85 ปี ปฏิวัติสยาม: ประวัติศาสตร์ที่ “ต้องจัดการ”

คำบรรยายวิดีโอ, รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ นักประวัติศาสตร์จากจุฬาฯ มองว่าการถอนหมุดคณะราษฎรแล้วแทนที่ด้วยหมุดหน้าใส สะท้อนความพ่ายแพ้ทางภูมิปัญญาของพวกอนุรักษ์นิยม
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวอิสระ บีบีซีไทย

กว่าแปดทศวรรษหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ประเทศไทยยังวนเวียนอยู่กับการรัฐประหาร และการปกครองโดยทหารที่พยายามบอกให้ประชาชนลืมความเป็นมาของ 24 มิถุนายน 2475 ท่ามกลางปริศนาการหายไปของ "หมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ" กว่า 2 เดือนมาแล้ว

ในสายตาของ "ผู้ก่อการ" 24 มิถุนายน 2475 คือวันแห่งการ "สร้างชาติใหม่" ภายใต้การปกครอง "ระบอบใหม่" จึงเลือกฝังหมุดทองเหลืองที่มีข้อความว่า "24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง ณ ที่นี้ คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ" ลงบนถนนอู่ทองใน หน้าลานพระบรมรูปทรงม้า ตรงจุดที่พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร ยืนอ่านประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ซึ่งนักประวัติศาสตร์บางส่วน เปรียบเปรยหมุดนี้เป็นเสมือน "รอยเท้า" ของคณะราษฎร

แต่ในความคิดของคณะเจ้าและฝ่ายอนุรักษ์นิยม 24 มิถุนาฯ คือประวัติศาสตร์ที่ต้องจัดการ นั่นคือจุดเริ่มต้นในการแปลงคณะราษฎร จาก "ผู้นำเข้าประชาธิปไตยแบบสากล-ผู้สร้างความศิวิไลซ์" ให้เป็น "ผู้ร้าย"

รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับบีบีซีไทยว่าขบวนการโจมตีคณะราษฎรเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2490 โดยสัมพันธ์กับการพัฒนาและเติบโตของขบวนการอนุรักษ์นิยมในสังคมไทย โยงกับฝ่ายนิยมเจ้าที่หมดบทบาทไปหลังปี 2476 แต่มาได้รับการฟื้นฟูบทบาทในยุคประชาธิปไตยภายใต้การนำของนายปรีดี พนมยงค์ และมีบทบาทสูงมากเมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม สมาชิกคณะราษฎรคนสุดท้ายถูกรัฐประหาร นั่นคือการล่มสลายของรัฐบาลคณะราษฎร

คณะราษฎรสายทหารบก

ที่มาของภาพ, กลุ่มงานพิพิธภัณฑ์และจดหมายเหตุ สำนักเลขาธิการสภาฯ

คำบรรยายภาพ, โฉมหน้าคณะราษฎรสายทหารบก 33 คน โดยมี พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร (คนที่ 5 แถวกลางจากซ้ายมือ) และ พ.ท.หลวงพิบูลสงคราม (คนที่ 3 แถวกลางจากซ้ายมือ) ร่วมในภาพด้วย

"สิ่งหนึ่งที่จะทำให้แนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมมั่นคงและพัฒนา คือการโจมตีคณะราษฎร นักคิดอนุรักษ์นิยมทุกสมัยมักคิดเสมอว่าประชาชนไม่มีคุณภาพ ต้องให้ชนชั้นสูง ชนชั้นนำ คนกลุ่มน้อยที่เป็นคนดีมีความสามารถปกครองบ้านเมือง สถาบันชั้นสูงเป็นสัญลักษณ์ของคนดีมีความสามารถ.. แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาธิปไตยจะมีไม่ได้นะ อาจเป็นประชาธิปไตยก็ได้ แต่ประชาธิปไตยต้องมาจากการพระราชทาน ดังนั้นพวกคณะราษฎรจึงเป็นกบฏโดยนัยเช่นนี้ คือไปจี้ไปบังคับให้พระองค์ (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว) พระราชทาน ประเด็นที่เขาโจมตีในระยะต้นๆ ไม่ได้โจมตีประชาธิปไตย แต่โจมตีกบฏว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง และ 'ชิงสุกก่อนห่าม' ในเมื่อในหลวงจะพระราชทานอยู่แล้ว ทำไมต้องไปแย่งยึดมา" รศ.ดร.สุธาชัยกล่าว

