เลือกตั้ง 2562 : ซื้อเสียง ไม่ใช่เพียงใช้เงินฟาดก็ชนะ

เลือกตั้ง

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ธันยพร บัวทอง
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

มองการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เลือกตั้งในชนบท ผ่านประสบการณ์การซื้อเสียงของอดีตหัวคะแนน และจับตากลุ่มเป้าหมายใหม่ที่จะใช้ซื้อเสียง

ตั้งแต่เริ่มมีประชาธิปไตยครึ่งใบในช่วงต้นทศวรรษ 2520 การซื้อสิทธิ ขายเสียง แพร่ระบาดในฐานะเรื่องอันไม่พึงปรารถนาของระบอบประชาธิปไตย พร้อมกับการถูกสร้างให้เป็นวาทกรรมไม่ไว้วางใจผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งจากชนบท มองว่าเสียงของพวกเขาไม่ใช่เสียงคุณภาพ และการเลือกตั้งเป็นอิทธิพลของเรื่องเงิน

ทว่าตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2544 จนถึง 2554 มีงานวิจัยเชิงวิชาการมากมายที่บอกว่า "เงินไม่ใช่ปัจจัยที่เพียงพออีกต่อไปแล้ว" ในการชนะคู่แข่งเลือกตั้งในพื้นที่ การเลือกตั้งของชาวบ้าน คือ ความหวังในการมี "น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี"*

บีบีซีไทยคุยกับผู้คลุกคลีในแวดวงการเมืองท้องถิ่นในภาคตะวันออกและภาคอีสาน เพื่อสำรวจอีกมุมจากประสบการณ์ของการซื้อเสียง และวิธีการที่เปลี่ยนไป

แบงก์ยี่สิบจากเรือหางยาวเมื่อ 40 ปีก่อน

พ้นไปจากถนนลาดยางที่แยกจากถนนทางหลวงที่มุ่งหน้าสู่ศูนย์ราชการที่เพิ่งยกฐานะจากกิ่งอำเภอ เป็นอำเภอเมื่อ 10 ปีก่อน นาข้าว บ่อกุ้ง สวนมะพร้าว สวนมะม่วง เป็นทัศนียภาพของชุมชนแห่งนี้ในจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ

ที่นั่นบีบีซีไทยได้พูดคุยกับ "สมควร" เกษตรกรวัย 67 ปี และอีกฐานะคือ อดีตหัวคะแนน และผู้เคยได้รับเงินจากผู้สมัคร และกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งของหมู่บ้าน

"แต่ก่อนมาเรือ นั่งเรือมา" สมควรตอบคำถามเราว่าเมื่อก่อนเขาซื้อเสียงกันยังไงเมื่อราวต้นทศวรรษ 2520 และเสริมว่าในยุคนั้น ผู้ที่มาซื้อเสียง ไม่ได้เป็นบุคคลที่ชาวบ้านรู้จัก นอกจากเงินที่ให้มาแล้ว บางสมัยก็เป็นการแจกข้าวสาร

"20 บาท แบงก์ 20 บาท เท่นะ ใบเบ้อเร่อ ยุคนั้น แล้วใส่กระเป๋ามา กระเป๋าจะเป็นพลาสติกสีแดง สีเขียว ไม่มีซิป เขาใส่มาเลย 20 บาท พร้อมบัตรแนะนำตัว ที่เป็นเบอร์ลงคะแนน เห็นคนยืนอยู่เขาก็จอด ไม่พูดมาก บอกแค่ว่าฝากคนนี้ด้วย" สมควรบรรยายการแจกเงินในยุคนั้น

หัวคะแนน เป็นใคร

สมควร เล่าถึงการทำงานของหัวคะแนนในการเลือกตั้งช่วงประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมาว่า ผู้สมัครจะใช้ "คนที่ไว้ใจได้" เป็นได้ตั้งแต่วงญาติพี่น้อง มิตรสหาย ทำหน้าที่เป็น "คนเดิน" ซึ่งเป็นบุคคลที่รู้จักคนในหมู่บ้านอยู่แล้ว แทบทั้งหมดเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงการเมืองท้องถิ่น

