10 เรื่องที่สุดในปฏิบัติการ “ถ้ำหลวง”

ที่มาของภาพ, Thai PRD/Reuters
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียม "ถอดบทเรียน" ของปฏิบัติการ "ถ้ำหลวง" เพื่อช่วยเหลือนักเตะเยาวชนอายุ 11-17 ปี และโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สายรวม 13 ชีวิต ออกจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย จาก "ภารกิจที่ยากจะเป็นไปได้" ทว่าภายใต้ความร่วมแรงร่วมใจของทีมไทยและนานาชาติ ทำให้ปฏิบัติการที่ใช้เวลา 17 คืน 18 วัน กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการกู้ภัย
บีบีซีไทยรวบรวม 10 เรื่องที่สุดในปฏิบัติการ "ถ้ำหลวง" มานำเสนอ ดังนี้
1. ยากที่สุด :
บรรยากาศภายในมืดสนิท บางจุดแคบมาก ต้องปีนโขดหินคล้าย ๆ กับการไต่หน้าผา ขณะเดียวกันเกือบทุกพื้นที่ภายในถ้ำเต็มไปด้วยน้ำเย็นเฉียบ ไหลเชี่ยวกราก มีมวลน้ำเติมเข้ามาเรื่อย ๆ และยากจะคาดเดาปริมาณ คือคำบรรยายสภาพถ้ำหลวงจากปากของ อีวาน คาราจิทช์ นักดำน้ำชาวเดนมาร์ก และ น.อ. อนันต์ สุราวรรณ ผบ. กรมรบพิเศษ1 หัวหน้า ผู้เข้าร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงระดับความยากของการ "กู้ภัยในถ้ำ"
นักดำน้ำชาวต่างชาติและเจ้าหน้าที่หน่วยทำลายใต้น้ำจู่โจม (ซีล) ต้องทำงาน "ภายใต้ทัศนวิสัยใต้น้ำที่ขุ่นมัว" อยู่เกือบตลอดเวลา เพราะมีโคลนหนาทึบ
เมื่อทางเลือกที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในการนำ 13 ชีวิตทีมหมูป่ากลับบ้านคือ "ออกทางปากถ้ำ" หน่วยซีลจึงกลายสภาพเป็น "มนุษย์น้ำ" ขนขวดอากาศราว 400 ขวดเข้าไปภายในถ้ำ เพื่อควานหาตัวผู้ติดอยู่ภายใน ซึ่ง พล.ร.ต. อาภากร อยู่คงแก้ว ผบ.หน่วยซีล ยอมรับว่า "ภารกิจตรงนี้ยากจริง ๆ ไม่เคยเจอ"

ที่มาของภาพ, กองทัพเรือ
ขณะที่ เบน เรย์มีแนนต์ส นักดำน้ำชาวเบลเยียม กล่าวกับซีเอ็นเอ็นว่า "การดำน้ำในถ้ำนี้ คือยอดเขาเอเวอเรสต์ของการดำน้ำ"
ทว่าด้วยการวางแผนรอบคอบรัดกุมทุกด้าน แรงสนับสนุนจากทุกฝ่าย องค์ความรู้และความสามารถเฉพาะตัวของนักดำน้ำ ทำให้ "ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้" กลายเป็น "ภารกิจที่เป็นไปได้" ซึ่งนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการค้นหาผู้สูญหายฯ (ศอร.) ชี้ว่า "เราได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของการกู้ภัย และประวัติศาสตร์นี้ก็จะจารึกอยู่ตลอดไปในประเทศไทย และผมถือว่าอาจจะเป็นของสากลด้วย"