มรดกของคณะราษฎรคล้ายถึงกาลอวสาน เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยการรัฐประหารปี 2501 ปฏิบัติการ "ลบความทรงจำ" ของสังคมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง วันปฏิวัติสยาม 24 มิถุนาฯ ที่ถูกกำหนดให้เป็น "วันชาติ" มีมรณะ ไม่ต่างจากสถานะของหมุดคณะราษฎรที่ถูกทำให้หมดความสำคัญ ก่อนหายไปอย่างเงียบๆ ครั้งแรกในปี 2503

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

ทว่าในทัศนะของ รศ.ดร.สุธาชัย นี่อาจเป็นเพียงความ "บังเอิญ"

"ไม่มีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่าสฤษดิ์เป็นคนสั่งหรือเปล่า แต่อาจเกิดจากความไม่สนใจ เนื่องจากไม่ได้เป็นสมาชิกคณะราษฎร (หลังจอมพลสฤษดิ์เสียชีวิต เลขาธิการสภา ได้นำหมุดมาวางคืน) จริงๆ ปีแรกหลังรัฐประหารยังมีวันชาติอยู่นะ เพิ่งมายกเลิกแล้วเปลี่ยนวัน เพราะสฤษดิ์ต้องการสร้างสัญลักษณ์ใหม่โดยเอาสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นแกนกลาง ดังนั้นสฤษดิ์ไม่ได้ยุบวันชาติ แต่เปลี่ยนวันชาติจาก 24 มิถุนายน เป็นวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพ ผมเข้าใจว่าความหมายของวันชาติเสื่อมลงหลังจากนั้นต่างหาก ไม่ได้เป็นความจงใจของสฤษดิ์ แต่ในฐานะที่เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษามีความสำคัญในนัยอื่นมากขึ้น เช่น กลายเป็นวันพ่อ และอื่นๆ อีกหลายความหมาย คือมันถูกใส่ความหมายมากเกินไป ทำให้ความหมายของการเป็นวันชาติเลือนหายไป"

ปัจจุบันสังคมอาจรู้สึกว่าจอมพลสฤษดิ์เป็นคนทำลายสัญลักษณ์ของคณะราษฎร ทว่าก่อนวันวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 เขาคือมรดกของการยึดอำนาจปี 2475

"ตอนนั้นจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกจับโยงกับคณะราษฎร แล้วบอกว่า 'นี่ไงคือพวกที่ก่อการรัฐประหารทำลายบ้านเมือง' แล้วเอาประชาธิปไตยไปโยงกับรัชกาลที่ 7 เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยจึงเกิดจากรัชกาลที่ 7 แล้วค่อยๆ พัฒนาเรื่อยมา การเคลื่อนไหวในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ถึงอัญเชิญพระราชหัตถเลขาสละราชย์ของรัชกาลที่ 7 มา และตีความว่าพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 7 คือประชาธิปไตย แต่กรอบเหล่านี้มาพังหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็นช่วงที่คณะราษฎรได้รับการฟื้นฟูบทบาท"

ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวม

ในปี 2525 ซึ่งเป็นปีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี คือจุดรุ่งเรืองสูงสุดของฝ่ายอนุรักษ์นิยมและกษัตริย์นิยม

"ชัยชนะที่แน่นอนถาวรของฝ่ายอนุรักษ์นิยม คือความพ่ายแพ้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" รศ.ดร.สุธาชัย ในฐานะอดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ระบุ

แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดเริ่มในการอธิบายบทบาทคณะราษฎรแบบใหม่ ในวาระครบรอบ 50 ปีของการปฏิวัติสยามในปี 2525 รวมถึงการถึงแก่อสัญกรรมของนายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎรสายพลเรือน ในปี 2526 มีการนำประวัตินายปรีดีมาศึกษาเพื่อ "ฟื้นฟูเกียรติ" นั่นหมายถึงการตีความใหม่ให้คณะราษฎร ตามด้วยการตีความบทบาทใหม่ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งพบว่ามีลักษณะ 2 ด้าน ด้านหนึ่งเป็นเผด็จการ แต่อีกด้านก็ใช้อำนาจเผด็จการเพื่อรักษาประชาธิปไตย และรักษาหลักการของคณะราษฎร

