You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
14 ปี ไฟใต้ ความรุนแรงลดลง แต่ นักสิทธิฯชี้การซ้อมทรมานยังมี
หลัง 14 ปีไฟใต้ ทหารบอกว่าสถานการณ์ก้าวหน้าไปมากและคาดว่าจะส่งต่อการปกครองในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กับหน่วยงานพลเรือนภายในสิ้นปี 2562
แม้เห็นด้วยว่าสถานการณ์ดีขึ้น แต่นักต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนชี้ว่าการละเมิดสิทธิยังคงอยู่ โดยเฉพาะการซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่มีรายงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ทางการปฏิเสธว่าสอบสวนไม่พบการกระทำเช่นนี้
การปล้นอาวุธปืนครั้งใหญ่จากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือ ค่ายปิเหล็ง อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อ 4 ม.ค. 2547 เป็นการเริ่มต้นของความรุนแรงนานารูปแบบทั้งการกราดยิง วางระเบิด ทำลายสาธารณูปโภค ฯ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ - ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส รวมกับ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลาในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีคนเสียชีวิตไปเกือบ 7,000 ราย แต่ทั้งเจ้าหน้าที่และนักวิชาการที่ติดตามเรื่องนี้บอกว่าสถานการณ์ดีขึ้นเป็นลำดับ
แผนส่งมอบพื้นที่ให้หน่วยงานพลเรือนปลายปี 62
พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) เผยกับบีบีซีไทยว่าการแก้ปัญหาความรุนแรงโดยรัฐบาลนั้นประสบผลสำเร็จด้วยดี เมื่อดูจากสถิติทั้งหลาย
"เราถึงมั่นใจว่าปัญหาในพื้นที่น่าจะลดลงไปจนถึงระดับที่สามารถส่งมอบพื้นที่การปกครองให้แก่หน่วยงานพลเรือนในปลายปี 2562" พ.อ. ปราโมทย์กล่าว
พ.อ. ปราโมทย์ชี้ว่าในช่วงปีงบประมาณที่แล้ว ซึ่งเริ่มจากเดือนตุลาคม ปี 2559 มาจนถึงเดือนกันยายนปี 2560 คดีความมั่นคงและอัตราความสูญเสียลดลงไปถึงร้อยละ 52 และในสามเดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 หรือระหว่างเดือนตุลาคม ถึง ธันวาคม 2560 นั้น คดีความมั่นคงลดและอัตราความสูญเสียลดลงกว่าร้อยละ 72 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว
เขากล่าวอีกว่ามีการถอนทหารออกจากพื้นที่ไปแล้วหมื่นกว่าตำแหน่ง โดยเมื่อปี 2560 ถอนออกไป 8,700 อัตรา และปีนี้อีก 3,000 อัตรา แต่ได้มีการสร้างชุดคุ้มครองตำบลซึ่งเป็นกองกำลังภาคประชาชนช่วยดูแลแทน 164 ชุด
ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้เห็นสอดคล้องกับ พ.อ.ปราโมทย์ว่าสถานการณ์ดีขึ้น สถิติที่ศูนย์เฝ้าระวังฯ ชี้ว่าปี 2560 เกิดเหตุน้อยที่สุดในรอบ 14 ปี
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ศรีสมภพยังเห็นว่าทหารยังคงมีอำนาจในพื้นที่อย่างเข้มข้นต่อไป การถอนกองกำลังในพื้นที่ภายในกอรมน.ภาค 4 สน. ไม่ได้หมายความว่าทหารประจำการในพื้นที่จะลดน้อยลงไป เขาแจงกับบีบีซีไทยว่าเป็นแค่การเปลี่ยนโครงสร้างของกองกำลังที่ประจำอยู่ในพื้นที่มีทั้งหมดราว 60,000 นาย ที่ถูกถอนออกไปเป็นกำลังทหารที่มาจากทัพภาค 1, 2,3 "แต่มีการเพิ่มของกองทัพภาค 4 ที่ประจำอยู่ในพื้นที่ รวมทั้งขยายกองกำลังทหารพรานเพิ่ม และคิดว่าก็ยังจะคงอยู่ในราว 60,000 นายต่อไป"
สถานการณ์ที่ดีขึ้นนั้นเป็นเพราะ "เจ้าหน้าที่รัฐระมัดระวังไม่ละเมิดสิทธิฯของคนพื้นที่มากขึ้น และมีการเปิดพื้นที่ให้กับภาคประชาสังคมเข้ามามีบทบาทมากขึ้นด้วย รวมกับการเจรจาสันติภาพที่ให้เห็นความพยายามใช้การเมืองนำการทหาร" ผศ.ดร. ศรีสมภพสรุป
