“ลุงฮุนเซน” เปิดกลยุทธ์เฟซบุ๊ก 5 ปี 10 ล้านไลก์

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาวัย 65 ปี ใช้เวลาเพียง 5 ปีในการ "สร้างตัวตนใหม่" และ "สะสมคะแนนนิยม" จากคนรุ่นใหม่ในโลกออนไลน์
ในสายตาชาติประชาธิปไตยตะวันตก เขาเป็นผู้นำจอมเหี้ยมที่ครองอำนาจยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ แต่ในเฟซบุ๊ก ฮุน เซน คือ "ลุงใจดี" ของ "หลาน ๆ" ผู้ใช้แรงงาน
2 เดือนก่อนการเลือกตั้งปี 2018 ยอดผู้ติดตาม (followers) ทางเฟซบุ๊ก "Samdech Hun Sen, Cambodian Prime Minister" ทะลุ 10 ล้านราย ซึ่งมีทั้งคนรุ่นใหม่ ผู้ใช้แรงงาน ข้าราชการ กองทัพ สื่อมวลชน กระทั่งชาวต่างชาติที่อ่านภาษากัมพูชาไม่ได้
เพจของเขาได้รับการจัดอันดับให้เป็นเพจผู้นำประเทศที่มียอดผู้เข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ ทั้งการเยี่ยมเยียน กดถูกใจ (Like) แบ่งปัน (Share) และแสดงความคิดเห็น (Comment) มากเป็นอันดับ 4 ตามการจัดอันดับของบริษัทด้านการประชาสัมพันธ์ เบอร์สัน-มาร์สเตลลาร์ (Burson-Marsteller) ของสหราชอาณาจักร โดยแฟนเพจของเขามีอัตราเติบโตถึงร้อยละ 48
ชัยชนะอย่างเฉียดฉิวของพรรคประชาชนกัมพูชา (Cambodian People's Party: CPP) ภายใต้การนำของสมเด็จฮุน เซน ในศึกเลือกตั้งปี 2013 ทำให้เขาต้องถอดบทเรียนการ "รุกคืบ" ของพรรคฝ่ายค้าน คู่แค้นตลอดกาลอย่างพรรคกู้ชาติกัมพูชา (Cambodia National Rescue Party: CNPR) ของนายสม รังสี
เขาพบว่า คนกัมพูชารุ่นใหม่นิยมสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และคนกลุ่มนี้ยังเป็น คนกลุ่มใหญ่ที่จะมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2018 และเคยเป็นผู้สนับสนุนพรรคฝ่ายค้านมาก่อน

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
พรรค CPP ซึ่งมีอายุครบ 67 ปีในวันนี้ (28 มิ.ย.) ตระหนักดีว่าสื่อสังคมออนไลน์คือ สมรภูมิใหม่ จึงไม่แปลกหากเฟซบุ๊กจะถูกผู้นำ-ผู้ยึดครองอำนาจการปกครองกัมพูชามายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ ใช้เป็น "เครื่องมือทางการเมือง" เพื่อแปลงเรตติ้งในออนไลน์ให้กลายเป็นคะแนนเสียงในคูหาเลือกตั้ง 29 ก.ค. นี้
สร้างระบบอุปถัมภ์ "แรงงาน" ใช้เฟซบุ๊กเชื่อมต่อ "หลาน ๆ"
หนึ่งในกลุ่มเป้าหมายที่สมเด็จฮุน เซน ต้องการสื่อสารเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียง หนีไม่พ้น กลุ่มแรงงาน
ผลการศึกษาวิจัยเรื่อง "ระบอบฮุน เซน โครงสร้างชนชั้นนำในประเทศกัมพูชา" โดยศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า เหตุที่สมเด็จฮุน เซน ต้องอุปถัมภ์แรงงาน เพราะคนกลุ่มนี้ถือเป็น "ฐานเสียงสำคัญ" เนื่องจากทั่วประเทศมีแรงงานภาคอุตสาหกรรมราว 1 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 8 ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ขณะเดียวกันยังถือเป็น "ภัยคุกคามทางการเมือง" เพราะในอดีตแรงงานเป็นฝ่ายสนับสนุนสำคัญของพรรคฝ่ายค้าน และร่วมเดินขบวนประท้วงและเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ จากรัฐบาล เช่น ในปี 2013 มีการชุมนุมถึง 824 ครั้ง หรือวันละ 2.31 ครั้ง โดยบ่อยครั้งได้นำไปสู่การปราบปรามอย่างหนักจากรัฐ

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
งานวิจัยพบว่า ในการสร้างระบบอุปถัมภ์แรงงาน สมเด็จฮุน เซน จะใช้วิธีการผสมผสานกันอย่างน้อย 4 วิธีคือ
- จำกัดบทบาทฝ่ายค้าน เพื่อให้เหลือสมเด็จฮุน เซน เป็นเพียง "ที่พึ่งเดียว"
- สร้างความหวังใหม่ในเชิงเศรษฐกิจ เช่น ประกาศยุทธศาสตร์ "เปลี่ยนสมรภูมิให้กลายเป็นพื้นที่ซื้อขายแลกเปลี่ยน" เพื่อให้เกิดการจ้างงาน และ "เปลี่ยนชายแดนทุกแห่งให้เป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ"
- ให้ประโยชน์โดยตรงแก่แรงงานผ่านนโยบายต่าง ๆ เช่น ขึ้นค่าแรงให้ถึง 160 ดอลลาร์สหรัฐฯ/เดือน (ราว 5,280 บาท) จากปัจจุบัน 153 ดอลลาร์สหรัฐฯ/เดือน (ราว 5,050 บาท), ห้ามขึ้นค่าเช่าบ้านตลอดปี, ใช้บัตรแรงงานขึ้นรถโดยสารฟรี, รักษาฟรี, มีบำนาญให้หลังเกษียณหากทำงานครบ 25 ปี, ฯลฯ
- สร้างความใกล้ชิดระหว่างผู้นำกับแรงงาน ซึ่งประเด็นหลังนี้เองที่สมเด็จฮุน เซน ได้ใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือ

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ดร.ดิเรก หงษ์ทอง อาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ หนึ่งในทีมวิจัยเรื่องระบอบฮุน เซน กล่าวว่า เฟซบุ๊กของสมเด็จฮุน เซน ถูกใช้เป็นช่องทางให้แรงงานส่งเรื่องร้องทุกข์และร้องเรียนถึงนายกฯ โดยตรง เป็นพื้นที่แจ้งข่าวสารกิจกรรมนัดพบแรงงานทุกวันพุธและวันอาทิตย์ เป็นช่องทางเผยแพร่ความใกล้ชิดระหว่างสมเด็จฮุน เซน กับแรงงาน สะท้อนผ่านภาพถ่ายแบบเซลฟี ภาพแรงงานรุมจับมือและหอมแก้มผู้นำ นอกจากนี้สมเด็จฮุน เซน ยังมักแสดงความใกล้ชิดประหนึ่งเป็นญาติด้วยการเรียกแรงงานว่า "หลาน ๆ"
โค้งสุดท้ายก่อน ลต. ฉาย 3 ภาพลักษณ์เชิงบวก ฮุน เซน
ในฐานะผู้ติดตามศึกษาเฟซบุ๊กผู้นำกัมพูชา ดร.ดิเรกให้รายละเอียดกับบีบีซีไทยว่า ในแต่ละวันสมเด็จฮุน เซน มักเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กประมาณ 10 โพสต์ โดยทิ้งระยะห่างระหว่างโพสต์ราว 1-4 ชั่วโมง และสื่อสารเรื่องราวผ่านสื่อประสมหลากหลาย มีทั้งข้อความภาษาเขมรและภาษาอังกฤษ, ภาพถ่าย, เพลง, คลิป นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่ "ปล่อยของ" โดยนำเสนอเรื่องราวเชิงบวก-เชิงสนับสนุนสมเด็จฮุน เซน
ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้ง มีความพยายามสร้าง-ฉาย-ขยาย "ภาพเชิงบวก" ในตัวผู้นำรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ดร.ดิเรกจำแนกได้เป็น 4 ภาพลักษณ์หลัก ประกอบด้วย
- ผู้นำชาติที่ทำงานเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ
- ผู้นำชาติที่ได้รับการยอมรับในเวทีระดับนานาชาติ
- ผู้นำชาติที่เข้าถึงและใส่ใจปัญหาของประชาชน
- วีรบุรุษของชาติผู้ยอมเสียสละตนเองและครอบครัวต่อสู้ให้ชาติรอดพ้นจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
เขาอธิบายว่า สองภาพลักษณ์แรกอาจใช้โน้มน้าวใจเยาวชนกัมพูชาที่มีการศึกษาสูง ต้องการเห็นประเทศเจริญก้าวหน้าและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ส่วนภาพใส่ใจประชาชนใช้โน้มน้าวใจเยาวชนที่มีการศึกษาไม่สูงนักและประกอบอาชีพเป็นแรงงานอุตสาหกรรม แต่ภาพลักษณ์วีรบุรุษกู้ชาติเป็นสิ่งที่ถูกนำเสนอมาเป็นระยะ ๆ ซึ่งเป็นการนำประวัติศาสตร์มาสอนคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ผ่านชีวิตช่วงเขมรแดง จึงไม่มีความทรงจำในช่วงนั้น ทำให้พวกเขาได้รับรู้เรื่องราวเพิ่มเติม และเห็นบุญคุณของสมเด็จฮุน เซน ที่มีต่อชาติ
ไม่มีเนื้อหานี้
ดูเพิ่มเติมที่ Facebookบีบีซี. บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาของเว็บไซต์ภายนอก. นโยบายของเราเรื่องการเชื่อมต่อไปยังลิงก์ภายนอก.สิ้นสุด Facebook โพสต์
"วันพรุ่งนี้คือวันรำลึกถึงการครบรอบปีที่ 41 ในการต่อสู้ (20 มิ.ย. 1977-20 มิ.ย. 2018) ประชาชนกัมพูชาทั้งหลายโปรดเคารพรู้คุณของสมเด็จฯเดโช ฮุน เซน และวีรชนผู้รักชาติทั้งหลายที่ได้ต่อสู้เสียสละทุกสิ่งอย่าง เพื่อให้กัมพูชารอดพ้นจากเปลวเพลิงสงคราม หรือได้พบกับความสงบสุขทั่วแผ่นดินดังในปัจจุบัน..." คือเนื้อความตอนหนึ่งของอีกโพสต์ที่สมเด็จฮุน เซน โพสต์เมื่อ 19 มิ.ย. 2018
ดร.ดิเรกวิเคราะห์ว่าการนำเสนอภาพ "วีรบุรุษกู้ชาติ" ไม่เพียงมีนัยชื่นชมการเสียสละตนของผู้นำกัมพูชา แต่ยังเป็นการบอกให้ประชาชนตระหนักว่าการที่ชาติรอดพ้นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ประชาชนในชาติมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขและอยู่ในประเทศที่เจริญรุ่งเรือง ก็ล้วนเป็นเพราะการปกครองของสมเด็จฮุน เซน
"การสื่อสารเช่นนี้มีเจตนาคือการเรียกร้องให้ตอบแทนบุญคุณอยู่ในที และวิธีตอบแทนบุญคุณของสมเด็จฮุน เซน ที่ดีที่สุดคือการเลือกพรรค CPP ให้ได้กลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ผู้นำคนเดิมนี้ได้รักษาความสงบสุขและสร้างชาติให้เจริญรุ่งเรืองยิ่ง ๆ ขึ้นไป" ดร.ดิเรกระบุ
ไลก์จริง หรือ "ข่าวลวง"
