ซีอุย : ความพยายามทวงคืนศักดิ์ศรีผู้ถูกศาลตัดสินและสังคมตราหน้าเป็น “มนุษย์กินคน”

ที่มาของภาพ, ศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2546
ตำนานซีอุย หรือฆาตกร "มนุษย์กินคน" สะเทือนขวัญ กลับมาเป็นที่สนใจของสังคมไทยอีกครั้ง เมื่อมีผู้เรียกร้องทวงสิทธิความเป็นมนุษย์ ให้นำร่างซีอุยออกจากพิพิธภัณฑ์ศิริราช ไปประกอบพิธีศพ หลังตกเป็นเหยื่อความอยุติธรรม และถูกจัดแสดงประจานมานานกว่า 60 ปี
"นำร่างซีอุย แซ่อึ้งออกจากพิพิธภัณฑ์ศิริราช คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ล้างฉายามนุษย์กินคน" แคมเปญรณรงค์บนเว็บไซต์ Change.org เมื่อกว่า 1 ปีที่แล้ว กลับมาเป็นกระแสบนโลกสังคมออนไลน์อีกครั้ง จากผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนเพียงน้อยนิด ตอนนี้ เกิน 11,000 คนไปแล้ว (15 พ.ค. 2562)
ฟาโรห์ จักรภัทรานน ที่ระบุใน Change.org ณ วันและเวลาที่ตั้งแคมเปญว่า เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสนใจเกี่ยวกับ "สิทธิมนุษยชน" และ "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" ให้เหตุผลต่อการล่ารายชื่อออนไลน์ว่า
"เพื่อให้สังคมไทยได้เรียนรู้จากความผิดพลาดว่า ในอดีตเคยมีชายคนหนึ่งตกเป็นจำเลยสังคม เพราะการเผยแพร่ข่าวลือที่ไม่มีพยานหลักฐานของสื่อสำนักพิมพ์ และเพื่อเป็นอีกหนึ่งย่างก้าวในการตระหนักถึงสิทธิและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งตนเอง และผู้อื่นของคนไทยทั้งปวง"
"ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่เคยเชื่อว่าซีอุยทำ" "ถึงจะผิดโทษควรสุดที่ความตาย...ไม่ใช่เอามาประจานหลายสิบปี" และ "แพะรับบาป" คือความเห็นส่วนหนึ่งของผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนแคมเปญนี้
บีบีซีไทย พยายามติดต่อผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิริราช เพื่อขอความเห็นต่อแคมเปญรณรงค์อายุ 1 ปี ที่กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งนี้ แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้
ที่มา-ตำนานซีอุย
บทความโดย ปรามินทร์ เครือทอง ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับ ต.ค. 2546 ย้อนเรื่องราวคดีที่สะเทือนขวัญสังคมไทย ระหว่างปี 2497 - 2501 ที่ปิดม่านลงด้วยการที่ศาลอุทธรณ์ ตัดสินโทษประหารชีวิต หลีอุย แซ่อึ้ง ที่ถูกเรียกเพี้ยนเป็น "ซีอุย" ฐานฆาตกรรมโหดกินเนื้อมนุษย์คดีสุดท้ายเพียงคดีเดียว จาก 6 ศพ / 7 คดี ที่เป็นข่าว
ตามบันทึกคำให้การของตำรวจ ระบุว่า ซีอุยเกิดประมาณปี 2464 ตำบลฮุนไหล เมืองซัวเถา ประเทศจีน เมื่อโตเป็นวัยรุ่น ได้ถูกเกณฑ์ไปประจำหน่วยทหาร ต่อสู้ในสงครามจีน-ญี่ปุ่น เมื่อสงครามสิ้นสุด จึงถูกเกณฑ์ไปรบกับฝ่ายเหมาเจ๋อตุง ก่อนหนีทหารเข้ามาในไทย เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2489
คำให้การวันที่ 30 ม.ค. 2501 ยืนยันว่า "มาอยู่เมืองไทยครั้งแรกที่ตำบลทับสะแก จ. ประจวบคีรีขันธ์" ทำงานรับจ้างทั่วไป อยู่ไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง แต่ข้อสันนิษฐานมัดตัว คือ เส้นทางและแหล่งพักพิงของซีอุยในช่วงเกิดคดีฆาตกรรม ตรงกับสถานที่เกิดเหตุของคดีทั้ง 7 คือ ประจวบคีรีขันธ์ 4 ดคี กรุงเทพฯ นครปฐม และระยอง แห่งละ 1 คดี