การละเมิดสิทธิจากคนของรัฐยังมีต่อไป
ทางด้าน นายอิสมาแอ เตะ ประธานองค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปัตตานี (HAP) ซึ่งให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิจากเจ้าหน้าที่รัฐ กล่าวว่า แม้จะเห็นด้วยว่าสถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้น แต่หน่วยงานของเขายังได้รับรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลอยู่เนือง ๆ
เขาระบุว่าในปีที่ผ่านมา มีคนมาขอความช่วยเหลือจาก HAP ราว 15 ราย ซึ่งคนเหล่านี้ระบุว่าถูกทรมานจากเจ้าหน้าที่รัฐ
"เราหาร่องรอยทางกายไม่พบ ซึ่งพวกเขาระบุว่ารูปแบบการทรมานเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่ทิ้งรอยเอาไว้ อย่างเช่น เมื่อถูกนำตัวไปก็จะบังคับให้ถอดเสื้อผ้าและให้อยู่ในห้องปรับอากาศที่หนาวเย็นมากเป็นเวลาหลายชั่วโมง หรือถูกบังคับให้ทำท่าออกกำลังกายท่าใดท่าหนึ่งบนเก้าอี้เป็นเวลานาน เป็นต้น"
แม้ว่า HAP ไม่สามารถฟันธงได้ว่าถูกทรมานจริงหรือไม่ แต่ก็ได้ส่งกรณีเหล่านี้ไปหาแพทย์เพื่อให้ประเมินทางจิตใจ รวมทั้งเข้ารับการรักษาเยียวยาจิตใจหากว่ามีอาการทางจิตอันเป็นผลมาจากการถูกทำร้าย ซึ่งอิสมาแอชี้ว่าแพทย์ได้พบว่าคนเหล่านี้มีอาการอย่างเช่นหวาดระแวงหวาดกลัว และมีอาการโรคเครียดหลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญ (พีทีเอสดี)
อิสมาแอเองก็เป็นผู้ถูกซ้อมทรมานของเจ้าหน้าที่รัฐด้วยเช่นกัน เขาถูกจับในปีพ.ศ. 2551 ในขณะที่ยังเป็นนักศึกษา เขาเล่าว่าถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมโดยใช้ของแข็งตี หลังจากที่ถูกปล่อยตัวออกมา เขาก็ได้ฟ้องร้องและได้รับเงินชดเชยเยียวยาจากทางการราวสี่แสนกว่าบาท เขาได้ก่อตั้งศูนย์เพื่อช่วยเหลือผู้มีประสบการณ์เช่นเดียวกับตัวเอง
ส่วน พ.ญ. เพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 ปัตตานี สังกัดกรมสุขภาพจิต ซึ่งรับดูแลกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงเหล่านี้ที่ถูกส่งมาจากกลุ่มแบบ HAP ในช่วงสามปีที่ผ่านมา กล่าวว่า กลุ่มคนที่อ้างว่าถูกทางการซ้อมทรมานนี้มีลักษณะทางจิตที่บ่งบอกว่าน่าจะผ่านเหตุร้ายแรงทั้งต่อจิตใจและร่างกายมาก่อน
"ในกลุ่มที่ถูกส่งตัวมานี้ มีอาการพีทีเอสดีสูงมาก ถึงร้อยละ 20 นอกจากนี้ก็ยังมีอาการอื่น ๆ อย่างเช่นกลัว หวาดระแวง รวมทั้งดีเพรสชัน หรือซึมเศร้ามาด้วย ซึ่งบอกว่าได้ผ่านเหตุร้ายแรงมาก่อน" พ.ญ. เพชรดาวกล่าว
เป็นวาทกรรมบิดเบือนใส่ร้ายเจ้าหน้าที่
ทางด้านพ.อ. ปราโมทย์ ปฏิเสธเรื่องการซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่โดยสิ้นเชิง
"เป็นวาทกรรมที่ทางกลุ่มคนพวกนี้เขียนรายงานบิดเบือนใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ อย่างอิสมาแอ เตะบอกว่าไปสำรวจผู้ถูกซ้อมทรมานและออกมาเป็นรายงาน ฉบับแรกออกเมื่อปี พ.ศ. 2555 และระบุว่ามีการทรมานอย่างเช่น ตอกเล็บ ไฟลน เอางูมากัด เป็นต้น ... ส่วนฉบับที่2 ออกมาในปีพ.ศ. 2559 ว่าเจ้าหน้าที่ทางการใช้การซ้อมทรมานและย่ำยีความเป็นมนุษย์ อย่างเช่น ให้ทหารพรานหญิงใช้นมอุดจมูกเพื่อให้ขาดอากาศหายใจ มันเป็นไปได้หรือ.... ซึ่งเราก็ฟ้องร้องกลุ่มนี้ไปแล้ว แต่สุดท้ายเราก็ไปถอนฟ้องเองเนื่องจากต้องการ เปิดโอกาสให้กลุ่มเอ็นจีโอเหล่านี้ เข้ามาร่วมในโรดแมป เพื่อสันติภาพของเรา" พ.อ. ปราโมทย์กล่าว
โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน.ระบุอีกว่ากลุ่มคนเหล่านี้มักระบุว่าเจ้าหน้าที่ทางการละเมิดสิทธิ แต่ไม่เคยกล่าวหาว่าฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล ว่าละเมิดสิทธิแม้แต่น้อย
"กรณีเห็นได้ชัดก็อย่างเช่น เราเข้าไปในโรงเรียนเพื่อให้ความรู้ ความสนุกสนานกับเด็ก แต่เขากลับไปร้องเรียนว่า เราไปข่มขู่คุกคามละเมิดสิทธิของเด็ก ในโรงเรียน แต่คนร้ายวางระเบิดกับเด็ก เขาไม่เคยร้อง เอาเด็ก ๆ ไปฝึกเป็นก่อการร้ายก็ไม่เคยร้อง" พ.อ.ปราโมทย์กล่าว
เงื่อนไขแห่งสันติที่ยั่งยืน
พ.อ. ปราโมทย์กล่าวว่าทางการเองก็วางรากฐานแห่งสันติภาพเอาไว้ ซึ่งก็คือการพัฒนาที่รัฐกำลังเข้าไปทำ อย่างเช่น โครงการสามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนที่จะพัฒนาอำเภอ คือ โกลก, เบตง และหนองจิก ให้เป็นตัวนำการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่นี้ และรัฐก็เดินหน้าเจรจาในกระบวนการสันติภาพ ที่เริ่มขึ้นในปี 2558 ต่อไป
"เราเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายเข้ามาเจรจา ไม่ใช่เฉพาะกับมาราปัตตานี แต่กระบวนการสันติภาพเป็นเรื่องระยะยาว...เราก็ต้องให้เวลากับกระบวนการนี้" พ.อ. ปราโมทย์กล่าว
ในขณะที่ ผศ.ดร. ศรีสมภพเตือนว่าหากการเจรจาไม่มีผลเป็นรูปธรรม ความรุนแรงอาจจะกลับมาอีกก็ได้ การเจรจาระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับมาราปัตตานีเป็นการเอาการเมืองนำการทหาร และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ยังไม่เห็นความก้าวหน้าทางด้านการเจรจานัก
"ถ้าเกิดแนวทางสันติภาพได้ผลมันก็ต้องมีความก้าวหน้า มีผลที่เป็นรูปธรรม ทำได้จริง อย่างเช่น ประกาศพื้นที่ปลอดภัย รวมทั้งยอมรับตัวตนของกลุ่มขบวนการ และยอมรับการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น ผู้นำศาสนา องค์กรประชาชน ซึ่งถ้าไม่มีความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรม ขบวนการแบ่งแยกดินแดนก็อาจจะกลับไปใช้ความรุนแรงเหมือนเดิมอีกก็ได้" ผอ. ศูนย์เฝ้าระวังฯระบุ
ทางด้าน นายอิสมาแอเรียกร้องให้ทางการถอนการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงพิเศษทั้งสามฉบับ ได้แก่ พรบ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551, พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และ พรบ. กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457ในพื้นที่ออกไป
"ผมคิดว่าถ้าเจ้าหน้าที่ถอนกม.พิเศษสามฉบับออกไป เหตุการณ์รุนแรงต่าง ๆ ก็น่าจะลดลงไปได้"
ในขณะที่ พ.ญ.เพชรดาวเห็นว่า การยอมรับตัวตน อัตลักษณ์ของทุกฝ่ายในพื้นที่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
"ประวัติศาสตร์ของปาตานีมีหลายชุด มีของทหาร ของสยาม ของคนในพื้นที่....ต่างคนก็ต่างยึดของตัวเอง การยอมรับกันและกันเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่บีอาร์เอ็นขอตลอดมาก็คือให้ยอมรับความเป็นตัวตนของเขา ที่รัฐไทยยอมรับไม่ได้ แต่เราก็ต้องพิจารณาในรายละเอียดด้วยว่า การยอมรับ ความมีตัวตน ของอีกฝ่ายนั้น ควรใช้คำนิยามอะไร และจะลงไปลึกถึงระดับใด"
นอกจากนี้พ.ญ.เพชรดาวยังชี้ว่าพื้นที่ปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ ซึ่งควรได้รับความคุ้มครองจากทุกฝ่าย
"อยากจะขอให้พื้นที่ปลอดภัยเริ่มขึ้นที่เด็ก ๆ ก่อน เพราะพวกเขาเป็นลูกหลานของทั้งฝ่ายประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐบาล และกลุ่มขบวนการฯ ดังนั้นน่าจะเห็นร่วมกันได้ง่ายกว่าเรื่องอื่น"