เลือกตั้ง 2562 : สำรวจวาทกรรม "เลือกความสงบ" ในการเลือกตั้ง 2 กระแส

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
การเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 ถูกมองว่าเป็นการลงคะแนนเพื่อกำหนดอนาคตประเทศไทย ทว่าในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหา นักการเมืองหลายพรรคกลับ "ขุดอดีต" ขึ้นมาชี้ชวนคนไทยให้ปฏิเสธคู่แข่งขันและเทคะแนนให้ตัวเอง
พรรคการเมืองที่เปิดตัวสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้นำประเทศอีกสมัย ชี้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่าง "ฝ่ายที่เอาทักษิณกับฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณ"
ส่วนขั้วตรงข้ามที่เรียกตัวเองว่าพรรค "ฝ่ายประชาธิปไตย" เรียกร้องให้ประชาชน "จับปากกาฆ่าเผด็จการ" และ "หยุดการสืบทอดอำนาจของระบอบ คสช."
บีบีซีไทยรวบรวมวาทกรรมของพรรคการเมืองที่เชิดชู "อุดมการณ์หลัก" อันหมายถึงการรักษา-ค้ำจุนระบบอำนาจของ คสช. กับพรรคการเมืองที่จงใจรื้อ-ทำลายล้างระบบอำนาจปัจจุบัน หรือที่เรียกว่า "อุดมการณ์ต้าน" ที่เกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง และทำให้สนามเลือกตั้งหนนี้มีภาพการต่อสู้ทางอุดมการณ์เหนือกว่าการแข่งขันในเชิงนโยบาย
2 ขั้ว 3 ก๊กการเมืองไทย
ความขัดแย้งทางการเมืองไทยในรอบกว่าทศวรรษ ทำให้การเมืองไทยยังวนเวียนอยู่ในภาวะ "2 ขั้ว" ทว่ามีกลุ่มการเมืองเพิ่มเป็น "3 ก๊ก"
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือคนแรก ๆ ที่เปิดประเด็น "3 ก๊กการเมือง" เพราะจงใจนำพรรคการเมืองเก่าแก่ออกจากภาพ "อนุรักษ์นิยม-อำนาจนิยม" ท่ามกลางกระแสเรียกร้องประชาธิปไตยหลังประเทศไทยตกอยู่ใต้เงาคณะรัฐประหารมาเกือบ 5 ปี และกำลังจะมีการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 8 ปี ก่อนที่ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ จะออกมาตอกย้ำประเด็นนี้

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคอนาคตใหม่
ก๊กแรก พรรคที่แอบ-อิงอยู่กับ ทักษิณ ชินวัตร และกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย (พท.), พรรคประชาชาติ (ปช.), พรรคเสรีรวมไทย (สร.), พรรคเพื่อธรรม (พธ.), พรรคเพื่อชาติ (พ.พ.ช.) รวมถึงพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)
ก๊กที่สอง พรรคที่พร้อมเป็นฐานอำนาจให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.), พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.), พรรคประชาชนปฏิรูป (ปชช.)
ก๊กที่สาม พรรคที่อ้างตัวเป็น "ทางเลือก" ให้แก่ประชาชน คือ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แต่ถึงกระนั้นนักวิชาการและผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองเห็นตรงกันว่า ปชป. กับ พปชร. อยู่ใน "ขั้วเดียวกัน"
ส่วนพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กไม่ถูกจับใส่ไปไว้ใน "ก๊ก" ใด เพราะทั้งหมดได้ "แทงกั๊ก" พร้อมจับมือทุกขั้ว-ร่วมได้ทุกคน ด้วยเหตุผลสวยหรูที่ให้ไว้ต่อสาธารณะคือ "ไม่ขอเพิ่มเงื่อนไขทางการเมือง"
ระบอบประยุทธ์ VS ระบอบทักษิณ
เดิมการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 ถูกพรรคที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย ตั้งวาระเป็นการ "โหวตเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง" และ "โหวตเพื่อหยุดการสืบทอดอำนาจของ คสช." ทว่าปรากฏการณ์ 8 กุมภาฯ ทำให้เกิด "สมการใหม่การเมือง" ตามความเห็นของ ผศ.ดร. ประจักษ์ ก้องกีรติ รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ที่เคยวิเคราะห์ผ่านบีบีซีไทย จากเดิมเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่าย "เอาหรือไม่เอาประยุทธ์" เป็น "เอาหรือไม่เอาทักษิณ"
เมื่อไล่เรียงวาทกรรมในสนามเลือกตั้งของฝ่ายสนับสนุนหัวหน้า คสช./ฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณ กับฝ่ายฝักใฝ่ทักษิณ/ฝ่ายประชาธิปไตย/ฝ่ายต่อต้านระบอบ คสช. จะพบทั้งความเหมือนและความแตกต่าง แม้องค์ประกอบในโครงร่างความคิดจะมี 5 ส่วนเหมือนกัน ได้แก่ ภารกิจ ผู้นำ พันธมิตร ศัตรู และผู้ทรยศ แต่ต่างฝ่ายต่างสร้างคำอธิบายที่แตกต่างกันมากมารองรับ ทำให้เกิด "การเลือกตั้ง 2 กระแส"
ที่มา : บีบีซีไทยได้ทดลองถอดแนวทางการศึกษาองค์ประกอบ "การเลือกตั้ง 2 กระแส" จากองค์ประกอบของ "ชาตินิยม 2 กระแส" ในหนังสือ "และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฎ การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลาฯ" สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน โดย ประจักษ์ ก้องกีรติ ส่วน "ผู้นำประชานิยม" เป็นความหมายของ เกษียร เตชะพีระ ที่เสนอว่าการเลือกตั้งปี 2562 ได้เปิดโอกาสให้ผู้นำประชานิยมทางการเมืองเกิดขึ้น โดยประกาศตนเป็นเสียงของประชาชน/ตัวแทนของประชาชน
สืบทอดอำนาจ หรือสืบทอดความสงบ
ทั้งฝ่ายเอา-ไม่เอาประยุทธ์ กำหนดให้การ "คืนประชาธิปไตย" ให้ประเทศเป็นภารกิจหลักในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ฝ่าย คสช. ตั้งเงื่อนไขว่ากระบวนการจัดการต้องเป็นไปด้วยความสงบเนื่องจากมีพระราชพิธีสำคัญรออยู่ และพยายามโน้มน้าวให้สังคมเห็นถึง "ทางชนะ" ของ พล.อ. ประยุทธ์กับพวก
ขณะที่นักเลือกตั้งฝ่ายประชาธิปไตยเห็นควรให้ใช้การเลือกตั้งครั้งนี้กากบาทเพื่อ "หยุดสืบทอดอำนาจเผด็จการ" พร้อมดักคอสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คนที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ว่าอย่าฝืนเจตนารมณ์ของประชาชนที่สะท้อนผ่านการเลือกตั้ง
- "คนทั้งประเทศเลือก ส.ส. ได้ 500 คน แต่ คสช. เลือก ส.ว. ได้ 250 คน ถ้าประชาชนไม่อยากยอมแพ้ให้เผด็จการ ไม่อยากใช้ชีวิตอย่างสิ้นหวัง มีทางเดียวคือเราต้องหยุดการสืบทอดอำนาจของ คสช. ต้องไปเลือกพรรคเพื่อไทยพรรคเดียวเท่านั้นให้ถล่มทลาย" (คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, แถลงเปิดนโยบายโค้งสุดท้าย, 18 มี.ค.)
- "ขณะนี้ พล.อ. ประยุทธ์ มี ส.ว. อยู่ในมือแล้ว 250 เสียง ถือว่าได้เปรียบกว่าพรรคอื่น..." (สุเทพ เทือกสุบรรณ เปิดปราศรัย จ. ตรัง, 16 มี.ค.)
- "ชัด ๆ เลยนะครับผมไม่สนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อแน่นอน เพราะการสืบทอดอำนาจ สร้างความขัดแย้ง และขัดกับอุดมการณ์ของประชาธิปัตย์ ที่ว่าประชาชนเป็นใหญ่ 5 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจย่ำแย่ประเทศเสียหายมามากพอแล้ว..." (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านแฟนเพจ 10 มี.ค.)
- "หยุดการสืบทอดอำนาจเผด็จการให้สิ้นสุดที่คนรุ่นเรา ส่งต่อสังคมที่ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันให้แก่ลูกหลาน..." (ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เปิดปราศรัยที่ จ. ราชบุรี, 18 มี.ค.)
- "ขอยืนยันว่าพรรคไม่ได้สืบทอดอำนาจ แต่สืบทอดความสงบให้ไทย สืบทอดงานที่ได้เริ่มแล้ว และมีประโยชน์กับประชาชน..." (อุตตม สาวนายน เปิดปราศรัยที่ จ. ประจวบคีรีขันธ์, 16 มี.ค.)

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย
อำนาจเหนือการเลือกตั้ง กับ ศัตรูในต่างแดน
ในทัศนะของฝ่ายประชาธิปไตย การมีอำนาจเหนือ-อำนาจแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้งถือเป็น "ศัตรูสำคัญ" เพราะทำให้กระบวนการเบี่ยงเบนไปจากสิ่งที่ควรเป็น ไม่ว่าจะเป็น กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติว่าหัวหน้า คสช. ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ แต่เป็นรัฏฐาธิปัตย์
ตามมาด้วยมติเอกฉันท์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เห็นว่าการประกาศรายชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ในบัญชี พปชร. "ชอบด้วยกฎหมาย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ"
หรือกรณีรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ยังบริหารราชการได้เต็มขั้นและสามารถอนุมัติให้ "เติมเงิน" ลงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งเป็นนโยบายหาเสียงหลักของ พปชร. ได้ด้วยแม้ในสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง จนถูกวิจารณ์ว่าเป็น "ประชานิยมยิ่งกว่าพรรคต้นตำรับประชานิยม"
ขณะที่ฝ่ายสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ ได้พยายามสร้าง "ความเป็นอื่น" ให้พรรคการเมืองขั้วตรงข้ามด้วยการผลักให้เป็นกลุ่มคนใน "ระบอบทักษิณ"

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
สุเทพ ซึ่งเคยเป็นอดีตผู้จัดการรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้า ปชป. เมื่อปี 2551 ได้ออกมาเปิดเผยเบื้องหลังเหตุการณ์ "พลิกขั้วการเมือง" ในครั้งนั้น หลังหัวหน้า ปชป. ประกาศไม่สนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ และผลัก "คนเคยรัก" ไปยืน "แดนศัตรู"
- "อยากจะถามอภิสิทธิ์ว่าตกลงอภิสิทธิ์ยืนข้างเดียวกับทักษิณเต็มตัวแล้วใช่ไหม นี่แสดงว่าถ้าฝ่ายทักษิณเทคะแนนให้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ เอาทันทีใช่ไหม..." (สุเทพ เทือกสุบรรณ เปิดปราศรัย จ. พังงา, 11 มี.ค.)
- "ถ้าเลือกพรรคอื่นตายแน่นอน ถ้าเลือกตระกูลพรรคเพื่อ... ทั้งหลาย เป็นการเชิดชูทักษิณ ไม่ต้องดำเนินคดีและให้กลับบ้านเป็นฮีโร่ ถ้าเลือกอย่างนั้นก็เตรียมตัวไปราชดำเนินกันใหม่..." (สุเทพ เทือกสุบรรณ เปิดปราศรัย จ. ปัตตานี, 21 มี.ค.)
เช่นเดียวกับความพยายามของสื่อกระแสหลัก-สื่อสังคมออนไลน์บางแห่งในการผลัก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้า อนค. ไปเป็นคนในระบอบทักษิณ ด้วยการบิดเบือนคำให้สัมภาษณ์ของเขาต่อหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ว่าประกาศ "พาทักษิณกลับบ้าน" ร้อนถึงเจ้าตัวต้องออกมาปฏิเสธพัลวัน และล่าสุดได้เกิดกรณี #เนชั่นโป๊ะแตก เมื่อพิธีกรเนชั่นทีวีได้เปิดคลิปเสียงคล้ายเสียง ทักษิณ ชินวัตร กับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สนทนากัน ก่อนที่บรรดา "นักรบไซเบอร์" จะไปขุด-ควานหาหลักฐานต่าง ๆ แล้วมาเปิดเผยว่าเป็น "คลิปตัดต่อ"
ไม่มีเนื้อหานี้
ดูเพิ่มเติมที่ Facebookบีบีซี. บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาของเว็บไซต์ภายนอก. นโยบายของเราเรื่องการเชื่อมต่อไปยังลิงก์ภายนอก.สิ้นสุด Facebook โพสต์, 1
ความกลัว กับ ความหวัง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง พรรคการเมืองต่าง ๆ ได้สร้าง-ส่งต่อวาทกรรมแห่ง "ความกลัว" กันอย่างแพร่หลาย หวังใช้โน้มน้าวใจประชาชน
ฝ่าย คสช. ตอกย้ำว่าบ้านเมืองจะสงบเรียบร้อยหากได้นายกฯ หน้าเดิม โดยปล่อยแคมเปญ "เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่" ให้ผู้สมัคร ส.ส. พปชร. นำไปคาดป้ายหาเสียงตั้งแต่ 20 มี.ค.
ส่วน เบญญา นันทขว้าง ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ รปช. โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กบรรยาถึง "หมากที่วางไว้แล้ว" และ "หากฝ่ายประชาธิปไตยเกิดชนะขึ้นมา ก็อาจจะมีรัฐประหารอีกรอบ"
ไม่มีเนื้อหานี้
ดูเพิ่มเติมที่ Facebookบีบีซี. บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาของเว็บไซต์ภายนอก. นโยบายของเราเรื่องการเชื่อมต่อไปยังลิงก์ภายนอก.สิ้นสุด Facebook โพสต์, 2
"พลังแห่งความกลัว" เคยทำให้ พล.อ. ประยุทธ์ กับพวก ยืนในฐานะ "ผู้ชนะ" มาแล้วในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อ 7 ส.ค. 2559 เมื่อทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึก "กลัวไม่สงบ" และ "กลัวไม่ได้เลือกตั้ง"
ขณะที่พรรคทักษิณและพรรคฝ่ายประชาธิปไตยพยายามชี้ให้เห็นถึง "อนาคตที่น่ากลัว" หากประเทศไทยยังอยู่ภายใต้ "ระบอบประยุทธ์" ต่อไป
พท. เปิดแคมเปญหาเสียงเมื่อ 17 ม.ค. "พอแล้ว! นักการเมืองดัดจริต ต่อชีวิตเผด็จการ" หลังก่อนหน้านี้ได้ปล่อยแคมเปญ "เอา 'ลุง' คืนไป เอาเงินในกระเป๋าคืนมา" ทั้งนี้บีบีซีไทยตั้งสังเกตว่านี่เป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปีที่ พรรคทักษิณไม่มี "แคมเปญในเชิงนโยบาย" ออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน ทั้งที่เคยเป็นจุดขาย-จุดแข็งของพรรค
พ.พ.ช. โดย จตุพร พรหมพันธุ์ กองเชียร์คนสำคัญของพรรค ประกาศภารกิจ "ส่งประยุทธ์กลับบ้าน"
ส่วน ธนาธร กล่าวกับข่าวสดเมื่อ 19 มี.ค. ว่า การเมืองของเผด็จการคือการสร้างความหวาดกลัว "เราหล่อหลอมประชาชนด้วยความหวัง ขณะที่เผด็จการล่อหลอมประชาชนด้วยความกลัวความชิงชัง"

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคพลังประชารัฐ
กลยุทธ์ในการหาเสียงเชิงลบ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บรรดาพรรคการเมืองต่าง ๆ หยิบฉวยเอาผลกระทบด้านลบ-ประสบการณ์ด้านร้าย มากำหนดเป็นกลยุทธ์ในการหาเสียงเชิงลบ (Negative Campaign) ด้วยความเชื่อในเชิงทฤษฎีการสื่อสารที่ว่า "ข่าวร้าย-ข่าวลบ" มีโอกาสกระทบกระแทกใจประชาชนมากกว่าและง่ายต่อจดจำกว่า โดยเฉพาะถ้า "ประชาชนเป้าหมาย" มี "อุดมการณ์ร่วมกับพรรค"
ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม. เมื่อปี 2556 คำขวัญหาเสียงของ พท. ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐบาล ใช้ข้อความว่า "วางยุทธศาสตร์สร้างอนาคต กทม. ร่วมกับรัฐบาลอย่างไร้รอยต่อ" ต้องพ่ายแพ้ให้กับ ปชป. ในศึกชิงเก้าอี้ "พ่อเมือง กทม." โดยพรรคการเมืองหลังชูคำขวัญ "ทำแล้ว... จะทำต่อ" ในช่วงต้นเพื่อขอสานต่องานผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 ก่อนปล่อยคำขวัญส่งท้าย "หยุดผูกขาดประเทศไทย"

ที่มาของภาพ, LightRocket via Getty Images
ขณะเดียวกันก็มีแคมเปญใต้ดินว่า "ไม่เลือกเราเขามาแน่" ที่ ปชป. เคยใช้เมื่อปี 2538 กลับมาใช้อีกรอบในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ปี 2556 เพื่อฉายให้เห็นภาพความน่ากลัวของ พท. ในการขาดไร้ทักษะการบริหารจัดการน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 รวมถึงเหตุเผาบ้านเผาเมืองในปี 2553
วาทกรรมเดียวกันนี้ถูก ทยา ทีปสุวรรณ ย้อนกลับนำมาใช้ใหม่เพื่อจูงใจประชาชนให้เลือก พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อไป


ที่มาของภาพ, BBC Thai
คุณผู้อ่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหว สัมภาษณ์พิเศษ บทวิเคราะห์ พร้อมทั้งทำความรู้จักกับ การเลือกตั้ง 2562 โดยทีมงานบีบีซีไทยได้ที่เว็บไซต์ www.bbc.com/thai/election2019 พร้อมทั้งสื่อสังคมออนไลน์บีบีซีไทยผ่านทาง เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และ ยูทิวบ์ รวมทั้ง #ThaiElection2019 หรือ #เลือกตั้ง2562