"คนมีตำแหน่งก็คือคนมีประสบการณ์ เคยซื้อเสียงให้กับตัวเองมาแล้ว เรียกได้ว่าเขาได้ทักษะแล้วไง คล่อง คล่องเลย เป็น อบต. หรือ อบต. สอบตก ผู้ใหญ่บ้านสอบตก มันใช้ได้หมด เพราะเคยเดินซื้อเสียงให้ตัวเองมาหมดแล้ว"

หน่วยเลือกตั้ง

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

ระบบหัวคะแนนโยงใยระหว่างการเมืองท้องถิ่นกับนักการเมืองที่ลงสมัคร ส.ส. ที่ในพื้นที่มักเรียกกันว่า "เบื้องบน" ซึ่งหมายถึง ลูกพี่ ที่ในท้องที่ไปเอาทุนมาสู้ในการเลือกตั้งระดับตำบล หมู่บ้าน

"เวลา อบต.จะเลือกตั้ง อบต. ก็มีลูกพี่ ลูกพี่คือใครรู้ไหม อบจ. หรือ ส.ส. กูช่วยมึงมา ถึงตอนนั้นก็ไปทวงบุญคุณ อย่างเช่นว่าไปขอแสนนึง ครึ่งแสน หรือหมื่นนึงแล้วแต่ว่าจะได้ ถ้าให้น้อยเดี๋ยวไม่เอา ก็เปลี่ยนลูกพี่ใหม่" สมควร กล่าวกับบีบีซีไทย

จีบคะแนนเสียง กับคืนวันหมาหอน

ก่อนการเลือกตั้ง หัวคะแนนต้องออกไปสืบข่าวคู่แข่งจากผู้สมัครอีกพรรค ช่วงเวลานี้เรียกว่าเป็นการ "จีบคะแนนเสียง"

"พวกนี้บางทีต้องออกไปสืบ เสาะ ไปนั่งชมวิว ไปนั่งกินเบียร์ เอาหูตะแคงฟังคนนั้น คนนี้พูดอยู่เรื่อย จิ้งจกตุ๊กแกตรงไหนจะร้อง ได้ยินหมดแหล่ะ"

ในพื้นที่ของสมควร หัวคะแนนแต่ละคน ได้ค่าแรงหัวละ 3,000 บาท เป็นค่าจ้างที่พวกเขาต้องออกไปในคืนใกล้ ๆ เลือกตั้ง ราว 5 วัน ค่าจ้างที่ได้มาไว้สำหรับจ่ายค่าน้ำ ค่าเบียร์ ในการจีบคะแนนและเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหว

ผู้สมัคร ส.ส. จะมี "ศูนย์" ที่มีบุคลากรทำงานอย่างเป็นระบบ จัดทำบัญชีพื้นที่ แยกสายหัวคะแนนแต่ละคนว่า ดูบ้านไหนบ้าง ในตำบลอะไร บางครั้งดูถึงขนาดบัตรประชาชนของผู้ลงคะแนน ในที่ชนิดที่สมควรบอกว่าเป็นการทำงานที่ "ละเอียด ละเอียดยิบ"

หัวคะแนน

ที่มาของภาพ, Getty Images

ในคืนวันหมาหอน หรือคืนก่อนการเลือกตั้ง หัวคะแนนจะ "วิ่ง" เพื่อรับเงินที่ถูกแบ่งจาก "กระสอบเงินสด" จากศูนย์ เพื่อนำไปซื้อกับบ้านที่ได้มีการจีบคะแนนไว้แล้วตลอดทั้งคืน ซึ่งการซื้อต้องทำคืนก่อนวันเลือกตั้งเท่านั้น ก็เพราะว่า "จะได้ซื้อเหมือน ๆ กัน" หรือกระทั่งในวันเลือกตั้งก็ยังมีการซื้อหน้าหน่วย

