You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
มวยเด็ก : กีฬาสร้างรายได้ หรือทำลายสมอง?
- Author, เรื่องโดย นันท์ชนก วงษ์สมุทร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Role, วิดีโอโดย ภานุมาศ สงวนวงษ์ ช่างภาพอิสระ
เด็กหลายคนในภาคอีสานฝันที่จะเป็นนักมวยมืออาชีพ เพื่อเงินและชื่อเสียง แต่การเสียชีวิตของเด็ก 13 ปีจากการต่อยมวย ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามอีกรอบว่า เด็กควรชกมวยเพื่อหาเงินหรือไม่
ในเวลาเช้าตรู่ที่ "ค่ายมวยศิษย์ครูเยี่ยม" ต.หนองโบสถ์ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เด็กชายสามคนกำลังซ้อมการชกมวยอย่างขะมักเขม้น โดยมีแม่มานั่งเฝ้าเพื่อรอส่งลูกไปเรียนหนังสือในเวลาแปดโมง
ที่นั่น บุญเยี่ยม พลเศษ ผู้ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็น "เจ้าพ่อมวยเด็ก" สอนเด็กหลายร้อยคนให้เป็นนักมวยอาชีพ ก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายไปอยู่ค่ายอื่น ซึ่งคนที่เด่นที่สุดคือ "สิทธิชัย ศิษย์สองพี่น้อง" ซึ่งปัจจุบันเป็นแชมป์มวยไทยระดับโลก ด้วยค่าตัวสูงที่บุญเยี่ยมอ้างว่าสูงถึง 10 ล้านบาทต่อไฟต์ในการชกที่สหรัฐฯ
"จากพ่อแม่ไม่มีอะไร ตอนนี้รวย" บุญเยี่ยมกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
ชายวัย 62 ปีคนนี้ เริ่มก่อตั้ง "ค่ายมวยศิษย์ครูเยี่ยม" เมื่อปี 2534 โดยเจาะจงไปที่มวยเด็ก เนื่องจากได้รับความนิยมมาก
"เด็กต่อยกันจริง มันอยากชนะ เลยสนุก คนเล่นก็สบายใจ ไม่มีอ่อนข้อคู่ต่อสู้" เขากล่าว "แต่ถ้าโตแล้ว พอรู้แพ้รู้ชนะก็ยอมกัน"
ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่บุญเยี่ยมเป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่โรงเรียนบ้านหนองทองลิ่ม ก่อนที่เขาจะเกษียณเมื่อปี 2559 โดยได้ชักชวนนักเรียนที่โรงเรียนมาต่อยมวยที่ค่าย
บุญเยี่ยมจะคัดเลือกเด็กที่ "มีแวว" เช่น เล่นกีฬาเก่ง และที่สำคัญคือ ต้องมีฐานะยากจน
"เด็กส่วนใหญ่ทางบ้านยากจน และเกือบ 100% เป็นเด็กกำพร้า" เขากล่าวถึงเด็กที่สังกัดค่าย
หนึ่งในผู้ที่เข้าเกณฑ์ คือ ภัทรชัย แสนพิลา เจ้าของฉายา "จอมโหด ศิษย์ครูเยี่ยม" ที่เริ่มมาซ้อมกับบุญเยี่ยมเมื่อปี 2559 ตอนที่อายุแปดขวบ
ภายในเวลาสองปี ภัทรชัยชกไปทั้งหมด 60 ไฟต์ และได้แชมป์สองเส้น ที่ จ.ระยองและ จ.บุรีรัมย์
ด้วยน้ำหนักตัว 26-27 กิโลกรัม ภัทรชัยยังน้ำหนักเบาเกินไปที่จะแข่งเวทีมาตรฐาน แต่เขาหวังว่าในอนาคตเขาจะได้ตามรอยเพื่อน ๆ และพี่ ๆ ในค่ายที่ได้ไปชกมวยที่กรุงเทพฯ
