วันกองทัพไทย: 5 สมัยแห่งสงครามในรัตนโกสินทร์

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
"ทหารมีไว้ทำไม" เป็น คำถามที่ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักประวัติศาสตร์ชื่อดัง โยนออกสู่สังคมเมื่อ 2 ปีก่อน จนกลายเป็นวิวาทะกับบรรดานักการทหารและนักการเมืองในเครื่องแบบ ในช่วงวันกองทัพไทย 18 ม.ค. 2559
ในสถานการณ์ที่ภูมิทัศน์การเมืองโลกและการเมืองไทยเปลี่ยนไป กองทัพไทยผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึง 5 ยุคสมัยแห่งสงคราม แต่ดูเหมือนอุดมการณ์ของนายทหารไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลง-ยังดำดิ่งอยู่ในยุคสงครามเย็น บีบีซีไทยชวน ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนทนาเนื่องในวันกองทัพไทย
ยุคสงครามอาณานิคม : เครื่องมือการเมือง-การทูต ทำสยามรอด
ศ.ดร.สุรชาติชี้ว่า ในบริบทรัฐสมัยใหม่ กองทัพสยามเปิดภารกิจเพื่อการรักษาความมั่นคงภายใน ไม่ใช่การรบกับอริราชศัตรูตามที่บางส่วนเข้าใจ กองทัพสยามในยุคอาณานิคมไม่เคยเข้าสู่สงคราม แต่ทำภารกิจปราบกบฏ เช่น กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ กบฏฝั่งอีสาน ส่วนวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (สงครามฝรั่งเศส-สยาม หรือ "วิกฤตการณ์ปากน้ำ" พ.ศ. 2436) แม้มีการใช้กำลัง แต่สยามระดมยิงใส่เรือรบฝรั่งเศสราวครึ่งชั่วโมงเท่านั้น และไม่ขยายตัวเป็นสงครามขนาดใหญ่ ทำให้ช่องทางการเจรจายังเปิดอยู่

ที่มาของภาพ, JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
"ทางอยู่รอดของสยามไม่ได้มาจากเงื่อนไขของการชนะสงคราม แต่มาจากเงื่อนไขที่สงครามอาจมีอยู่ แต่เราไม่ได้ใช้สงครามเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาความขัดแย้งทั้งหมด ที่สุดแล้วพระราโชบายของในหลวงรัชกาลที่ 5 ชัดเจนว่าเราจะไม่เข้าสู่สงครามใหญ่กับชาติอาณานิคม ถ้าเราเข้าสู่สงคราม ชะตากรรมจะไม่ต่างจากเพื่อนบ้าน" ศ.ดร.สุรชาติกล่าว
ขณะเดียวกันการสู้รบกับข้าศึกจากรัฐภายนอก เป็นเรื่องที่ ศ.ดร.สุรชาติชี้ว่า "เป็นไปไม่ได้" และ "ไม่มีทางชนะ" เพราะกองทัพของประเทศเพื่อนบ้านไม่มีอยู่จริงเมื่อเจ้าอาณานิคมเข้ามา
"ในยุคอาณานิคม สยามอยู่รอดเพราะเครื่องมือทางการเมืองและการทูต ไม่ใช่ความเข้มแข็งของกองทัพ"
ยุคสงครามโลกครั้งที่ 1: กองทัพเริ่มฟูหลังชนะสงคราม
ต่อมาเมื่อความขัดแย้งของชาติมหาอำนาจในยุโรปปะทุ ยกระดับความรุนแรง นำโลกทั้งใบเคลื่อนเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ข้อถกเถียงสำคัญในราชสำนักไทยคือจะตัดสินใจอย่างไรเมื่อคู่สงครามทั้งหมดล้วนเป็นชาติที่มีความสัมพันธ์กับสยาม