"มันไม่ได้หอนแต่กลางคืน เช้าวันลงคะแนนหมามันก็เห่าอีก" สมควรกล่าว "เอ็งดูข้า ข้าก็ดูเอ็งว่าเอ็งจะซื้อเท่าไหร่ ข้าไปน้อย ข้าก็ไม่ได้คะแนนยังงี้ เอ็งมา 500 ข้าก็ต้อง 500 ก็เหมือนกันไง แล้วมีเกทับอีก ไอ้กลางคืนแล้ว พอ 9 โมง 10 โมง มันก็เพิ่มอีก อันนี้เข้าขั้นรุนแรงแล้ว ถ้าไปถึงตอนเที่ยงนี่จาก 500 อาจเป็นพันนึงก็ได้"

"เอาใส่เป้มาซื้อ บางทีก็ใส่ถังน้ำแล้วมัดมาเป็นปึก ๆ เลย เอากระดาษห่อมาเสร็จ เขียนชื่อมาเลย ให้มาเป็นปึก แล้วมีคนเอาไปจอยอีกที ทำกันหน้าหน่วยนี่แหล่ะ"

คาดเดาผลนับหัวลงคะแนนได้

แล้วผู้สมัครที่ลงทุนลงเงินไป รู้ได้อย่างไรว่าจะได้เสียงกลับมาเท่าไหร่ สมควรเล่าให้ฟังว่า ผู้สมัครจะคาดเดาเสียงที่คาดว่าจะได้แน่นอนที่ตัวเลขหนึ่ง ก่อนลงเงินโดยคำนวณเผื่อบัตรเสีย กาไม่ถูก ตามเปอร์เซ็นต์ที่คาดไว้

"นาย ก นาย ข เป็นหัวคะแนน มาแจ้งว่าเขาหาได้ 500 เสียงนี่ เขาตัดเลย เขาเอา 250 แต่ตังค์เขาให้มาครบนะ (500 หัว) แต่ประเมินว่าได้ครึ่งหนึ่ง" สมควรกล่าวถึงวิธีคำนวณเม็ดเงินที่แจกจ่ายผ่านหัวคะแนน และการคำนวณเสียงที่จะได้จากการซื้อ

"แล้วถ้าใครทำได้ครึ่ง คนนั้นเก่ง สมัยนั้นนะ แต่ถ้าสมัยนี้ ไม่ได้ สมัยนี้ต้องแม่น ขั้นต่ำสุดต้อง 80 เปอร์เซ็นต์ หัวคะแนนต้องแม่น"

ไม่หนุนผู้สมัครของผู้ใหญ่ ก็ใช้ถนนเลนต่อ

แม้การเสียงจะดูเหมือนว่าเป็นแค่การแลกผลประโยชน์จากตัวเงินเฉพาะหน้าของคนต่างจังหวัด แต่การเลือกตั้งก็เป็นสิ่งที่กำหนดว่า ชาวบ้านจะได้ หรือไม่ได้อะไรจากการสนับสนุนผู้สมัคร ส.ส. แต่ละคน

สมควรเล่าผลที่เกิดขึ้นกับเขา เมื่อครั้งไปเป็นหัวคะแนนสนับสนุนผู้สมัครผู้เป็นอดีตนายอำเภอ จนชนะ ผู้สมัครที่กำนันตำบลที่เขาอาศัยอยู่ สนับสนุน เมื่อราว 20-30 ปีก่อน ทำให้บ้านของเขายังต้องใช้ถนนดินคลุกขี้เลนไปอีกหลายปี

ถนน

ที่มาของภาพ, Thanyaporn Buathong/bbc thai

"ตอนนั้นผมโดนกำนันด่าแหลกเลย มึงเอาเลนทาถนนไปเถอะ ลูกรังไม่ต้อง"