"ข้าฯ เคยทำการฆ่าคน และนำเอาหัวใจกับตับมารับประทานแล้ว 2 ราย ที่กรุงเทพฯ หนึ่งราย และที่นครปฐมหนึ่งราย" คำให้การของซีอุย ในวันที่ 31 ม.ค. 2501
แพะรับบาป
ผู้ใช้ทวิตเตอร์ กล้าเปลี่ยน \7 ทวีตข้อความ (12 พ.ค. 62) ที่ถูกแชร์ไปกว่า 74,000 ครั้ง จนทำให้แคมเปญของ ฟาโรห์ จักรภัทรานน กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง ระบุว่า
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์
"ปัจจุบัน เค้ารู้กันหมดแล้วว่า ซีอุย ไม่ได้ฆ่าและกินเครื่องในมนุษย์ ซึ่งเกิดจากการถูกใส่ร้าย" แต่ "พิพิธภัณฑ์ที่โรงพยาบาลศิริราช ก็ยังเอาศพของเขามาโชว์และยังตราหน้าว่าเป็น มนุษย์กินคน แม้คนตาย ศพก็ยังไม่ได้รับความยุติธรรม"
ต่อมาเพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อบัญชีว่า Poetry of Bitch สรุปข้อมูลเกี่ยวกับซีอุย มีเนื้อความที่บ่งชี้ว่าเป็น "แพะรับบาป" ดังนี้
- คาดว่าตกเป็นจำเลยสังคม เพราะหนังสือพิมพ์ในยุคนั้นเผยแพร่ข่าวลือโดยขาดการกลั่นกรอง
- ญาติของผู้ตาย คนในพื้นที่และนายจ้างของซีอุย ไม่มีใครเชื่อว่าเขาเป็นคนทำ
- เหยื่อรายแรก เด็กหญิงบังอร ภมรสูตร ที่ถูกเชือดคอ แต่รอดชีวิต อ้างว่าได้เห็นหน้าฆาตกร และบอกว่าคนทำคือ นายเกลี้ยง ไม่ใช่ซีอุย ซึ่งนายเกลี้ยงเป็นชายสติไม่ดี ชอบกินของดิบ เขาเป็นพี่ชายภรรยาปลัดอำเภอที่มีอิทธิพลในพื้นที่สมัยนั้น อีกทั้ง มีคนพบชิ้นเนื้อและตับของเหยื่อรายที่สอง ในกระเป๋ากางเกงของนายเกลี้ยง
- ซีอุยถูกหว่านล้อมให้สารภาพ โดยหลอกว่าจบคดีแล้วจะส่งกลับบ้านที่เมืองจีน
บีบีซีไทย เทียบเคียง "ข้อแก้ต่างซีอุย" เหล่านี้ กับคำให้การซีอุย ตามที่ตีพิมพ์ในนิตรสารศิลปวัฒนธรรม อ้างอิงจากสำเนาคำให้การของผู้ต้องหา ในบทความนั้นตั้งข้อสังเกตว่า คำให้การของซีอุยไม่ตรงกับข้อเท็จจริงของคดี
คำสารภาพ ไม่ตรงรูปคดี
หลีอุย แซ่อึ้ง หรือ ซีอุย ถูกจับในคดีเด็กชายสมบุญ (ระยอง คดีที่ 7) และถูกเชื่อมโยงกับคดีที่เกิดขึ้น 2 คดี คือ ฆาตกรรรมที่สถานีรถไฟสวนจิตรลดา และที่องค์พระปฐมเจดีย์ เพราะมีพฤติกรรมคล้ายกัน คือ "เหยื่อเป็นเด็ก" และ "ศพถูกชำแหละ ควักอก"
การสอบสวนเริ่มตั้งแต่คืนวันที่ 27 ม.ค. 2501 โดยมีล่ามภาษาจีนร่วมการสอบสวนและบันทึกปากคำทุกครั้ง เพราะซีอุย "พูด ฟังภาษาไทยไม่ได้"

ที่มาของภาพ, Twitter @กล้าเปลี่ยน \7
คดีกรุงเทพฯ และคดีที่นครปฐม ซีอุยปฏิเสธไม่เกี่ยวข้อง แต่ยอมสารภาพคดีที่ จ. ระยองว่า เป็นการทำผิดครั้งแรก แต่ "ไม่เคยฆ่าคนเพื่อจะเอาตับและหัวใจมากินเลย"
กระบวนการสอบสวนชี้ให้เห็นว่า ตำรวจพยายามเชื่อมโยงซีอุยที่ยอมรับคดีในระยอง กับ 2 คดีก่อนหน้าจริง แต่แล้วในวันที่ 31 ม.ค. หรือ 72 ชั่วโมงผ่านไป ซีอุยกลับเปลี่ยนคำให้การ ยอมรับสารภาพทั้ง 3 คดี ซึ่งตรงนี้ยังเป็นปริศนาว่า ทำไมเขาถึงยอมรับสารภาพ หลังปฏิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอด
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้เขียนบทความตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องกันของ "รูปคดี" ที่เป็นข่าว กับคำสารภาพใน "บันทึกคำให้การ" ของตำรวจ โดย ปรามินทร์ เครือทอง เขียนในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับ ต.ค. 2546 ไว้ดังนี้
เมื่อตรวจสอบไปยังหนังสือพิมพ์เก่าเมื่อ ๓ ปีก่อน ซึ่งรายงานข่าวหลังจากคืนเกิดเหตุ คือข่าวของเช้าวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ ก็พบรายละเอียดที่แตกต่างออกไป และพบข้อมูลบางอย่างที่ "อาจจะ" เป็นสาเหตุทำให้ซีอุยต้องสารภาพแบบผิดๆ
เริ่มตั้งแต่จุดที่ลงมือ ตามคำให้การของซีอุยว่า แทงคอเด็กและผ่าเอาหัวใจกับตับ ในเวลาและจุดเดียวกัน ไม่มีการเคลื่อนย้ายเหยื่อ แต่ข่าววันนั้นกลับชี้ร่องรอยของการฆาตกรรมต่างออกไป
"…เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ฆาตกรใจโหดคงจะจับแม่หนูน้อยฟาดกับขอบหินชานชลาก่อน แล้วแทงซ้ำ ครั้นแล้วจึงอุ้มศพเด็กเข้าไปชิดกับผนังตึกสถานี จากนั้นก็จัดการเฉือนลูกกระเดือก แล้วควัก 'เครื่องใน' ไปหมด พร้อมทั้งตัด 'ของลับ' ไปด้วย" ทั้งนี้เนื่องจากพบว่าริมชานชาลาสถานี มีรอยเลือดหยดเป็นทางไปจนถึงศพระยะห่างประมาณ 3 วา
เรื่องน่าแปลกอีกอย่างตามที่พนักงานสอบสวนว่า "ไม่ได้ถาม แต่ซีอุยบอกเอง และบอกสถานที่ได้ถูกต้อง" ซึ่งที่จริงซีอุยถึงแม้จะย้ายที่อยู่ตลอดเวลา แต่ใช้เวลาในกรุงเทพฯ น้อยที่สุด เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น โดยเฉพาะกรณีนี้ ซีอุยมาอยู่กรุงเทพฯ ก่อนเกิดคดีเพียง 10 วัน แต่กลับระบุชื่อถนน สะพาน และเส้นทางได้อย่างถูกต้อง ซึ่งตลอดบันทึกคำให้การหลายๆ ครั้งเกี่ยวกับสถานที่พำนักพักพิงในคดีซีอุย ก็ชี้ให้เห็นว่าซีอุยอาจจะมาอยู่กรุงเทพฯ ครั้งนี้เพียงครั้งเดียว หรือถ้ามากกว่า ๑ ครั้ง ก็เป็นระยะเวลาสั้นๆ ไม่ได้อยู่ประจำเป็นเวลานานๆ
ผลิตภาพซ้ำเพิ่มความจดจำ
หลังจากที่ซีอุยถูกประหารชีวิตเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2501 คดีสะเทือนขวัญของซีอุยได้ถูกบอกเล่าเป็นตำนานของฆาตกรอันโหดเหี้ยม ทุกครั้งที่เด็กมีความประพฤติไม่ดี ผู้ใหญ่มักจะขู่ด้วยคำพูดที่ว่า "เดี๋ยวให้ซีอุยมากินตับ" ทำให้ภาพของการเป็นฆาตกรโรคจิตหรือปิศาจถูกผลิตซ้ำจากผู้ใหญ่สู่เด็กในยุคนั้น
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2527 บริษัทกันตนาได้สร้างละครเรื่อง "ซีอุย" เพื่อออกอากาศผ่านสถานีกองทัพบก ช่อง 5 โดยละครเป็นการเล่าเรื่องราวของ ซีอุย แซ่อึ้ง ผ่านนักแสดงมากฝีมือ "อ๊อด" เทิดพร มโนไพบูลย์ โดยละครสร้างความหวาดกลัวซ้ำขึ้นอีกหลังจากที่ผู้คนเกือบจะลืมเรื่องราวของซีอุยไปแล้ว ผลกระทบเรื่องภาพลักษณ์ของซีอุยก็ยังตกมาที่นักแสดงที่รับบทบาทเป็นซีอุย โดย อ๊อด ถูกมองว่าเป็นภาพตัวแทนของซีอุย โดยทุกครั้งที่มีใครกล่าวถึงซีอุย ภาพของอ๊อดก็มักจะปรากฏขึ้นมาในฐานะฆาตกรโรคจิต

ที่มาของภาพ, IMDB
วันเวลาผ่านพ้นไปและกระแสซีอุยก็เงียบลงเรื่อย ๆ จนกระทั้งเดือน ต.ค. พ.ศ. 2547 ได้มีภาพยนต์ที่กำกับโดย นิดา สุทัศน์ ณ อยุธยา และ บุรณี รัชไชยบุญ เรื่อง ซีอุย โดยมีการใช้คำโฆษณาประกอบโปสเตอร์ว่า "ผีหรือคน" เป็นการเน้นย้ำภาพจำของซีอุยที่มีความเหี้ยมโหดกินมนุษย์