ที่มาของภาพ, Three Lions/Getty Images
"ในราชสำนักสยามมีกลุ่มที่เป็นคู่สงครามของยุโรปเกือบหมด และเป็นเชื้อพระวงศ์ระดับสูงด้วย ในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนนายร้อยอังกฤษ จึงไม่แปลกอะไรหากเราจะสรุปว่าพระองค์มีทัศนะที่โอนเอียงไปทางฝ่ายอังกฤษ ส่วนพระองค์เจ้าจักรพงษ์ (สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ) เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนนายร้อยรัสเซีย ขณะเดียวกันเราเห็นอีกปีกคือเจ้าฟ้านครสวรรค์ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต) เป็นศิษย์เก่าเยอรมัน รวมถึงขุนนางบางส่วน นั่นเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุด" อาจารย์ผู้สอนนโยบายต่างประเทศไทยฉายภาพให้เห็น
ก.ค. 2460 สยามก้าวเข้าสู่สงคราม โดยเลือกยืนเคียงฝ่ายสัมพันธมิตร-ยืนตรงข้ามเยอรมนี เพื่อใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการแก้ไขพันธะสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
"สงครามโลกครั้งที่ 1 กลายเป็น 'นาทีทอง' ของการปลดพันธะหรือสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่สยามจำเป็นต้องรับเงื่อนไขจากรัฐอำนาจยุโรป เริ่มจากสนธิสัญญาเบาว์ริง" ศ.ดร.สุรชาติระบุ
เขาเชื่อว่าราชสำนักมีคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้วจึงตัดสินใจประกาศสงคราม และเรียกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า "ทวิภพที่ปากน้ำ" จากเคยรบกับฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ. 1893 สู่การช่วยฝรั่งเศสรบกับเยอรมันใน ค.ศ. 1917 ซึ่งทหารสยามที่ออกรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็ออกจากจุดเดิม-ตรงปากน้ำ
ท้ายที่สุดเมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นผู้กำชัยชนะ สยามกลายเป็นหนึ่งในรัฐที่ชนะสงคราม การปลดปล่อยสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมจึงเกิดขึ้น นั่นหมายความว่า "สงครามกลายเป็นคำตอบของความต้องการด้านการเมืองและการทูต แล้วจบลงด้วยสิ่งที่สยามปรารถนา" อาจารย์สุรชาติย้ำ
แม้การเดินกลเกมทั้งหมดตกอยู่กับคนในราชสำนัก แต่ชัยชนะที่ได้รับช่วยสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับกองทัพไทยทั้งในบริบทการเมืองและความมั่นคง
ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2: กระแสขวาสูงสุดยุค "เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย"
โลกสงบสุขอยู่ได้ไม่นาน ก็หวนคืนสู่สงครามใหญ่ในยุโรปอีกครั้งเมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเผด็จการนาซี บุกโปแลนด์เมื่อ 1 ก.ย. 2482 คำถามเก่าย้อนกลับมาอีกครั้ง ไทยจะยืนข้างใคร

ที่มาของภาพ, กลุ่มงานพิพิธภัณฑ์และจดหมายเหตุ สำนักเลขาธิการสภาฯ
ทว่าบริบทการเมืองภายในเปลี่ยนไปหลังปฏิวัติสยาม 2475 โจทย์สำคัญของไทยคือการปรับเส้นเขตแดนที่ไม่เป็นสากลกับฝรั่งเศส รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ต่อรองกับรัฐบาลฝรั่งเศสจนเกือบไปถึงจุดที่ได้ใช้มาตรฐานสากลในการกำหนดร่องน้ำ แต่บังเอิญ "ปารีสแตก" (กรุงปารีสถูกยึดครองโดยกองทัพเยอรมัน) เสียก่อน ทำให้ความหวังของจอมพล ป. พังทลายลง พร้อม ๆ กับการก่อตัวของกระแสขวาในไทยอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวของกลุ่มเรียกร้องเอาดินแดนคืนจากฝรั่งเศส ความตึงเครียดระหว่างไทย-ฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น ก่อนระเบิดเป็นสงครามอินโดจีน (สงครามไทย-ฝรั่งเศส) ในปี 2484 เมื่อเครื่องบินฝรั่งเศสทิ้งระเบิดใส่ จ.นครพนม
"ในสงครามโลกครั้งที่ 1 สงครามสร้างความยิ่งใหญ่ให้ทหารจริง แต่เราอยู่ภายใต้เงื่อนไขของระบอบกษัตริย์ แต่สงครามอินโดจีน ผู้นำกลายเป็นผู้นำทหาร... ดังนั้นหลังชัยชนะในสงครามอินโดจีน บทบาททหารจึงสูงเด่นเป็นอย่างมาก" ศ.ดร.สุรชาติระบุ