"โตขึ้นผมอยากเป็นแชมป์เวทีมาตรฐาน" ภัทรชัยกล่าว
เส้นทางสู่เวทีมาตรฐาน
ในแต่ละวันบุญเยี่ยมจะได้รับการติดต่อจากโปรโมเตอร์มวย หรือ ผู้จัดการแข่งขันมวย ให้นำเด็กในค่ายในค่ายไปชกมวยตามศึกต่าง ๆ
นอกจากจะเป็นคนคัดเลือกนักชกแล้ว โปรโมเตอร์จะเป็นคนกำหนด "ค่าตัว" หรือ เงินรางวัล ของนักชก โดยค่าตัวจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของนักมวย และรูปแบบการชกว่ามีเสน่ห์หรือไม่
นอกจากนั้นยังมีการกำหนดค่า "เดิมพัน" ซึ่งเป็นเงินพนันระหว่างสองค่ายมวย เช่น หากค่ายมวยแต่ละฝั่งตกลงกันว่าจะลงเงินคนละ 100,000 บาท ซึ่งอาจมีเงินพนันของผู้ชมรวมอยู่ด้วย ฝ่ายที่ชนะจะได้เงินไป 200,000 บาท
กีฬามวยเป็นหนึ่งในกีฬาที่รัฐบาลอนุญาตให้มีการพนัน ซึ่งการขออนุญาตเล่นพนันมวยจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 200 บาทต่อวัน
พ.ร.บ.กีฬามวยกำหนดให้มีการแบ่งค่าตัวระหว่างเจ้าของค่ายมวยและนักมวยคนละครึ่ง แต่เนื่องจากการแข่งที่ต่างจังหวัดมีค่าใช้จ่ายน้อย บุญเยี่ยมกล่าวว่า ส่วนมากเขาจะให้เด็กรับเงินไปเต็มจำนวน ส่วนเงินที่ได้จากการเดิมพันจะให้เด็กไม่ต่ำกว่า 10% ของเงินเดิมพัน
ภัทรชัยบอกกับบีบีซีไทยว่า เขาได้เงินมากที่สุด 3,000 บาทจากการชกหนึ่งครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการชกที่ภาคอีสาน
แต่เมื่อก้าวสู่เวทีมาตรฐานที่กรุงเทพฯ แล้ว ค่าตัวของนักชกจะก้าวกระโดด โดยเริ่มต้นที่ 12,000 บาทต่อการชกหนึ่งครั้ง
แม้ว่าจะได้ค่าตัวที่สูง แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นตาม
ในการไปแข่งที่กรุงเทพฯ แต่ละครั้ง บุญเยี่ยมต้องหมดเงินไป 6,000-7,000 บาท เป็นค่าโรงแรมและค่าอาหาร แต่เขาก็เลือกที่จะไปแม้จะขาดทุน เนื่องจากหากชนะการแข่งขัน ค่าตัวจะเพิ่มมากขึ้นในการแข่งครั้งต่อไป
"เงินที่เก็บไว้ 600,000-700,000 บาทจากเกษียณ ไม่ถึงสองปีหมด เปลืองมาก ๆ" บุญเยี่ยมกล่าว
ต่อยมวยส่งตัวเองเรียน
ภัทรชัยไม่ต่างจากเด็กหลายคนในภาคอีสานที่ตัดสินใจชกมวย เนื่องจากต้องการหาเงินส่งเสียเลี้ยงดูพ่อแม่และครอบครัว รวมทั้งเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษา
ผลการวิจัย Child Watch Project โดยสถาบันรามจิตติ พบว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ชกมวยไทยบนเวทีอาชีพตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น สถานศึกษาและสถานที่ราชการจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีถิ่นฐานอยู่ในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 8,000 คน
