ถ้ำหลวง: จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายคุณ หากติดอยู่ในถ้ำเป็นเวลานานหลายวัน

ที่มาของภาพ, LILLIAN SUWANRUMPHA/AFP/Getty Images
เป็นเวลามากกว่า 10 วันแล้ว ที่เด็กและโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมี แม่สายเข้าไปติดในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน และก็คงยังจะต้องอยู่ต่อไปจนกว่าความพยายามช่วยเหลือจะประสบผลสำเร็จ
บีบีซีไทยสอบถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายและจิตใจบ้างเมื่อต้องติดอยู่ในถ้ำเป็นเวลานาน ๆ ดังในกรณีของทีมหมูป่าอะคาเดมี แม่สาย
ผลต่อสุขภาพกาย
ผศ. นพ. ชุมพล สกลวสันต์ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า ผลที่เกิดขึ้นต่อร่างกายจากการต้องอยู่ในถ้ำ ที่มืดมิดเป็นเวลานาน คือผิวหนังจะซีด เนื่องจากไม่ได้รับแสงแดด แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือ ผิวหนังเปื่อย โดยมีสาเหตุจากความชื้นภายในถ้ำ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดเป็นแผลและทำให้เชื้อโรคที่อยู่ในถ้ำเข้าสู่ร่างกายได้
"เราก็ยังไม่รู้ว่ามีเชื้อชนิดใดที่แขวนลอยอยู่ในอากาศของถ้ำ ซึ่งอาจเข้าสู่ร่างกายด้วยการหายใจ" ผศ. นพ. ชุมพล กล่าว
ผศ. นพ. ชุมพล กล่าวว่า การที่อยู่ในที่มืดเป็นเวลานาน จะทำให้ม่านตาขยายเพื่อชดเชยการรับแสง แต่หากออกมาแล้วได้รับแสงจ้ามากอย่างกระทันหันจะทำให้เกิดปัญหากับจอประสาทตาได้ ดังนั้นจึงต้องค่อย ๆ ปรับตัว เช่น ใส่แว่นตากรองแสงในระยะแรก เป็นต้น

ส่วนการที่ไม่ได้รับประทานอาหารเป็นเวลานานหลายวัน จะทำให้ร่างกายมีระดับเกลือแร่และวิตามินที่ลดต่ำลง ซึ่งเกลือแร่และวิตามินเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการทำงานของระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ระบบย่อยอาหาร และระบบหัวใจ
เขาอธิบายด้วยว่า "หากให้เด็กกลับมารับประทานอาหารมากเกินไป และเร็วเกินไปจะเกิดอันตราย เพราะระบบย่อยอาหารจะไปดึงเอาสารอาหารอื่น ๆ มีน้อยอยู่แล้วมาใช้ ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารเหล่านั้นโดยเฉียบพลัน ทำให้ระบบร่างกายล้มเหลว"
สัปดาห์แรกสำคัญ
ในขณะที่ รศ. พญ. สุภาพรรณ ตันตราชีวธร หัวหน้าสาขาโภชนาการ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล กล่าวว่า เมื่อพบตัวเด็ก ๆ ทั้ง 13 คน แล้ว จะต้องระมัดระวังเรื่องการให้อาหารรับประทานโดยเฉพาะในช่วง 5-7 วันแรก ซึ่งจะต้องให้อาหารทีละน้อย และค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ในช่วงเวลานี้จะต้องจำกัดอาหารไว้ที่ราว 25-30% ของที่ร่างกายต้องการเท่านั้น
"ตามที่ดูในคลิปที่เด็ก ๆ บ่นว่าหิว ๆ นั้น เราก็ไม่สามารถให้อาหารตามที่เขาต้องการได้ในทันที ซึ่งแพทย์ของทีมก็คงให้การดูแลอย่างเคร่งครัด" เธอกล่าว
รศ. พญ. สุภาพรรณระบุด้วยว่า อาหารที่ให้กับทั้ง 13 คน เป็นอาหารทางการแพทย์ที่ย่อยง่ายและให้พลังงานสูง พร้อมด้วยวิตามินบี 2 กับแร่ธาตุสำคัญคือโปแตสเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส เพื่อเสริมการทำงานของร่างกาย รวมทั้งต้องเฝ้าประเมินสถานการณ์เรื่องภาวะขาดน้ำ และเฝ้าระวังภาวะเกลือแร่และวิตามินต่ำไปพร้อมกันด้วย
ทั้งนี้ เมื่อพ้น 7 วันแรกก็จะสามารถที่จะให้รับประทานอาหารปริมาณตามที่ร่างกายต้องการเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อและพลังงานให้กลับคืนมาได้
"ดังนั้นหากเด็กจะต้องดำน้ำออกมาก็ไม่น่าเป็นไปได้ในระยะ 5-7 วันแรก เพราะเป็นระยะที่ปรับระบบภายในร่างกายให้กลับมาทำงานเป็นปกติเท่านั้น ยังไม่ได้เข้าสู่ระยะฟื้นฟูพลังงานหรือกล้ามเนื้อ" รศ. พญ. สุภาพรรณกล่าว

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ภาวะจิตใจ
พญ. กมลวิสาข์ เตชะพูนผล ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตแพทย์เด็กวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล กล่าวว่าสิ่งที่น่ากังวลก็คือ โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือ PTSD ซึ่งเกิดจากการสัมผัสประสบการณ์ที่มีความเครียดสูงเป็นเวลานาน ทำให้ฮอร์โมนความเครียดหลั่งออกมา และภายหลังหากได้รับสิ่งเร้าอื่น ๆ ก็อาจจะเกิดเป็นอาการวิตกกังวล กลัว หรือเหมือนกลับเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้นซ้ำ ๆ อีก
"ความน่ากลัวของ PTSD ก็คือ มันอาจจะเกิดขึ้นได้นานหลังจากประสบกับเหตุการณ์รุนแรงนั้นไปแล้ว อาจเป็นหลายเดือนที่จะแสดงอาการ" พญ. กมลวิสาข์ กล่าว
อาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ท่านนี้ ยังกล่าวอีกว่า ในกรณีของทีมหมูป่าเมื่อกลับออกมาแล้ว ก็ต้องมีการประเมินและเฝ้าระวังภาวะทางจิตใจ รวมทั้งอธิบายให้เด็ก ๆ เข้าใจถึงอาการที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น ความรู้สึกว่าเหมือนยังอยู่เหตุการณ์ดังกล่าวซ้ำ ๆ ตลอดเวลา ซึ่งต้องรีบแจ้งแพทย์ทราบเพื่อหาทางรักษากันต่อไป

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ขณะที่ ดร. แอนเดรีย ดานีซ จากคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องภาวะกระทบกระเทือนทางจิตใจในเด็ก กล่าวว่า ในระยะสั้น เด็กหลายคนอาจจะเกิดความกลัว ตกใจง่าย และรู้สึกหงุดหงิด อย่างไรก็ตาม เด็กเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของทีมฟุตบอลที่ใกล้ชิดกันมาก อาจจะช่วยให้ปัญหาทางด้านจิตใจบรรเทาลงไป
ดร. ดานีซ กล่าวอีกว่า กรณีนี้อาจจะดูคล้ายคลึงกับคนงานเหมืองชิลีที่ติดอยู่ใต้ดินนาน 69 วัน แต่ที่ไม่เหมือนกันก็คือ ทีมหมูป่ายังเป็นเยาวชน ดังนั้นจึงต้องการการดูแลเรื่องพัฒนาของการอารมณ์จิตใจที่แตกต่างออกไป
"สิ่งที่สำคัญมากก็คือ เด็กจะต้องได้ข้อมูลเพื่อให้เข้าใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป" เพื่อลดความเสี่ยงของผลกระทบทางจิตใจ ซึ่ง ดร. ดานีซ ชี้ว่าควรจะต้องมีการสื่อสารกับเด็กที่ชัดเจนและเปิดเผย
ผู้เชี่ยวชาญภาวะกระทบรุนแรงทางจิตใจรายนี้ก็ยังได้กล่าวด้วยว่า หากยิ่งทอดเวลาเนิ่นนานออกไป เด็ก ๆ ก็ยิ่งเสี่ยงต่อผลกระทบทางจิตใจมากขึ้น แต่ผู้ที่เด็ก ๆ เชื่อถือ เช่น โค้ชที่ติดอยู่ในถ้ำด้วยกัน ทีมนักดำน้ำที่เข้าไปช่วย และทีมแพทย์ก็น่าจะช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ด้วยการดูแลให้กำลังใจ อย่างใกล้ชิด