ที่มาของภาพ, Keystone/Getty Images
สิ่งที่ตามมากับสงครามอินโดจีนคือการเข้ามาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยญี่ปุ่น ทำให้ไทยได้ดินแดนคืนมา 5 ส่วน แม้ไม่ได้ทั้งหมด ขณะเดียวกันญี่ปุ่นได้ตัดสินใจยกพลขึ้นบกที่ไทย ซึ่งต่อมารัฐบาลไทยได้เปิดดินแดนให้ผ่านบ้านและยอมรับเงื่อนไขอื่น ๆ กลายเป็นเงื่อนไขให้ไทยเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มตัวเมื่อ 25 ม.ค. 2485 (ค.ศ. 1942) โดยร่วมกับฝ่ายอักษะ
"กองทัพเป็นคนพาประเทศไทยเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่มันไม่ได้จบลงตามความฝันของจอมพล ป. ที่เห็นญี่ปุ่นชนะ แล้วเรามีส่วนรับผลประโยชน์จากชัยชนะของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามยังมีความโชคดี เมื่อผู้นำคณะราษฎรสายพลเรือนนำโดยปรีดี พนมยงค์ ตั้งขบวนการเสรีไทย ทำให้มันจบลงด้วย 'ญี่ปุ่นแพ้ แต่ไทยไม่แพ้' เราไม่ถูกยึดครองโดยสัมพันธมิตร กองทัพไทยไม่ถูกยุบและปลดอาวุธเหมือนประเทศผู้แพ้สงครามอื่น ๆ โครงสร้างการเมืองไทยไม่ถูกเปลี่ยนแปลง" นักรัฐศาสตร์จากรั้วจามจุรีกล่าว
หลังสงครามโลกสงบ สงครามความคิดการเมืองจึงค่อย ๆ ก่อตัวในไทย
ยุคสงครามเย็น: ระเบียบโลกชุดต้านคอมมิวนิสต์สร้าง "เผด็จการในตำนาน"
กองทัพที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายอักษะก่อรัฐประหาร พ.ย. 2490 แล้วเข้ามามีบทบาททางการเมือง ท่ามกลางคำถามใหญ่ว่าทำไมฝ่ายสัมพันธมิตรถึงยอม แม้หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ร้องขอให้สหรัฐฯ และอังกฤษแทรกแซงการยึดอำนาจที่กรุงเทพฯ ทว่าไม่มีเสียงตอบรับจากวอชิงตันและลอนดอน

ที่มาของภาพ, Hulton Archive/Getty Images
"วิกฤตการณ์หลังสงครามพาชุดความคิดใหม่มาสู่ผู้นำชาติมหาอำนาจตะวันตก และนำระเบียบโลกอีกชุดหนึ่งมา โดยเฉพาะเมื่อจีนเปลี่ยนแผ่นดินหลังชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์จีนใน ต.ค. 2492 และเกิดสงครามเกาหลีเมื่อ มิ.ย. 2493 ในสภาพแบบนี้ รัฐประหาร 2490 จึงมารองรับสถานการณ์ที่จะเกิดในอนาคต ดังนั้นเมื่อเกิดสงครามเกาหลี ไทยจึงเป็นชาติแรกในเอเชียที่ตอบรับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ในการส่งกำลังรบเข้าสู่สนามรบในเกาหลี" ศ.ดร.สุรชาติกล่าว
มุมมองของชาติมหาอำนาจต่อกองทัพเปลี่ยนไปตามบริบทการเมืองในยุคหลังสงคราม เพราะไม่มีกลไกใดจะต่อสู้ในสงครามคอมมิวนิสต์ได้มีประสิทธิภาพกว่ากองทัพ
"ในโลกยุคสงครามเย็น ช่วยให้ระบอบทหารไทยดำรงอยู่และมีความชอบธรรม ผมคิดว่าโจทย์นี้อยู่ตั้งแต่ยุคจอมพล ป. จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร มันเป็นระเบียบการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเวทีโลก" อาจารย์สุรชาติกล่าว