ไม่นานจากเหตุการณ์นั้นมากนัก เขาชวนเพื่อนบ้านที่อยู่ละแวกเดียวกัน นำเงินที่ได้รับแจกจากผู้สมัครมารวมกันลงขันปรับปรุงถนนในหมู่บ้านด้วยเงินที่ได้จากหัวคะแนนที่มาซื้อเสียง

"ถนนทั้งสายรวม กันคะแนนหัวละ 100 แล้วเราเอามาซื้อลูกรัง ฝนตกเราป่วยไข้ก็ยังจะออกไปหาหมอได้ เพราะถนนมันดินขี้เลน มีคนเอากับผมที่ไหน เขาบอกเอามาหมูกิโลนึงดีกว่า 100 นึง ซื้อกิโลยังเหลือซื้อน้ำปลา ขวดสองขวดได้"

อสม. ทะลวงหมู่บ้าน กลไกหัวคะแนนใหม่ในอีสาน

ทว่า ในการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 นี้ ผุ้คุลกคลีในการเมืองระดับท้องถิ่นอีกคนหนึ่งในภาคอีสาน ที่ไม่กล้าเปิดเผยตัว เปิดเผยกับบีบีซีไทย ถึงกลไกใหม่ที่เข้ามาเป็นหัวคะแนน นั่นคือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.

ตามปกติแล้ว อสม. แต่ละคนจะดูแลครัวเรือนตั้งแต่ 7-12 ครัวเรือนในแต่ละชุมชนที่ตัวเองอาศัยอยู่ ผู้ให้ข้อมูลรายนี้กับบีบีซีไทยบอกว่า มีพรรคการเมืองหนึ่งใช้กลไกเช่นนี้เยอะมากในอีสาน

"พูดง่าย ๆ ว่าเจนที่ เจนหลังคาเรือน นอกจากจะวัดความดัน ดูโรคเบาหวานของคนในครอบครัวแล้ว เขารู้กระทั่งคนอยู่ไม่อยู่ คนบ้านนี้จะกลับไปเลือกตั้งที่บ้าน หรือไปเลือกนอกเขต ครั้งนี้ก็จะเห็นว่าใช้คนแบบนี้มากขึ้น เมื่อก่อนให้ผู้ใหญ่บ้านทำไม่ละเอียดขนาดนี้"

ผู้ให้ข้อมูลรายนี้ยังเล่าพฤติกรรมการเลือกตั้งของเขตที่อาศัยอยู่ในยุคที่พรรคการเมืองใหญ่มีนโยบายที่ชัด โดนใจประชาชน แม้อดีต ส.ส. รายหนึ่งจะถูกตัดสิทธิทางการเมือง และส่งพี่ชายลงสมัครแทนในนามพรรคเดิม ก็ยังได้รับเลือกตั้ง แม้คู่ต่อสู้อีกพรรคจะทุ่มเงินซื้อเสียงมากกว่า

"คนข้างบ้านรอดตายเพราะว่า 30 บาท คนเริ่มอ้าปากได้เพราะว่ากองทุนหมู่บ้าน เข้าถึงเงินทุน กู้ไปให้ลูกเรียน ทุกคนมีสิ่งที่ตัวเองยึดโยงได้ ป้าฉันรอดตายเพราะสามสิบบาท มันก็พูดอยู่อย่างนี้"

คูหาออกเสียง

ที่มาของภาพ, Getty Images

หีบบัตรกับบุญคุณ

งานศึกษาวิจัยเรื่อง "หีบบัตรกับบุญคุณ การเมืองการเลือกตั้งและการเปลี่ยนแปลงเครือข่ายอุปถัมภ์" โดย รศ. เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งศึกษาการเมืองในระดับท้องถิ่นภายหลังจากมีรัฐธรรมนูญ 2540 ใน 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ อุบลราชธานี และนครศรีธรรมราช ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับระบบหัวคะแนนมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่เชื่อมโยงกับการเมืองท้องถิ่นมากขึ้น