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ขณะที่สมาคมกู้ภัยในถ้ำแห่งอังกฤษ (BCRC) ออกแถลงการณ์เมื่อ 11 ก.ค. ระบุว่านี่คือการจบภารกิจกู้ภัยที่ "เหลือเชื่อที่สุด" ครั้งหนึ่งของโลก
2. เครียดที่สุด :
นับจากเข้าร่วมภารกิจเมื่อ 24 มิ.ย. หรือ 1 วันหลังเด็ก ๆ ไปติดอยู่ในถ้ำ หัวหน้าหน่วยซีลอย่าง น.อ. อนันต์ สุราวรรณ ยอมรับว่าเครียดทุกนาที แต่วันที่เครียดที่สุดคือ 23 ชม. ที่ลูกน้องหายไป-ไร้การติดต่อ หลังนักดำน้ำชาวอังกฤษไปเจอเด็ก ๆ เมื่อ 2 ก.ค. โดยใช้เวลา 5 ชม. ครึ่งกลับออกมาแจ้งข่าว จึงประเมินกันว่าทีมหมูป่าน่าจะอยู่ห่างออกไป 500-700 ม. จึงเตรียมเสบียงและแผ่นฟอยล์เข้าไป โดยส่งทีมแรก 4 คน คัดคนที่คิดว่าเจ๋งที่สุด อีก ชม. ต่อมาก็ส่งทีมที่สองไปอีก 3 คน มี พ.ท. นพ.ภาคย์ โลหารชุน เข้าไปด้วย
"ทั้ง 2 ทีมขาดการติดต่อไป 23 ชม. ตอนนั้นเป็นความเครียดของผู้ปฏิบัติที่ส่งลูกน้องไป ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย ต่างชาติเขาดำ 5 ชม. คิดว่าศักยภาพของเรา 7-8 ชม. ต้องกลับ" ผู้การอนันต์เล่า

กระทั่ง 23 ชม. ผ่านไป มีซีล 3 นายกลับออกมารายงานข่าว ส่วนอีก 4 นายใช้ขวดอากาศจนหมดถัง
ในการทำงานของซีล พวกเขาไม่รู้วันรู้คืน รู้เพียงว่าเป็นเวลากี่ ชม. แล้วที่ลูกน้องหายไปในความมืด
"ทุกครั้งที่ส่งลูกน้องออกไปทำงาน 10 ชม. ก็มี 7 ชม. ก็มี 3-4 ชม. ก็มีกว่าเขาจะกลับมาให้เราเห็นว่ายังมีชีวิตอยู่ นี่คือความยากของมัน" น.อ. อนันต์บอกและว่า "เหตุการณ์ที่รับผิดชอบ เครียด มืด เป็นงานใหม่ที่ไม่เคยประสบการณ์ ความเย็นน้ำในถ้ำ และไม่รู้ว่าน้ำจะมาอีกเมื่อไหร่ แต่เรามีทีมนักฟุตบอล 13 ชีวิตที่รอคอยเราอยู่ ที่เราทิ้งไม่ได้"
3. วิกฤตที่สุด :
สองปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวเร่งให้ ศอร. ต้องตัดสินใจนำทีมหมูป่าดำน้ำออกจากถ้ำ หนีไม่พ้น มวลน้ำ และอากาศ ซึ่งผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์เปิดเผยว่ามีราว 5 แสนล้าน ลบ.ม. ที่กดดันเด็ก ๆ อยู่ และทีมงานต้อง "รบกับน้ำ" ตลอดเวลา แม้เร่งสูบน้ำทั้งวันทั้งคืน แต่ระดับน้ำในถ้ำในช่วงแรก ๆ ลดลงโดยเฉลี่ยแค่ 1-2 ซม./วัน ก่อนที่ช่วงหลัง ๆ จะลดลง 1 ซม./ชม.

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในทัศนะของ ผบ.ศอร. วันที่ 27 มิ.ย. คือ "วิกฤตที่สุด" เพราะต้องเสียพื้นที่เกือบทั้งหมดในถ้ำให้กับน้ำ หลังฝนถล่มลงมาอย่างหนักและต่อเนื่อง จนน้ำเอ่อล้นออกมาถึงปากถ้ำ เจ้าหน้าที่ต้องถอยร่น-ย้ายกองบัญชาการของ ศอร. ออกไปอยู่นอกถ้ำ ทั้งนี้มีการประเมินว่าหากเคลื่อนย้าย 13 ชีวิตทีมหมูป่าไม่ทันหน้าน้ำ บริเวณ "เนินนมสาว" ที่พวกเขาพักคอยอยู่จะจมน้ำ