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
สถานการณ์ของไทยเข้าสู่จุดล่อแหลม เมื่อลาว เวียดนาม กัมพูชา พ่ายฝ่ายคอมมิวนิสต์ ท่ามกลางความวิตกว่าไทยอาจเป็นชาติต่อไป ศ.ดร.สุรชาติชี้ว่าความกลัวชุดนี้ทำให้มีการปราบปรามขบวนการนักศึกษาในปี 2519 "แต่พอปราบแล้ว คำตอบกลับไม่ใช่ ผู้นำทหารบางส่วนเริ่มคิดว่าถ้าจะสู้สงครามคอมมิวนิสต์ โดยไทยไม่เป็นโดมิโนตัวที่ 4 การใช้เครื่องมือทหารแบบเก่าอาจไม่ใช่คำตอบ จึงนำไปสู่ความพยายามเปลี่ยนความคิดของชนชั้นนำ และการปรับยุทธศาสตร์ทหารที่ยอมรับว่าประชาธิปไตยเป็นอุดมการณ์ที่สู้แล้วชนะคอมมิวนิสต์ได้"
รูปธรรมคือ การออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 ในสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "ป่าแตก" หรือแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ออกจากป่า ทำให้ พคท.เริ่มประสบปัญหา
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชี้ว่า ไทยมี 2 โจทย์ซ้อนกันตลอดเวลาคือ การเมืองและความมั่นคงภายใน กับ สงครามและความมั่นคงภายนอก ที่สุดแล้วผู้นำยุคนั้นจึงตัดสินใจพาประเทศกลับสู่ประชาธิปไตยแม้เป็น "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" เพื่อยุติการสู้รบกับ พคท. พร้อมเปิดศึกนอก ทำสงครามเวียดนาม
แม้ พล.อ.เปรมอยู่นาน แต่เป็นการอยู่บนเงื่อนไขความมีเสถียรภาพทั้งจากภายนอกและภายใน กระทั่งถึงจุดหนึ่งนายกฯ เลือกตั้งถึงกลับมา ก่อนสลับฉากด้วยการรัฐประหาร
ยุคปัจจุบัน: เขียน "ผีนักการเมือง" กับการต่อสู้ของเสรีนิยม VS เสนานิยม
หลังสิ้นสุดสงครามเย็นปี 2532/2533 ไทยมีรัฐประหาร 3 ครั้ง ในเดือน ก.พ. 2534 ก.ย. 2549 และ พ.ค. 2557 นั่นเพราะกองทัพไทยยังคงอยู่ในโลกเก่าของทหารกับการเมืองในยุคสงครามเย็น ยังต้องการเป็น "ผู้ควบคุมการเมือง" โดยมี "สฤษดิ์โมเดล" เป็นความใฝ่ฝันที่ผู้นำทหารไทยต้องการไปให้ถึง