"บ้านนอก เห็นนักมวยต่อยได้ตังค์เร็วก็ตัดสินใจเดินเส้นทางนี้ [พวกเขา] ทำเพราะความอัตคัต เพื่อความอยู่รอดของชีวิตเขา" ปกรณ์ ทรงประโคน กรรมการมวย และอดีตเจ้าของค่ายมวย เสมาเมืองชัย จ.บุรีรัมย์ กล่าว
ห่างออกไปประมาณ 30 กิโลเมตร ที่ค่ายมวย ส.สมควร ที่ ต.หนองไม้งาม อ.บ้านกรวด มิญชญา สิมวงศ์ อายุ 12 ปี หรือ "แก้วกานดา ส.สมควร" กำลังซักซ้อมมวยในเวลาหลังเลิกเรียน
ตั้งแต่เริ่มชกมวยเมื่ออายุแปดขวบ เธอได้แชมป์มาแล้วทั้งหมดสี่เส้น โดยผู้ฝึกของเธอ เป็นทั้งพ่อและโค้ช ที่เริ่มทำค่ายมวย ส.สมควร ตั้งแต่ปี 2548
มิญชญาบอกกับบีบีซีไทยว่า เธอตัดสินใจชกมวยเพื่อสร้างรายได้ให้แม่ และอยากมีอนาคตเหมือน สมรักษ์ คำสิงห์ นักกีฬาทีมชาติไทยคนแรกที่ที่ได้รับรางวัลเหรียญทองจากการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นโอลิมปิก
เธอบอกว่า เธอได้ค่าตัวสูงสุด 5,000 บาทต่อการชกหนึ่งครั้ง ซึ่งเธอจะนำเงินวันละ 50 บาทเป็นอย่างต่ำ ไปฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่โรงเรียนอนุบาลแสนสุขที่ตั้งอยู่ที่ อ.ละหานทราย เพื่อเก็บไว้เป็นค่าเทอม
ประสบการณ์การชกกว่า 40 ไฟต์ของเธอ ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับนักมวยเด็กคนอื่น ๆ ในภาคอีสาน ที่มักจะชกกันหลายครั้งในหนึ่งเดือน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล
"บางทีครูเคยทำวันหนึ่งสองงานก็มี เมื่อก่อนช่วงเทศกาล บ้านไหนก็มีมวย" บุญเยี่ยม กล่าว
แต่นั่นไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.กีฬามวย 2542 ที่ระบุว่า นักมวยที่แข่งขันครบห้ายก จะต้องพัก 21 วันก่อนการชกในครั้งต่อไป นักมวยที่ชนะสามยก จะต้องพัก 14 วันก่อนการชกในครั้งต่อไป นักมวยที่แพ้น็อก ต้องพักก่อนการชกครั้งต่อไป 30 วัน และนักมวยที่แพ้จากการน็อกเอาต์โดยได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะสองครั้งจะต้องพัก 90 วัน และจะต้องได้รับการรับรองจากแพทย์สำหรับการชกครั้งต่อไปด้วย
สำหรับมิญชญา พ่อของเธอจะคอยจัดการให้แต่ละไฟต์ห่างกัน 20-25 วัน
"ถ้าชกไฟต์นี้และหนักเกินไป แล้วมีรายการในอีกห้าถึงหกวัน ถ้าไม่พร้อม เรายอมเสียคำพูด เราต้องบอกว่าน้องไม่พร้อม เพราะถ้าชกไปเป็นอันตรายต่อน้อง การที่ชกแต่ละทีต้องดูความฟิตเขาด้วย" สุคนธ์ พ่อและโค้ชของมิญชญา กล่าว
ภาวะเสี่ยง