เป็นหนึ่งในอาจารย์ใหญ่
ศาสตราจารย์นายแพทย์สงกรานต์ นิยมเสน หัวหน้าภาควิชานิติเวชศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราข ได้ขอรับศพซีอุยจากทางราชการมาผ่าตรวจสมอง ส่วนร่างถูกเก็บรักษาในลักษณะดองแห้งโดยการฉีดฟอร์มาลีนเข้าหลอดเลือด แช่น้ำยารักษาทั้งร่างไว้ 1 ปี และทำการทาขี้ผึ้งทุก ๆ 2 ปี เพื่อป้องกันเชื้อราทุกวันนี้ร่างของซีอุยยังถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราชหรือที่คนไทยนิยมเรียกกันติดปากว่าพิพิธภัณฑ์ซีอุย
ศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์สรรใจ แสงวิเชียร อดีตหัวหน้าภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐออนไลน์ไว้เมื่อปี พ.ศ. 2552 ว่า ซีอุยเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในยุคหนึ่ง ถ้าไม่มีชื่อเสียง ก็ไม่ได้อยู่ในพิพิธภัณฑ์

ที่มาของภาพ, Getty Images
"อวัยวะข้างในไม่ได้ทำอะไรเลย แค่ฉีดยาเท่านั้น ร่างที่โชว์ก็ไม่ได้ มีความผิดปกติอะไรหรอก ที่จะบอกว่าคนอย่างนั้นอย่างนี้เป็นฆาตกร หน้าตาซีอุย...ก็เป็นตาแป๊ะแก่ ๆ " นายแพทย์สรรใจกล่าว
โดยนายแพทย์สรรใจกล่าวไว้ชัดเจนว่าร่างของซีอุยได้รับการปฏิบัติเป็นอาจารย์ใหญ่ท่านหนึ่งและมีการทำบุญให้อยู่ตลอด
"ถ้าอาจารย์หมอสงกรานต์ไม่ขอมาไว้ที่นี่ ก็จะไม่มีใครทำบุญให้เขาเลย มาอยู่ที่นี่มีการทำบุญให้อาจารย์ใหญ่ทุกปี อวัยวะ ร่าง โครงกระดูกทุกชิ้นถือเป็นอาจารย์ใหญ่ ซีอุยก็เป็นหนึ่งในอาจารย์ใหญ่" นายแพทย์สรรใจกล่าว
ในวันที่ (21 มิ.ย.) คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลได้แจ้งว่าทางคณะฯ กำลังพิจารณาเรื่องการฌาปนกิจนายซีอุย แซ่อึ้ง หลังจากมีกระแสเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล พิจารณาฌาปนกิจร่างนายซีอุย ซึ่งถูกจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์นิติเวชศาสตร์ฯ ศิริราช มาเป็นเวลา 60 ปี
"อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการฌาปนกิจมีความจำเป็นที่ต้องรวบรวมเอกสารสำคัญ ได้แก่ ใบมรณบัตร ใบส่งมอบร่างจากกรมราชทัณฑ์ เพื่อให้ดำเนินการฌาปนกิจเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและปราศจากข้อโต้แย้งจากทุกภาคส่วน" รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรฯ ศิริราชพยาบาล ระบุในเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์วันนี้ (21 มิ.ย.) โดยจะแจ้งผลการพิจารณาให้ทราบต่อไป
นายซีอุยถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาฆาตกรรมและถูกประหารชีวิตเมื่อวันที่ 16 ก.ย.2501 หลังจากนั้นคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้รับมอบร่างนายซีอุยมาจัดแสดง โดยเขียนข้อความว่า "นายซีอุย แซ่อึ้ง (มนุษย์กินคน)" แต่หลังจากมีเสียงทักท้วง ศิริราชได้เอาคำว่า "มนุษย์กินคน" ออกและให้ข้อมูลเพียงว่า "ผู้ถูกประหารชีวิตจากคดีฆ่าผู้อื่น"
* รวบรวม-เรียบเรียงโดย ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล & ชัยยศ ยงค์เจริญชัย ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย