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ส่วนอีกวิกฤตคือระดับออกซิเจนภายในถ้ำ ซึ่งตรวจวัดแล้วพบว่าเหลือเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ "ถ้าออกซิเจนเหลือ 12 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้ช็อก ซึม โคม่า จึงบีบทำให้เราต้องรีบทำงานแข่งกับเวลามากขึ้น" ผู้ว่าฯ ณรงคศักดิ์ระบุ
4. เสียสละที่สุด :
"แม้แต่วินาทีสุดท้ายที่ไม่มีลมหายใจ ก็ยังทำให้ครอบครัวภูมิใจและเป็นเกียรติ" ภรรยาของจ่าแซม หรือ จ.อ. สมาน กุนัน กล่าวทั้งน้ำตา หลังทราบข่าวการเสียชีวิตของสามีขณะปฏิบัติภารกิจวางขวดอากาศในถ้ำ ร่วมกับทีมต่างชาติ 4 คน และชาวไทย 1 คน ไม่เพียงทีมกู้ภัย คนไทย แต่คนทั่วโลกต่างยกให้จ่าแซมเป็น "วีรบุรุษถ้ำหลวง"
น.อ. อนันต์ สุราวรรณ เล่าถึงวันแห่งความสูญเสียว่า ชาวต่างชาติที่ปฏิบัติภารกิจร่วมกับจ่าแซมใช้เวลา 3 ชม. ในการกลับออกมา จึงคาดการณ์ว่าลูกน้องเราก็คงไม่เกิน 5 ชม.
"5 ชม. ผ่านไป 6 ชม. ผ่านไป 7 ชม. ผ่านไป ไม่กลับมาทั้ง 2 คน แต่ก็ยังประเมินสถานการณ์ก็ยังเข้าข้างตัวเองว่าจากข้อมูลหลังจากดำออกโถงไปแล้ว 400 ม. จะมีช่วงน้ำตื้นที่สามารถเดินได้ มีดำน้ำเป็นช่วง ๆ ก็ยังมั่นใจว่า ลูกน้องเราอาจจะเหนื่อยแล้วพัก จนประมาณตี 1 คู่บัดดี้ก็ดำกลับมาที่โถง 3 คนเดียว แล้วแจ้งว่า เกิดเหตุไม่ดีขึ้น" หัวหน้าหน่วยซีลกล่าวและว่า "ก็เป็นคืนที่เราสูญเสีย แต่ว่าสูญเสีย 1 ชีวิต กับอีก 13 ชีวิตที่ยังคอยเราอยู่ เราต้องเดินหน้าต่อ"