นอกจากใช้เฟซบุ๊กเป็นลดช่องว่างระหว่างนักการเมืองกับประชาชน บ่อยครั้งที่สมเด็จฮุน เซน กำหนดนโยบายผ่านเฟซบุ๊ก และบ่อยครั้งเช่นกันที่นโยบายของรัฐแปรเปลี่ยนไปตามความเห็นของบรรดาลูกเพจในเฟซบุ๊กของสมเด็จฮุน เซน จนเจ้าหน้าที่รัฐและสมาชิกพรรค CPP ต้องติดตามเฟซบุ๊กสมเด็จฮุน เซน เป็นกิจวัตรประจำวันเพิ่มขึ้นมา

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ตามเมื่อ ก.พ. ที่ผ่านมา นายสม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านของกัมพูชาที่ลี้ภัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ได้มอบหมายให้ทนายความยื่นฟ้องต่อศาลแขวงรัฐบาลกลางในเมืองซานฟรานซิสโก เพื่อบังคับเฟซบุ๊กให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีเฟซบุ๊กของสมเด็จฮุน เซน โดยกล่าวหาว่าผู้นำกัมพูชาใช้งบประมาณของรัฐซื้อพื้นที่โฆษณาบนเฟซบุ๊ก และซื้อยอด "ไลก์" ผ่านทาง "คลิ๊กฟาร์ม" ที่อยู่ในอินเดียและฟิลิปปินส์เพื่อสร้างภาพคะแนนนิยมปลอม ๆ ขณะที่ยอดใช้งานเฟซบุ๊กของชาวกัมพูชาทั้งประเทศมีเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น
"เฟซบุ๊กควรป้องกันไม่ให้เว็บไซต์กลายเป็นเวทีที่ถูกบงการ เพื่อช่วยสนับสนุนเผด็จการ" นายริชารด์ โรเจอร์ส ทนายความของนายสม รังสี กล่าว
ทว่าสมเด็จฮุน เซน ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ พร้อมระบุว่านายสม รังสี "โง่และบ้า" ที่ทำไปก็เพราะอิจฉาที่มีคนกดถูดใจหน้าเฟซบุ๊กของเขามากกว่าถึงเกือบเท่าตัว
จับ-ตั้งข้อหา "กองชัง" อย่างน้อย 5 คดี 8 คน

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ไม่เพียงแต่สมเด็จฮุน เซน เท่านั้นที่ใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือทางการเมืองสื่อสารกับ "กองเชียร์" แต่บรรดาผู้สนับสนุนฝ่ายค้านยังใช้เครื่องมือเดียวกันนี้โจมตีรัฐบาลสมเด็จฮุน เซน จนถูกงัดมาตรการทางกฎหมายเข้าควบคุม-จัดการ สะท้อนผ่านสถิติการดำเนินคดีกับ "กองชัง" อย่างน้อย 5 คดี รวม 8 คน
ในจำนวนนี้มี 2 คดีที่ปรากฏสัญลักษณ์พรรค CNRP ในระหว่างจับกุมผู้ต้องหา อีกทั้งในการจับกุมแต่ละครั้งยังมีการนำเสนอข่าว พร้อมกับเปิดเผยใบหน้าของผู้ต้องหาอย่างชัดเจน ซึ่ง ดร.ดิเรกชี้ว่าเป็น "วิธีประจานให้เสื่อมเสียเกียรติของผู้ต้องหาและวงศ์ตระกูล" และถือเป็นการ "เชือดไก่ให้ลิงดู" เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ทำให้ผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็นด้านลบต่อรัฐบาลเกิดความเกรงกลัว หวาดหวั่น และไม่กล้ากระทำการ แม้อีกด้านหนึ่งจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ถูกทำลายชื่อเสียงก็ตาม
ที่มา: ดร.ดิเรก หงษ์ทอง รวบรวมข่าวสารจากสื่อท้องถิ่นของกัมพูชา








