เจ้าหน้าที่กู้ภัยหญิง : ความฝันที่ยังไม่สูงสุด

คำบรรยายวิดีโอ, จิราภรณ์ คงเสมา เจ้าหน้าที่หญิงหนึ่งเดียวที่ได้ทำงานบนรถกู้ภัยของมูลนิธิกู้ภัยป่อเต็กตึ๊ง
    • Author, แพรวรดา บุญชู
    • Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีไทย

"ส่วนใหญ่เพื่อนจะเรียกคนบาปนะ ขึ้นกับคันไหนก็จะมีเหตุตลอด เช้ากลับมาเพื่อนก็จะบอก นางบาปมาแล้ว" หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วปนหัวเราะ เธอนั่งอยู่บนเตียงสำหรับผู้ป่วย ภายในรถกู้ภัยที่กำลังมุ่งหน้าเข้าประจำการที่จังหวัดปทุมธานี

แม้บรรยากาศรอบกายมืดสลัว แต่รอยยิ้มที่มักจะประดับอยู่บนใบหน้าก็สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนไม่น้อยไปกว่าชุดเครื่องแบบสีขาวที่ติดสัญลักษณ์ทางการแพทย์หลายชิ้น พร้อมด้วยตัวอักษรจีนสีแดงตรงหัวไหล่ว่า '善' หรือ 'ซ่าน' ตราประจำมูลนิธิกู้ภัยป่อเต็กตึ๊ง อันหมายถึง กุศลกรรม บนอกซ้าย ชื่อสกุลของเธอถูกปักลงอย่างถูกต้อง เช่นเดียวกับตำแหน่งหน้าที่บนอกขวาซึ่งระบุว่า 'ศูนย์วิทยุกรุงเทพ' หาใช่ 'บรรเทาสาธารณะภัย' แต่อย่างใด

ค่ำคืนนี้ จิราภรณ์ คงเสมา หรือ กิ๊ฟ สาวผิวเข้มช่างเจรจา กำลังทำในสิ่งที่เธอชื่นชอบและหลงใหลมาตั้งแต่เด็ก นั่นคือ การขึ้นรถกู้ภัยออกไปช่วยเหลือผู้คน งานที่เมื่อใครได้ยินก็อาจส่ายหน้าหนี เพราะนอกจากจะเสี่ยงอันตรายแล้ว ยังต้องพบเจอกับภาพที่ชวนให้รู้สึกไม่สบายใจอีกด้วย ทว่าสิ่งเหล่านั้นไม่สามารถหันเหความตั้งใจของตัวเธอในวัยมัธยมปลายออกไปจากการกู้ภัยได้ อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้จิราภรณ์ก้าวเข้ามาทำงานด้านนี้

"วันหนึ่งเราพบเห็นอุบัติเหตุ ไม่ถึงห้านาทีรถป่อเต็กตึ๊งก็มาถึง มีเด็กน้อย ๆ คนหนึ่งมาพร้อมกับครอบครัวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ป่อเต็กตึ๊งเหมือนกัน" จิราภรณ์หวนระลึกถึงความหลัง "เขามาช่วยเหลือคนเจ็บอย่างถูกวิธี ห้ามเลือดก็ได้ ทำได้ทุกอย่าง จนนำส่งขึ้นรถพยาบาล เรารู้สึกว่าเด็กตัวเล็กกว่าเรา เขาทำได้ วันหนึ่งเราอยากเป็นแบบเขา อยากช่วยเหลือ เราอยากทำให้ได้แบบเขา"

หญิงกู้ภัย

ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong/BBC Thai

ราวกับโชคชะตาฟ้าลิขิตให้บริเวณถนนพลับพลาไชยในกรุงเทพมหานครไม่เพียงเป็นที่ตั้งของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเท่านั้น แต่ยังเป็นบ้านของเธออีกด้วย เด็กหญิงจิราภรณ์จึงขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่มาทำงานอาสาสมัครกู้ภัยทุก ๆ วัน จนที่นี่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของเธอ และเปลี่ยนเด็ก 'เกเร' ที่ชอบเที่ยวดึกดื่นให้หลงใหลในวิชาชีพนี้ แม้กระทั่งเริ่มทำงานเป็นพนักงานในบริษัทต่าง ๆ จิราภรณ์ก็ยังคงใช้เวลาว่างนั่งรถกู้ภัยเพื่อออกไปช่วยเหลือผู้คนอยู่เช่นเดิม