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
การเสียสละชีวิตของจ่าแซม ทำให้ผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนซึมเศร้า ก่อนที่พวกเขาจะแปรเปลี่ยนเป็นพลังว่าภารกิจนำ 13 ชีวิตทีมหมูป่าออกจากถ้ำต้องสำเร็จ
5. ชุมนุม "ดาราโลก" มากที่สุด :
ตลอดปฏิบัติการ "ถ้ำหลวง" มีผู้เชี่ยวชาญและนักดำน้ำต่างชาติ-ต่างสังกัด 47 คนเดินทางมาที่โป่งผาโดยมิได้นัดหมาย ทว่าพวกเขามีเป้าหมายเดียวกันคือการพา 13 ชีวิตออกจากถ้ำอย่างปลอดภัย ซึ่งผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์เรียกว่าเป็นการรวมตัวของ "ทีมดาราโลก"
ในจำนวนนี้มี 13 คนที่ร่วมภารกิจลำเลียงทีมหมู 3 ชุดออกจากถ้ำ ระหว่างวันที่ 8-10 ก.ค. กับทีมซีลไทยที่ "คัดเป็นพิเศษ" 5 คน
วิธีการ-แนวทาง-เทคนิคดำน้ำในถ้ำของนักดำน้ำระดับ "ดาราโลก" จาก 7 ประเทศถูกถ่ายทอดและส่งต่อให้ซีลไทยเพื่อให้ภารกิจลุล่วง ทว่าสิ่งที่พวกเขาได้กลับไปคือ "ประสบการณ์" ที่หาไม่ได้ในการดำน้ำครั้งไหน ๆ ที่พวกเขาเคยผ่านมา
6. สามัคคีที่สุด :
18 วันของปฏิบัติการ "ถ้ำหลวง" เป็นภารกิจที่ได้รับความร่วมแรง-ร่วมมือ-ร่วมใจมากที่สุด ถึงขนาดที่ ผบ.ศอร. นำไปสรุปว่า "ความสามัคคี" ทั้งในหมู่คนไทยและต่างประเทศ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ภารกิจลุล่วง เป็นการทลายภาษาและเชื้อชาติ
ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์กล่าวว่า มีผู้เข้าร่วมและสนับสนุนภารกิจครั้งนี้นับหมื่นคน ทว่าข้อมูลที่รายงานที่ประชุมสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เมื่อ 11 ก.ค. ระบุว่ามีคน 4,559 คน จาก 271 หน่วยงานเข้าร่วมปฏิบัติการ
"ทุกคนเป็นจิ๊กซอว์ที่ต่อกัน จนเป็นภาพความสำเร็จนี้" ผบ.ศอร. แถลง
7. แข็งแกร่งที่สุด :
ท่ามกลางกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ที่เห็นแตกต่างหลากหลาย บ้างก็ว่า 13 ทีมหมูป่าคือฮีโร่, พระเอก, ผู้ร้าย บ้างก็ว่าเป็นเด็กซน ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ ผอ.ศอร. นิยามพวกเขาว่าเป็น "เด็กที่มีความสุขและปฏิบัติไปตามวิสัย"
ขณะที่ทีมกู้ภัยอย่าง อีวาน คาราจิทช์ นักดำน้ำชาวเดนมาร์ก ยกให้พวกเขา "แข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ" เพราะทั้งหมดติดอยู่ในถ้ำกว่า 2 สัปดาห์โดยไม่ได้รับประทานอะไรเลย-ไม่ได้เจอพ่อแม่ ที่สำคัญทั้งหมดไม่เคยผ่านการดำน้ำมาก่อน จึงถือเป็นการ "ทำในสิ่งที่ไม่เคยมีเด็กคนใดเคยทำ"

ที่มาของภาพ, THAI NAVYSEAL/FACEBOOK
ขณะที่ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ยกให้ พ.ท. นพ.ภาคย์ โลหารชุน เป็นหมอที่ "แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี" หลังเข้าไปดูแลปฐมพยาบาลทีมหมูป่าภายในถ้ำ ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเกือบตลอดเวลา และเป็นชุดสุดท้ายที่ออกจากถ้ำเมื่อ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา
8. กระแสพุ่งแรงที่สุด :
ตลอดเวลาที่ 13 ชีวิตติดถ้ำหลวง มีสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 800 คน (เฉพาะที่ลงทะเบียนกับ ศอร.) เดินทางไปเกาะติดสถานการณ์การค้นหา-กู้ภัย-ส่งกลับ ที่ถ้ำหลวง ทำให้ผู้สื่อข่าวหลายคนอดแสดงความ "ดีใจ" ไม่ได้เมื่อเห็นรถพยาบาลคันสุดท้ายเคลื่อนจากปากถ้ำหลวง ถึง รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ หลังผ่าน 18 วันที่รอคอย
ทั้ง โจนาธาน เฮด แห่งบีบีซี และ แมตต์ ริเวอร์ส แห่งซีเอ็นเอ็น ต่างบอกว่านี่เป็นเรื่องที่ "น่าทึ่ง"
นอกจากนี้ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตราแกรม ยังพร้อมใจกันพูดถึงปฏิบัติการในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น ผู้นำประเทศ นักฟุตบอลระดับดาวดังของโลก ดารานักแสดง เฉพาะวันที่ 10 ก.ค. ซึ่งเป็น "ดีเดย" วันสุดท้ายในการปฏิบัติการลำเลียงทีมหมูป่าชุดสุดท้าย 5 คนออกจากถ้ำ รอยเตอร์รายงานว่ามีผู้ค้นหาด้วยคำว่า "Thai cave rescue" จากกูเกิลถึง 359 ล้านครั้ง ขณะที่แฮชแท็กยอดฉิตในทวิตเตอร์คือ #Thaicaverescue, #boarteam, #Thainavyseals, #PrayForThaiBoys และ #Bringtheboarteambackhome

