งหมดที่มีต่อตัวคุณ ลูกชายคุณ และที่มีต่อพรรค รวมทั้งข้อกล่าวหาต่อ ปิยบุตร (แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค) ถ้าลูกชายของคุณให้ ส.ส. 20 เสียง แก่เรา..." ซึ่งล่าสุด พปชร. เตรียมฟ้องกลับ ธนาธร ที่กล่าวหาเช่นนี้
ท้ายที่สุดแม้ ธนาธร ไม่ประสงค์ "เดินซ้ำรอย" ทักษิณ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ "ผู้นำประชานิยมใหม่" ณ วันนี้ ทำให้หลายคนยากจะจินตนาการถึงอนาคตของพรรคอนาคตใหม่ หากหัวหน้าพรรคต้องนั่งควบคุมสั่งการอยู่นอกสภา