ทว่าหนทางไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป สีหน้าของเธอเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย เสียงรถวิ่งด้วยความเร็ว และบ่อยครั้งก็กระแทกหลุมบนพื้นถนนดังแข่งกับเสียงของเธอ

"มันเบื่อแล้วอะ เบื่อชีวิตที่นี่ มรสุมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรักหรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้เราไม่อยากอยู่ อยากลองไปเปลี่ยนชีวิตดู" จิราภรณ์เล่าถึงการตัดสินใจเดินทางไปประเทศเยอรมนีตามการชักชวนของญาติ "อยากจะไปสมัครเป็นกู้ภัยที่นู่น อันนี้ความคิดเลยนะ" เธอว่า "เป็นรถพยาบาลกู้ภัย ผู้หญิงขับ ผู้หญิงนั่ง มีเหตุก็ผู้หญิง (ทำงาน) กับผู้หญิง"

หญิงกู้ภัย

ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong/BBC Thai

รถกู้ภัยป่อเต็กตึ๊งค่อย ๆ ลดระดับความเร็ว ก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้าไปจอดยังปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งอันเป็นจุดประจำการเพื่อรอปฏิบัติหน้าที่ ขณะนี้เป็นเวลาประมาณสามทุ่ม รอบกายมีเพียงลมเย็น ๆ พัดผ่าน และแสงจากร้านสะดวกซื้อที่ส่องสว่างกลบดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวบนท้องฟ้า จิราภรณ์ และเพื่อนร่วมงานชายอีกสองคนเดินยืดเส้นยืดสาย และพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่จู่ ๆ หลังจากที่เสียงวิทยุสื่อสารครั้งล่าสุดดังขึ้น พวกเขาก็วิ่งขึ้นรถด้วยความรีบร้อนพร้อมร้องบอกว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นเสียแล้ว

สัญญาณไฟฉุกเฉินสีแดงและน้ำเงินสว่างจ้า เสียงไซเรนดังกระหึ่มคล้ายเป็นใบเบิกทางให้รถกู้ภัยสามารถเร่งความเร็วไปบนถนนเลนซ้ายได้อย่างต่อเนื่อง จิราภรณ์ยังคงมีท่าทีสงบ เธอชะโงกหน้าผ่านบานกั้นกระจกเพื่อพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน และได้ความว่ามีผู้บาดเจ็บถูกรถชนจนตกลงไปยังริมคูน้ำข้างทาง เธอหยิบถุงมืออนามัยสีขาวมาใส่อย่างใจเย็นท่ามกลางเสียงคำรามของเครื่องยนต์ที่ยังคงพุ่งทะยานฝ่าความมืด และบ่อยครั้งก็เลาะเลี้ยวฉวัดเฉวียนไปตามสภาพการจราจรบนท้องถนน

หญิงกู้ภัย

ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong/BBC Thai

ในที่สุด ภาพฝูงชนกว่าสิบคนที่กำลังจับกลุ่มกันพร้อมด้วยโทรศัพท์มือถือในกำมือก็ปรากฏแก่สายตา รถกู้ภัยจอดเทียบลงตรงนั้นซึ่งเป็นพงหญ้าริมคูคลองบนถนนใหญ่ รถจักรยานยนต์ซอมซ่อคันหนึ่งนอนแอ้งแม้งอย่างหมดท่า ใกล้กันนั้น ชายผู้บาดเจ็บซึ่งมีอาการสะลึมสะลือกำลังนอนแน่นิ่ง จิราภรณ์ก้าวลงจากรถพร้อมกระเป๋าพยาบาลเข้าไปหาเขาทันที เธอสัมผัสไปตามศีรษะ ใบหน้า และร่างกายส่วนต่าง ๆ ของคนเจ็บเพื่อประเมินอาการอย่างชำนาญ ปากก็ซักถามความรู้สึก และปลอบประโลมเขาด้วยน้ำเสียงสุภาพอ่อนโยน ไม่นานนัก หลังจากได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว ชายคนดังกล่าวก็ถูกจิราภรณ์และเพื่อนร่วมงานนำขึ้นรถกู้ภัยไปยังโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษาต่อไป