ที่มาของภาพ, Reuters
ส่วนเทรนด์ทวิตเตอร์ในเมืองไทย 10 อันดับแรก ก็กลายเป็นเรื่องราวของทีมหมูป่าถึง 5 แฮชแท็ก ภายในเวลาไม่ถึง ชม. หลังมี "ข่าวดี" ว่าสมาชิกทีมหมูป่าล็อตสุดท้ายได้รับการช่วยเหลือให้ออกจากถ้ำอย่างปลอดภัย ประกอบด้วย อันดับ 1 #พาทีมหมูป่ากลับบ้าน, อันดับ 2 #ThaiCaveRescue, อันดับ 4 Thai Navy SEALs, อันดับ 8 #Hooyah, อันดับ 9 #Wild Boar และอันดับ 10 #Chiang Rai
9. ที่สุดแห่งพลังศรัทธา :
ท่ามกลางการเฝ้ารอด้วยจิตใจพะวักพะวงของ 13 ครอบครัวทีมหมูป่า โดยหวังให้ทุกคนหวนคืนสู่อ้อมกอดครอบครัวอย่างปลอดภัย หนึ่งในบุคคลที่กลายเป็นเครื่องสะท้อน "ความศรัทธา" และกลายเป็น "ที่พึ่งทางใจ" ของบรรดาผู้เฝ้ารอ ก็คือพระครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร พระเกจิชื่อดังของรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นที่เคารพของพุทธศาสนิกชนชาวไทย ลาว เมียนมา
ท่านเดินทางมายังทำหลวงอย่างน้อย 3 ครั้ง เพื่อประกอบพิธีเปิดป่าขอขมาและแผ่เมตตา โดยมีครอบครัวของ 13 หมูป่าร่วมพิธี สองครั้งแรกคือ วันที่ 29 มิ.ย. และ 30 มิ.ย. ซึ่งพระครูบุญชุ่มบอกสั้น ๆ ว่า "วันสองวันอาจจะได้เห็น... ทุกคนยังอยู่" และครั้งที่สาม เมื่อ 4 ก.ค. เพื่อประกอบพิธีแผ่เมตตาเปิดทางถ้ำ

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Image
หนึ่งในเครื่องรางประจำตัวของทีมซีลไทยที่ได้รับมอบจากพระครูบาบุญชุ่มก็คือาว สร้อยปะคำข้อมือและสายสิญจน์ที่ทีมงานพกติดตัวเสมอยามเข้าถ้ำ
10 ที่สุดแห่งเรื่องราวสะเทือนอารมณ์ :
ท้ายที่สุดนี้บีบีซีไทยขอรวบรวมเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่สร้างเรื่อง "ดรามา" ในช่วงปฏิบัติการ
- ดีใจที่สุด หลัง 2 นักดำน้ำชาวอังกฤษพบนักเตะเยาวชนและโค้ชครบทั้ง 13 คน เมื่อ 2 ก.ค.
- เสียใจที่สุด หลังทราบข่าว จ.อ. สมาน กุนัน เสียชีวิต เมื่อ 6 ก.ค. ระหว่าง ปฏิบัติหน้าที่
- เรียกรอยยิ้มได้มากที่สุด หลังได้อ่านข้อความใน "จดหมายน้อย" ที่เด็ก ๆ ทีมหมูป่าและผู้ปกครองสื่อสารกัน เมื่อ 7 ก.ค.
- ลุ้นที่สุด กับการปฏิบัติการ "กู้ภัย" วันแรก 8 ก.ค. เพื่อพาทีมหมูป่าชุดแรก 4 คนออกจากถ้ำ และยังลุ้นต่อเนื่องอีก 2 วัน
- สุขที่สุด เมื่อได้รับคำยืนยันว่า 13 ชีวิตทีมหมูป่าปลอดภัยทุกคน เมื่อ 10 ก.ค.
- โล่งใจที่สุด เมื่อได้เห็นภาพแรกของทีมหมูป่าขณะรักษาตัวใน รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ระหว่างแถลงปิด ศอร. เมื่อ 11 ก.ค.