ที่โรงเรียนบ้านหนองทองลิ่ม มีนักเรียนที่ชกมวยอาชีพประมาณเจ็ดคนในชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น หนึ่งในนั้นคือภัทรชัย
บัญชา คนชุม ครูผู้สอน ม.1-3 กล่าวว่า ทางโรงเรียนอะลุ่มอล่วยให้นักเรียนที่ชกมวยให้มาเรียนสายหรือขาดเรียนได้ แต่การขาดเรียนบ่อยทำพวกเขาติดตามเนื้อหาการเรียนกับเพื่อนได้ยาก
"ส่วนเรื่องระดับสติปัญญา [ของนักเรียนที่ชกมวยที่โรงเรียนบ้านหนองทองลิ่ม] จะอยู่ในระดับกลางลงมา" บัญชากล่าว
ทั้งนี้ ผลการเรียนของภัทรชัยถดถอยลงตั้งแต่เริ่มชกมวย โดยจะได้เกรดประมาณ 1-1.5 ในวิชาหลัก อีกทั้งยังมีปัญหาในด้านการอ่านและเขียน แต่จะมีผลการเรียนค่อนข้างดีในวิชาพลศึกษา
นั่นสอดคล้องกับงานศึกษาวิจัยของโครงการวิจัยและติดตามกลุ่มนักมวยเด็ก ที่ศูนย์รังสีวินิจฉัยก้าวหน้า คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ การชกมวยในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีผลต่อสมองของเด็กหรือไม่ โดยใช้เวลาสองปีในการติดตามผล มีจำนวนกลุ่มตัวอย่างเป็นนักมวยเด็กจำนวน 200-250 คน เปรียบเทียบกับเด็กที่มีอายุและฐานะทางบ้านเท่ากัน
โดยผลการวิจัยพบว่ากลุ่มนักมวยเด็กมีเลือดออกในสมองจากการถูกชกหัว ทำให้มีธาตุเหล็กสะสม ซึ่งเป็นสารพิษต่อเนื้อสมอง เซลล์สมองและใยประสาทฉีกขาดและถูกทำลาย ทำให้สมองไม่สามารถสั่งการได้ตามปกติ การทำงานของสมองด้านความจำลดลง อาจนำไปสู่อาการบกพร่องทางปัญญา หรือภาวะสมองเสื่อมได้ ระดับสติปัญญา หรือไอคิวของเด็กที่ชกมวยน้อยกว่าของเด็กทั่วไป
นอกจากจะพบว่า ระดับสติปัญญายังลดลงอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาในการชก แล้ว ผลจากการบาดเจ็บของสมองนักมวยเด็กยังส่งผลต่อการศึกษาและการดำรงชีวิตของเด็กในอนาคตอีกด้วย
ควรให้เด็กชกหรือไม่
เหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ที่เพชรมงคล ป. พีณภัทร หรือ อนุชา ทาสะโก อายุ 13 ปี เสียชีวิตจากสาเหตุเลือดคั่งในสมอง หลังขึ้นชกบนสังเวียนใน จ.สมุทรปราการ ทำให้จุดประกายคำถามขึ้นอีกครั้งว่า เหมาะสมหรือไม่ที่ให้เด็กเข้าชกมวยซึ่งเป็นกีฬาที่ต้องปะทะกัน
กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือองค์การยูนิเซฟ เรียกร้องให้ผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายให้ออกกฎหมายที่จะช่วยปกป้องประโยชน์สูงสุดของเด็ก หลังการเสียชีวิตของอนุชา
"เราต้องมองว่าพวกเขาเป็นเด็ก มากกว่าจะเป็นนักมวย" องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ทูตสันถวไมตรีขององค์กร แถลงทางทวิตเตอร์ในวันที่ 14 พ.ย.
ในขณะนี้อยู่ระหว่างที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาร่าง พ.ร.บ. มวยฉบับใหม่ เพื่อปรับปรุง พ.ร.บ. ฉบับเดิมที่ประกาศใช้มาแล้วตั้งแต่ ปี 2542
โดยห้ามไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีขึ้นชกมวยเด็ดขาด ป้องกันเกิดปัญหาเสียชีวิตจากการชกมวยและมีสภาพร่างกายที่ไม่พร้อม แต่จะอนุญาตเฉพาะเด็กที่มีความพร้อมอายุ 12-15 ปี
บุคคลในวงการมวยเกือบทั้งหมดไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า นักมวยส่วนใหญ่จะเริ่มชกตั้งแต่อายุหกถึงแปดปี และหากกังวลเรื่องความปลอดภัย ก็ควรพูดถึงแนวทางการใช้อุปกรณ์ป้องกันตัว เช่น ใส่เฮดการ์ด เพื่อลดแรงปะทะ
เช่นเดียวกันผู้ปกครองของเด็กสามคนที่บีบีซีไทยสัมภาษณ์ โดย จันจิรา คนชุม อายุ 31 ปี กล่าวว่า ลูกชายวัย 13 ปีของเธอ เริ่มต่อยมวยตั้งแต่อายุเก้าขวบ ซึ่งเธอมองว่าถ้าเริ่มตั้งแต่เด็ก ๆ จะมีพื้นฐานที่ดี และเป็นการฝึกความอดทนและความรับผิดชอบ อีกทั้งยังสามารถแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวอีกด้วย
ช่วงนี้ลูกชายของเธอแข่งเดือนละหนึ่งถึงสองครั้ง โดยมีค่าตัว 4,000-5,000 บาท และประมาณ 8,000 บาทถ้าแข่งที่กรุงเทพฯ โดยที่ผ่านมา เคยกระดูกมือร้าวจากการชก แต่ไม่รุนแรง พักหนึ่งเดือนก็หาย
"กีฬา ถ้ามีการจัดการที่ดี ดูสุขภาพว่าพร้อมไหม ก็ไม่มีปัญหา" จันจิรา กล่าว
ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ประชุมคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ มีข้อสรุปไม่เห็นด้วยกับการให้เด็กชกมวย ซึ่งถือว่าขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ที่ประเทศไทยลงนามเป็นภาคีเมื่อปี 2535 ที่ระบุว่า เด็กมีหน้าที่ต้องเรียนหนังสือ ไม่ได้มีหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัว
ซึ่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้ความคุ้มครองเด็กตั้งแต่อายุ 18 ปีลงมา นั่นหมายความว่า ผู้ที่จัดการแข่งขันมวยเด็กจะถูกดำเนินคดี
นกน้อย หลอดแก้ว ยายของภัทรชัย ไม่เห็นด้วยหากรัฐบาลจะแก้กฎหมายที่ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีชกมวยอาชีพ แม้ว่าจะได้รับทราบข้อมูลเรื่องผลงานวิจัยด้านผลกระทบทางสมองของเด็กผ่านบีบีซีไทยแล้วก็ตาม
"[เด็ก] ได้ออกกำลังกาย ดีกว่าอยู่บ้านเฉย ๆ แล้วชกมวยได้รายได้ด้วย เป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย" นกน้อย ซึ่งทำงานที่โรงครัวของโรงเรียนรัฐบาลใน จ.บุรีรัมย์ กล่าว พร้อมเพิ่มเติมว่า ภัทรชัยจะแบ่งเงินให้เธอ 300-500 บาทเมื่อได้เงินจากการชกแต่ละครั้ง
ภัทรชัยอยู่ในการดูแลของนกน้อยตั้งแต่เขาอายุเพียงสามเดือน หลังจากที่พ่อและแม่ของเขาเลิกกัน ทำให้นกน้อยต้องดูแลเด็กสามคน รวมถึงลูกชายอายุ 16 ปีของเธอสองคน ซึ่งเป็นนักมวยเหมือนกัน
"คนที่ต่อย ๆ มาก่อนก็ไม่มีปัญหาอะไร นักมวยใกล้ ๆ บ้านก็รุ่ง" นกน้อย วัย 51 ปี กล่าวกับบีบีซีไทย ในขณะที่ทำงานครัวอยู่ที่โรงเรียน "จากที่เห็นมาไม่เห็นเป็นอะไร"