"บางครั้งอาสาสมัครกู้ภัยไปแล้วดำเนินการไม่ได้ เพราะผู้ป่วยบางกรณีมีการประเมินไม่เหมือนกัน บางคนที่เรียนมาจะประเมินได้ ป่วยระดับนี้เป็นยังไง ถ้าไม่รู้สึกตัวคือไม่รู้สึกตัวแบบไหน เราก็ซักประวัติเอา" จิราภรณ์เล่าถึงระดับของศาสตร์เวชกิจฉุกเฉิน "แต่อาสาสมัครบางคนอาจไม่รู้ เฮ้ย เขาหมดสติ เรียกรถแอดวานซ์ [ระดับสูง] มาเลย แต่จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นแค่ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงเกินไป ไม่ก็เกิดจากความดันต่ำ"

หญิงกู้ภัย

ที่มาของภาพ, Jiraporn Kongsema

สำหรับงานกู้ภัยแล้ว หลักสูตรเวชกิจฉุกเฉินที่สามารถร่ำเรียนได้นั้นมีด้วยกัน 2 ระดับ ได้แก่ FR (First Responder) การอบรมจำนวน 40 ชั่วโมงที่เหล่าอาสาสมัครผู้มาขึ้นรถกู้ภัยในยามว่างมักจะต้องเข้าร่วมเสียก่อน ส่วนเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเต็มตัวอย่างจิราภรณ์นั้น เธอได้ผ่านการอบรม 115 ชั่วโมงของหลักสูตรขั้นกว่าอย่าง EMT-B (Emergency Medical Technician Basic) มาแล้ว ทั้งนี้ หากหลักสูตรระดับสูงขึ้นไปอีก ก็จะกลายเป็นศาสตร์ของพยาบาลอาชีพบนรถฉุกเฉินนั่นเอง

ขณะนี้ ชายผู้บาดเจ็บจากเหตุรถชนอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์แล้ว จิราภรณ์และเพื่อนร่วมงานชายทั้งสองคนช่วยกันออกแรงเข็นเตียงของเขาเข้าไปยังห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล โดยภารกิจอีกอย่างหนึ่งของเจ้าหน้าที่กู้ภัย คือ การส่งต่อรายละเอียด รวมถึงข้อมูลต่าง ๆ เช่น ค่าความดันเลือด โรคประจำตัว หรือประวัติการบาดเจ็บที่เคยเกิดขึ้นกับผู้ป่วยให้แก่แพทย์และพยาบาลอย่างถูกต้องแม่นยำ เพื่อให้ขั้นตอนการรักษารวดเร็วยิ่งขึ้นนั่นเอง

จิราภรณ์มีความสามารถมากมาย แต่ความจริงแล้ว เธอไม่ได้เป็น 'เจ้าหน้าที่กู้ภัย' เสียทีเดียว

"ศูนย์วิทยุกรุงเทพซึ่งเป็นการประสานงานทางโทรศัพท์เนี่ยเป็นชีวิตประจำวันที่เราต้องทำ" จิราภรณ์อธิบาย "แต่ว่าในวันหยุดที่หนึ่งอาทิตย์มีหนึ่งวัน เราจะใช้เวลาตรงนี้ขึ้นรถกู้ชีพออกไปช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บบนท้องถนน"

หญิงกู้ภัย

ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong/BBC Thai

หญิงกู้ภัย

ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong/BBC Thai

หลังจากตัดสินใจเดินทางกลับจากประเทศเยอรมันเพราะความคิดถึงบ้านเกิด จิราภรณ์ยังคงยืนหยัดอย่างแน่วแน่อยู่กับสิ่งที่เธอหลงใหลด้วยการเข้าไปสมัครเป็นเจ้าหน้าที่แผนกศูนย์วิทยุกรุงเทพ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งมีหน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วยเบื้องต้นทางโทรศัพท์ รวมถึงประสานงานกับรถกู้ภัยประเภทต่างๆ ให้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ โดยวิชาความรู้ทั้งการช่วยเหลือใต้น้ำ การดับเพลิง และศาสตร์เวชกิจฉุกเฉินที่เคยได้เล่าเรียนมา ทำให้เธอมีแต้มต่ออย่างยิ่ง เพราะสามารถนำไปประเมินระดับความรุนแรงของเหตุร้ายได้อย่างรวดเร็ว แล้วจึงเลือกส่งรถกู้ภัยระดับอาสาสมัคร หรือรถกู้ภัยระดับสูงกว่าของเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ให้เข้าไปดำเนินการได้ทันท่วงที