"ตั้งแต่ปี 2525 และ 2535 คณะราษฎรได้รับความสนใจมากขึ้น อย่างน้อยก็ในโลกวิชาการ ทำให้ความสำคัญของหมุดเพิ่มขึ้น ก็เริ่มมีคนไปทำพิธีกรรม หรือไปรำลึกประชาธิปไตยที่หมุดในวันที่ 24 มิถุนาฯ ของทุกปี มากบ้างน้อยบ้าง บางปีไป 10 คน บางปีไปเป็น 100 คน" รศ.ดร.สุธาชัยกล่าว

หนังสือที่ทำให้เกิดการตีความคณะราษฎรใหม่

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, หนังสือ "การปฏิวัติ 2475" ออกสู่สาธารณะในวาระครบ 60 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยชี้ให้เห็นความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ในการปฏิวัติ ทำลายวาทกรรม "ชิงสุกก่อนห้าม" ซึ่งเป็นการตีความคณะราษฎรใหม่

เมษายน 2560 หมุดคณะราษฎรหายไปอย่างมีเงื่อนงำ-กลบทับด้วย "หมุดหน้าใส" ไม่มีคำอธิบายจากรัฐไทยต่อปรากฏการณ์ "หมุดหาย" ท่ามกลางความคลางแคลงใจ การตีความแตกต่างหลากหลายจากผู้คนในสังคม

ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักประวัติศาสตร์เจ้าของผลงาน "ปฏิวัติ 2475" ระบุไว้ในเฟซบุ๊กว่า "การปักหมุดในอดีตคือสัญลักษณ์ของการปฏิวัติที่ไม่นองเลือด และประนีประนอมกันระหว่างคณะราษฎรกับคณะเจ้า แต่การถอนหมุดน่าจะเป็นสัญลักษณ์ในปัจจุบันของการไม่ปรองดอง ไม่ปฏิรูป และความรุนแรง กับการนองเลือดที่จะบังเกิดเพิ่มขี้นๆ ระหว่างตัวแทนของฝ่ายอประชาธิปไตยกับฝ่ายประชาธิปไตยในช่วงของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสุดของชาติไทย"

หมุดใหม่ถูกนำมาติดตั้งแทนที่หมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ ในช่วงต้นเดือน เม.ย. 2560

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, หมุดใหม่ถูกนำมาติดตั้งแทนที่หมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ ในช่วงต้นเดือน เม.ย. 2560

ขณะที่คำถามใหญ่ของผู้สนใจศึกษาประวัติศาสตร์คือ นี่คือการกลับมาของปฏิบัติการ "ทำลายอดีต" ที่จารึกโดยคณะราษฎรใช่หรือไม่? "มือที่มองไม่เห็น" จงใจเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ใช่หรือไม่?

"แต่เราจะเห็นว่ามันไม่ได้" รศ.ดร.สุธาชัยแย้ง ก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่า "ไม่มีใครให้ความสำคัญกับหมุดหน้าใสเลยในเชิงประวัติศาสตร์ ผมคิดว่าการถอนหมุดคณะราษฎรแล้วเอาหมุดหน้าใสมาใส่ สะท้อนความพ่ายแพ้ทางภูมิปัญญาของพวกอนุรักษ์นิยม คุณสิ้นปัญญาแล้ว ไม่สามารถหาหลักฐาน หาอะไรมาสู้กับเขาในทางประวัติศาสตร์ได้ คุณก็ใช้วิธีการทำลายสัญลักษณ์ ดังนั้นผมคิดว่าเขาไม่ชนะเลย ไม่ได้มีใครชื่นชมเลยว่าสิ่งที่เขาทำมันถูกต้อง"

นักประวัติศาสตร์จากจุฬาฯชี้ว่า ความอ่อนหัดทางการเมืองของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ทำให้ "หมุดที่หายไป" ช่วยสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับ "ประวัติศาสตร์กระแสรอง" ทำให้คนรุ่นหลังช่วยกันขุดคุ้ย-แสวงหาองค์ความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ปฏิวัติสยามที่ไม่อยู่ในตำราของกระทรวงศึกษาธิการ

"ถ้าคณะราษฎรยังอยู่ในอำนาจถึงทุกวันนี้ ผมว่าตายไปแล้ว แต่ที่อยู่ได้เพราะไม่ได้เป็นแล้วไง คือหมายความว่าภาระในการอธิบายประวัติศาสตร์มันตกอยู่ในมือคนอื่นแล้ว"