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นใน จ.เชียงใหม่ ชี้ว่า "ระบบหัวคะแนนได้ถูกจัดตั้งผ่านนักการเมืองในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากพรรคการเมืองมีสายสัมพันธ์ที่มั่นคงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เท่ากับมีฐานเสียงที่มั่นคงที่นั่นด้วย" แนวโน้มนี้เห็นได้ชัดในการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2544 และ 2548

รศ. เวียงรัฐ ยังสรุปผลวิจัยชิ้นนี้ด้วยว่า แม้ความสัมพันธ์ของนักการเมืองทั้งระดับชาติ ท้องถิ่น กับประชาชนจะถูกเรียกว่าเป็น "ระบบอุปถัมภ์" ที่แลกกับการซื้อสิทธิขายเสียงเป็นหลัก แต่ความสัมพันธ์นี้ก็ยังต้องการคำอธิบายที่ลึกกว่าแค่เรื่อง "การจ่ายเงิน"

เงินอาจเป็นปัจจัยหนึ่งในการได้คะแนนเสียง แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่สำคัญ เพราะการตัดสินใจเลือกผู้สมัครคนใด จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยเวลา ทำความรู้จัก และสนิทสนมคุ้นเคย การให้ความช่วยเหลือในงานพิธีต่าง ๆ และการร่วมกิจกรรมของชุมชน

ที่มา : งานศึกษาวิจัยเรื่อง "หีบบัตรกับบุญคุณ การเมืองการเลือกตั้งและการเปลี่ยนแปลงเครือข่ายอุปถัมภ์"

"ผู้เลือกตั้งที่มีเหตุมีผล"

ผศ. ดร. ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้ง ชี้ให้เห็นปัจจัยของระบบการเมืองใต้รัฐธรรมนูญแต่ละยุคที่มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชน

ยุคก่อนรัฐธรรมนูญ 2540 ระบบการเลือกตั้ง ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ไม่มีพรรคไหนได้เสียงข้างมากเด็ดขาด รัฐบาลเป็นรัฐบาลผสมอายุไม่มาก "มุ้ง" ต่าง ๆ ภายในพรรคมีอิทธิพลสูง ขณะที่วิธีหลักในการได้คะแนนเสียง เป็นระบบอุปถัมภ์ส่วนตัวของใครของมัน ผ่านระบบหัวคะแนน

ผศ. ดร. ประจักษ์ ชี้ว่า การที่ประชาชนที่เลือกเพราะสายสัมพันธ์แบบนี้ ก็นับว่าเป็น "rational voter" (ผู้เลือกตั้งที่มีเหตุมีผล) เนื่องจากนโยบายแต่ละพรรคไม่ได้แตกต่าง เมื่อไปดูก็พบว่านโยบายพรรคก็มีต้นตอจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ส่วนนโยบายเฉพาะด้านลงไปก็นำมาจากแผนงานกระทรวง ทบวง กรม

"จะไปเลือกเชิงนโยบายได้ยังไง เขาเลือกที่ว่าใครดูแลเขาได้ดีกว่ากัน บวกกับการที่สมัยนั้น รัฐบาลก็ ยุบบ่อย อยู่กันคนละปีสองปี ไม่สามารถผลักดันนโยบายอะไรได้เป็นกอบเป็นกำ และหนำซ้ำ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า คนที่เราเลือกไปเขาจะได้ร่วมรัฐบาลหรือเปล่า"