ดูเหมือนจิราภรณ์จะรักในศาสตร์ด้านเวชกิจฉุกเฉินอย่างมาก จะเป็นอย่างไรหากเธอใช้ทักษะเหล่านี้มาทำงาน 'กู้ภัย' แบบเต็มตัว

"ถามว่าอยากไหม ใจอยากทำงานกู้ชีพเป็นประจำ มาทำงานก็อยู่บนรถกู้ชีพ ลงเวรกลับบ้านแล้วก็มาทำต่อ แต่เขายังไม่มีนโยบายเปิดรับสมัครผู้หญิง เราก็เลยได้ใช้เวลาแค่วันหยุดมาทำ" เธอเล่าถึงตำแหน่งงานแผนกบรรเทาสาธารณะภัยของมูลนิธิกู้ภัยส่วนใหญ่ภายในประเทศไทย "ตอนแรกๆ ที่มาทำงานในศูนย์วิทยุ รู้สึกอึดอัดเพราะปกติเคยเป็นอาสาสมัคร ได้ออกนอกพื้นที่ น้ำท่วมก็สามารถไป (กู้ภัย) โดยไม่ต้องรอคำสั่ง แต่งานตรงนี้เรารู้สึกโดนบีบให้อยู่ในมุมของตัวเอง ทำอะไรให้อยู่ในขอบเขต อยากจะไปทำงานกู้ชีพก็ไม่ได้แล้วเพราะเราเป็นเจ้าหน้าที่"

หญิงกู้ภัย

ที่มาของภาพ, Jiraporn Kongsema

จิราภรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนเดียวในป่อเต็กตึ๊งที่ได้ทำงานบนรถกู้ภัย ยังบอกอีกว่า มีอาสาสมัครเพศหญิงอีกหลายคนที่มีความสามารถ และผ่านการอบรมหลักสูตรด้านต่าง ๆ แต่ยังไม่มีโอกาสสำหรับพวกเธอ "เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วบางคนเขาอาจจะมองว่า ผู้หญิงมีบทบาทและประสิทธิภาพการทำงานไม่เท่าผู้ชาย" เธออธิบายเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม จิราภรณ์คิดว่า "ผู้หญิงมีความอ่อนโยน เวลาเข้าที่เกิดเหตุใครเห็นก็จะเอ็นดู" เธอเล่าด้วยรอยยิ้ม "เราจะเข้าถึงผู้หญิงด้วยกันได้ง่าย เขาอยากได้อะไรก็จะบอกเรา อีกอย่างหนึ่งคือผู้หญิงจะละเอียดมากกว่า" แม้งานกู้ภัยจะอันตราย แต่เธอก็มองว่า ไม่มีอุปสรรคสำหรับผู้หญิง หากพวกเธอสามารถพึ่งพาตัวเองและรู้ศักยภาพภายในตน

หญิงกู้ภัย

ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong/BBC Thai

"ถึงแม้จะไม่ได้เป็นกู้ภัยเต็มตัว แต่งานประจำที่ทำก็ได้ช่วยคนเหมือนกัน เจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุกรุงเทพก็คือการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทางโทรศัพท์ มันเหมือนกัน มันมีค่าเท่ากัน" จิราภรณ์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เราเอาความรู้ที่เรียนมาช่วยเหลือคนทางโทรศัพท์ แม้จะไม่เต็มที่ แต่เราสามารถช่วยเหลือในเบื้องต้นระหว่างรอรถกู้ภัยเข้ามาช่วยเหลือเพื่อนำส่งโรงพยาบาลต่อไป ภูมิใจกับงานที่ทำค่ะ"

เตียงสำหรับผู้ป่วยกลับออกมาจากห้องฉุกเฉินในสภาพว่างเปล่า จิราภรณ์หยิบกระบอกฉีดน้ำท้ายรถซึ่งบรรจุแอลกอฮอล์เอาไว้ออกมาพ่นให้ทั่วทั้งเบาะ จากนั้นจึงเช็ดทำความสะอาดด้วยผ้าอย่างคล่องแคล่ว เพราะที่แห่งนี้จะต้องรองรับการใช้งานของผู้คนต่อไป และเมื่ออุปกรณ์ทุกชิ้น รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกคนพร้อมประจำตำแหน่ง รถกู้ภัยก็เคลื่อนที่อีกครั้งหนึ่ง