ที่มาของภาพ, Getty Images
"มันมีชุดความคิดหนึ่ง ถ้ามีปัญหาความขัดแย้ง แก้อะไรไม่ได้ วิธีที่จะรีเซ็ตการเมืองไทยทำได้ด้วยการรัฐประหาร ดังนั้นปุ่มการเมืองไทยที่เขียนว่า 'รีเซ็ต' มันคือรัฐประหาร และพอเกิดความเชื่ออย่างนี้ ทหารจึงกลายเป็นเครื่องมือ" ศ.ดร.สุรชาติกล่าว
ประเด็นที่เขาชวนสังคมพิจารณาคือ รัฐประหารปี 2534 และ 2549 มีความคล้ายกันคือไม่คาดหวังจะอยู่ในอำนาจนาน เป็นเหมือนการรีเซ็ตจริง ๆ ต่างจากการรัฐประหารเที่ยวล่าสุดปี 2557 ที่มุ่งหมายครองอำนาจนาน แต่สถานการณ์โลกไม่เป็นใจ-ไม่มีใครตอบรับทหารไทยเหมือนในยุคสงครามเย็น แม้การเมืองโลกคล้ายเอียงขวาซึ่งเป็นผลพวงจากการก่อการร้ายในยุโรป วิกฤตผู้อพยพ กระแสกลัวมุสลิม ไม่เอาโลกาภิวัตน์ ไม่เอาสหภาพยุโรป ชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนักรัฐศาสตร์เรียกทั้งหมดนี้ว่า "ประชานิยมปีกขวา" (right wing populism) ที่สร้างฝ่ายอนุรักษ์นิยมอีกชุด แต่เขาเชื่อว่ากระแสโลกาภิวัตน์ที่เป็นเสรีนิยมยังอยู่ เพียงแต่อาจอ่อนแรงลงบ้าง

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
เมื่อย้อนกลับมามองบ้านเรา อาจารย์สุรชาติเห็นว่าไม่ใช่ประชานิยมปีกขวาแบบยุโรป แต่เป็นอนุรักษ์นิยมแบบเก่า หรือ "ขวาโบราณ" ซึ่งภายหลังรัฐประหารปี 2549 ถึงปัจจุบันคือการสู้กันของอุดมการณ์ 2 ชุด ระหว่าง "พลังเสรีนิยม" กับ "พลังเสนานิยม" ที่มีพวก "ขวาโบราณ" เป็นแรงขับเคลื่อนใหญ่ที่สุด-ยังเป็นกองเชียร์ทหาร ซึ่งพาชนชั้นกลางบางส่วนกลายเป็นสายอนุรักษ์นิยมไปด้วย
นั่นทำให้โจทย์การเมืองไทยวันนี้ ไม่ใช่เรื่อง ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่เป็นโจทย์ทางความคิดที่ใหญ่กว่าคือสังคมไทยจะเดินไปสู่อนาคตด้วยแรงขับเคลื่อนทางความคิดแบบ "เสรีนิยม" หรือ "เสนานิยม"
หาก "ผีคอมมิวนิสต์" เคยมีส่วนสำคัญในการทำให้ผู้นำเผด็จการทหารกุมสภาพการเมืองไทยได้เบ็ดเสร็จ ผีที่ผู้นำรัฐบาล คสช. กำลังปลุกปั้นก็ไม่ใช่ "ผี 2 ตัว - ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" หากแต่เป็น "ผีนักการเมือง" นี่คือตัวแบบการเมืองละตินอเมริกาหลัง 2503 คือการปลุกกระแสต่อต้านนักการเมือง (anti-politics)
"หลังรัฐประหารในละตินอเมริกา ทหารก็สร้างประชานิยมไม่ต่างจากที่เราเห็นที่กรุงเทพฯ เป็น 'เสนาประชานิยม' ในสังคมละตินอเมริกาทำมาแล้ว ล้มละลายมาแล้ว สุดท้ายของระบอบทหารที่มากับอุดมการณ์ต่อต้านการเมืองคือวิกฤตหนี้ละตินอเมริกา ค.ศ. 1980 และหนึ่งในวิกฤตหนี้ก็เกิดจากกองทัพซื้ออาวุธโดยไม่คำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจที่เป็นจริงของประเทศ ผมไม่รู้จะคล้ายเมืองไทยไหม แต่หลังรัฐประหารปี 2557 กองทัพไทยซื้ออาวุธเยอะมาก" อาจารย์ผู้ศึกษาการเมืองเปรียบเทียบละตินอเมริกา-ไทยกล่าว
การต่อสู้ของ "เสรีนิยม" หรือ "เสนานิยม" ที่เกิดขึ้นจะยังคงอยู่อีกนาน ตราบที่อุดมการณ์กองทัพไทยยังไม่หลุดออกจากโลกในยุคสงครามเย็น ศ.ดร.สุรชาติกล่าวทิ้งท้าย