ผศ. ดร. ประจักษ์ ได้ยกปรากฏการณ์ "ส.ส.หมาหลง" หรือ "ส.ส.เจมส์บอนด์" ในช่วงการเลือกตั้งก่อนปี 2540 ที่ผู้สมัครไม่จำเป็นต้องเกิดในภูมิลำเนา บางคนอยู่กรุงเทพฯ พอถึงเวลาเลือกตั้งก็ไปลงสมัครต่างจังหวัด เพราะการแข่งขันน้อยกว่า พวกเขาจะหิ้วกระเป๋าหนังที่บรรจุเงินเป็นล้าน เอาไปแจกชาวบ้านในพื้นที่ที่ลงสมัคร ทว่าการเลือกตั้งหลังปี 2540 การเลือกตั้งที่แข่งขันกันด้วยนโยบายมากขึ้น จากการมีระบบเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขต และแบบปาร์ตี้ลิสต์ ทำให้พรรคต้องชูนโยบายแข่งกัน ผู้สมัครที่เพียงแค่แจกเงินอย่างเดียวก็ไม่ได้รับประกัยว่าจะชนะเลือกตั้ง

"พวก ส.ส. หมาหลง ไม่ได้แล้ว เพราะตอนนี้ผู้สมัครต้องยึดโยงกับพื้นที่ แล้ว ส.ส. สอบตกเยอะ มีเงินอย่างเดียวไม่พอ แค่เอาเงินมาแจก ไม่เคยเอามาหาชาวบ้าน นโยบายอะไรก็ไม่มี ทำให้ชนะเลือกตั้งได้ยาก"

โรคร้อยเอ็ด-สัญญาด้วยโครงการ-ขายนโยบายพรรค 3 ยุคเอาชนะใจชาวบ้าน

ผศ. ดร. ประจักษ์ แจกแจงวิธีหาเสียง 3 รูปแบบที่ยังทำงานในการเลือกตั้งไทย วิธีแรก คือ การซื้อเสียงแบบจ่ายเงินสดหรือให้เป็นสิ่งของ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้ง อธิบายว่า รูปแบบนี้เกิดขึ้นตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2522 ยุคที่ประชาธิปไตยเริ่มฟื้นตัวกลับมาเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งทำให้การเลือกตั้งมีความหมายก่อนยุคที่เดิมที่ใครจะขึ้นสู่อำนาจต้องทำรัฐประหาร

เลือกตั้ง

ที่มาของภาพ, Getty Images

"การเลือกตั้งปี 22 เป็นครั้งแรกที่เริ่มมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่ตอนนั้นพรรคการเมืองไม่มีนโยบาย ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าโรคร้อยเอ็ด เกิดขึ้น เอารองเท้าแตะไปแจก แต่ว่าแจกให้ข้างเดียว แล้วก็บอกว่าถ้าเลือกผมเนี่ย ผมจะเอาอีกข้างนึงที่เหลือมาแข่งให้ หรือว่าแจกน้ำปลาแจกปลาทู ยุคนั้นเป็นยุคที่โบราณไม่ได้ซับซ้อน ก็คือแจกส่งของอย่างนี้ หรือไม่ก็แจกเงิน 100-200 เราเรียกว่ามันเป็นการพุ่งเป้าไปที่ Individual Voter (ผู้เลือกตั้งเป็นรายบุคคล)"

รูปแบบต่อมา คือ การหาเสียง ด้วยโครงการ มุ่งเป้าหมายในระดับชุมชน หรือเฉพาะรายพื้นที่ วิธีนี้ก็ทำให้เกิด "รูปแบบที่บางจังหวัด ก็เลยเจริญมากกว่าจังหวัดอื่น ส.ส. ตัวเองได้เป็น รัฐมนตรี ก็เลยมีการผันงบกลับมาที่จังหวัดนั้น" และรูปแบบสุดท้ายอันเป็นที่พึงปรารถนาในระบอบประชาธิปไตยและดีกว่า เป็นการหาเสียงด้วยนโยบาย

"ก่อนปี 40 มีแค่ สองรูปแบบแรก พอหลังปี 40 แบบสุดท้ายมาด้วยแล้ว คุณจะเห็นเลยว่า มีชุดนโยบายที่ต่างกัน พรรคไทยรักไทยก็มาชุดหนึ่ง มี 30 บาทรักษาทุกโรค มีกองทุนหมู่บ้าน พรรคประชาธิปัตย์ก็มีอีกชุดหนึ่งต่างกันไป ใครหาเสียงด้วยการแจกเงินอย่างเดียว อันนี้ ไม่จริงแล้ว เงินไม่ใช่ปัจจัยที่เพียงพออีกต่อไปแล้ว ถ้าหาเสียงด้วยวิธีแบบนั้นอย่างเดียวก็สอบตกด้วย"

ซื้อเสียงขายสิทธิ คือขายชีวิต ขายชาติ ?

นักวิชาการรัฐศาสตร์ กล่าวต่อว่า แม้การเลือกตั้งที่ผู้เลือกตั้งเลือกจากนโยบายมากขึ้น แต่ การซื้อเสียงและการหาเสียงด้วยโครงการก็ยังมีอยู่

เขากล่าวว่า ทั้งงานวิจัยเชิงคุณภาพและปริมาณจำนวนมากบอก ว่าคนตัดสินใจด้วยปัจจัยหลาย ๆ ตัวในการเลือกใครสักคนหนึ่ง แต่วาทกรรมเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง แน่นหนามากในสังคมไทย จนกลายเป็นมายาคติที่ยากที่จะเปลี่ยนความเชื่อ ซึ่งทำงานผ่านกลไกหลายทาง

"สมัยก่อนปี 40 ตั้งแต่สมัยกระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง ก็มีการสร้างภาพโฆษณาซื้อเสียงขายสิทธิ คือขายชีวิต ขายชาติ... สื่อจำนวนหนึ่งก็ยังตอกย้ำตรงนี้"

ผศ. ดร. ประจักษ์ ชี้อีกว่า การซื้อเสียงคือ entry ticket เป็นเหมือนการซื้อตั๋วเข้าสู่ลู่วิ่งแข่งขัน "ทุกพรรคก็จะซื้อก่อน ถ้าตัวเองไม่ซื้อก็จะหลุดไปจากสนามแข่ง"

"คนกรุงเทพฯ ไม่ได้รับเงินก็จริง ที่คุณบอกว่าเลือกนโยบาย ก็คือพรรคนั้นก็มาสัญญาว่าจะแก้ปัญหารถติด แก้ปัญหาน้ำท่วม สร้างรถไฟฟ้า มันก็คือ ผลประโยชน์ที่จะได้รับ คุณไม่ได้ยากจนขนาดนั้น เขาก็ไม่ได้มาจ่าย 100-200 แล้วในกรุงเทพ ไม่ได้มีใครมาหาเสียงว่าจะมาตัดถนน เพราะว่าคุณอยู่ในพื้นที่ที่ได้ทรัพยากรทุกอย่างของรัฐ ได้ผลประโยชน์มหาศาลจากภาษีของคนทั้งประเทศ"

"คนชนบทเลือกเพราะเงิน เพราะการอุปถัมภ์ คนกรุงเทพฯ เลือกเพราะพรรค มันดำรงอยู่เพราะทำให้คนชั้นกลางรู้สึกดีกับตัวเอง ว่าเราเป็นคนดีกว่า เราตัดสินใจมีเหตุมีผลกว่า ซึ่งมันไม่จริง เพราะว่าในท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนเลือกจากฐานผลประโยชน์ทั้งสิ้น" ผศ. ดร. ประจักษ์ ทิ้งท้าย

BBC
BBC

คุณผู้อ่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหว สัมภาษณ์พิเศษ บทวิเคราะห์ พร้อมทั้งทำความรู้จักกับ การเลือกตั้ง 2562 โดยทีมงานบีบีซีไทยได้ที่เว็บไซต์ www.bbc.com/thai/election2019 พร้อมทั้งสื่อสังคมออนไลน์บีบีซีไทยผ่านทาง เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และ ยูทิวบ์ รวมทั้ง #ThaiElection2019 หรือ #เลือกตั้ง2562