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจาก "การเมืองวัฒนธรรมไทย ว่าด้วยความทรงจำ/วาทกรรม/อำนาจ" โดยประจักษ์ ก้องกีรติ

สัจธรรมทางการเมืองไทย ใครมีอำนาจ-ใครชนะ คนนั้นเขียนประวัติศาสตร์ แต่นักประวัติศาสตร์จากรั้วจามจุรีไม่แน่ใจในคำกล่าวนี้

ในอดีตชนชั้นนำอาจครอบงำ "ประวัติศาสตร์กระแสหลัก" แต่ในโลกสมัยใหม่มี 2 ปัจจัยที่ทำให้หลายอย่างเปลี่ยนไปคือ การขยายตัวอย่างมากของการศึกษาที่ทำให้คนทุกกลุ่มในสังคม "เข้าถึง" หนังสือ และการขยายตัวของสื่อใหม่ๆ ที่ทำให้ชนชั้นนำไม่อาจผูกขาดการเขียนประวัติศาสตร์อีกต่อไป ตรงกันข้ามพวกเขากำลังถูกท้าทาย-ลดทอนบทบาท

"ในสังคมสมัยใหม่ ประวัติศาสตร์กระแสหลักไม่ได้เป็นเรื่องเดียวเสียแล้วที่คนพูดถึง หรือบางเรื่องคนไม่เอาด้วยซ้ำ ดังนั้นอาจจะสรุปหลวมๆ ว่าชนชั้นนำเขียนประวัติศาสตร์ หรือผู้ชนะเขียนประวัติศาสตร์ แต่ไม่สมบูรณ์ คนอื่นก็มีสิทธิเขียนหรือมีสิทธิเล่า แต่มันอาจจะไม่ได้เป็นกระแสหลัก"

ต่อต้านรัฐประหาร คสช. ครบ 2 ปี

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประชาชนแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านการรัฐประหารในวาระครบ 2 ปี คสช. เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2559

ทว่ายังมีสารพัดวาทกรรมทั้ง "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ" "ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ช่วยตอกย้ำ-ค้ำจุนอุดมการณ์แบบชนชั้นนำ และดูเหมือนจะมีชัยชนะเหนืออุดมการณ์ "ประชาธิปไตยแบบคณะราษฎร" ตลอด 85 ปีที่ผ่านมา

รศ.ดร.สุธาชัยโยนคำถามกลับ "วันนี้มันชนะเพราะอะไร ชนะเพราะใช้ปืนจี้อยู่ในมือใช่ไหม ผมคิดว่านี่เป็นชัยชนะที่ชั่วคราวมาก ผมไม่คิดว่าปืนจะอยู่ได้ตลอดไป ประชาธิปไตยแบบคณะราษฎรหรือแบบตะวันตก มันเป็นกระแสโลกไงครับ มันมีประเทศไหนบ้างที่เป็นประชาธิปไตยแล้วถอยกลับมาสู่เผด็จการ ถ้าไม่นับประเทศไทย ประเทศเดียวในโลก นี่คือคำตอบว่าอยู่ไม่ได้ พม่ายังแพ้ รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าแข็งกว่าไทยตั้งเท่าไร ในที่สุดยังต้องยอม ต้องผ่อนปรน"

"85 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จอย่างมากของขบวนการที่เกิดขึ้นในสังคมไทยคือการเอาประชาธิปไตยไปถ่ายทอด ไปติดแน่นในหมู่ประชาชนชั้นล่าง เราถึงพบว่าชนชั้นล่างไม่เอารัฐประหาร ชนชั้นกลางและชนชั้นสูงต่างหากที่เอารัฐประหาร"

นั่นหมายความว่าประวัติศาสตร์ของกลุ่มคนที่เชื่อว่าตัวเองเป็น "ผู้ก่อการดี" ในวันนี้ มีสิทธิกลับกลาย-ถูกจัดการในวันหน้า เพราะทุกหน้าประวัติศาสตร์ล้วนเกิดจากการให้ความหมายโดยคนรุ่นหลัง!!!

หมายเหตุ : ติดตามรายงานพิเศษชุด "มอง 85 ปีประชาธิปไตยผ่านมรดกคณะราษฎร" ได้ตลอดเดือน มิ.ย. สัปดาห์หน้าพบกับ "อ่านความหมาย 'ประชาธิปไต' ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย"