You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
คดีข่มขืนที่พังงา: คำถามถึงสถานะเหยื่อความรุนแรงทางเพศ
เหตุการณ์เด็กผู้หญิงวัย 15 ปีที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศที่ จ.พังงา ซึ่งมีรายงานว่ามีผู้กระทำเป็นจำนวนถึง 40 คน แม้เหตุการณ์นี้มีข้อมูลใหม่ ๆ ออกมาจากหลายฝ่ายรวมทั้งไม่สามารถสรุปได้ว่าจะไปทางใดกันแน่ แต่เหตุการณ์นี้ก็ได้นำคำถามกลับขึ้นมาสู่สังคมอีกครั้งหนึ่งว่าสถานการณ์ของเหยื่อความรุนแรงทางเพศในไทยปัจจุบันนี้เป็นอย่างไรบ้าง
บีบีซีไทยได้คุยกับนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานกับหญิงที่เป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศเพื่อสะท้อนในอีกแง่มุมหนึ่ง
ผู้กระทำจำนวนมากไม่ถูกลงโทษ
วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวว่า พอเห็นข่าวในแง่ที่ข้อเท็จจริงจากประสบการณ์ที่ทำงานกับคนที่ทำงานกับผู้หญิงที่ถูกรังแกในสังคมก็คือ เหตุการณ์ข่มขืนรุมโทรมผู้หญิงยังเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทยแต่ผู้คนก็ไม่ได้รับรู้กันมาก มักจะมีแต่คนที่ปฏิบัติงานอยู่โรงพยาบาล ตำรวจหรือว่านักสังคมสงเคราะห์อื่น ๆ ที่ประสบเหตุตลอดมา
ปัญหาใหญ่ก็คือ คนเป็นผู้กระทำจำนวนมากรอดพ้นจากการถูกลงโทษ ซึ่งทำให้สามารถกระทำความผิดซ้ำ ๆ กันต่อไปได้ เพราะระบบยุติธรรมของเราที่ยังไม่มีตัวช่วยสำหรับผู้หญิงที่ถูกกระทำให้ดำเนินคดีผู้ต้องหาได้มากนัก ตั้งแต่ การแจ้งความกับตำรวจที่มักเป็นผู้ชาย ความอับอายที่ทำให้ไม่ตัดสินใจแจ้งความในวันแรก ๆ ที่เกิดเหตุจนทำให้หลักฐานซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินคดีหายไป นอกจากนี้ก็ยังมีการตัดสินของสังคมที่มองว่าเหยื่อเหล่านี้กระทำตัวไม่เหมาะสม และเมื่อถูกกระทำแล้วจะมีความผิดปกติทางจิตใจไปจากเดิม รวมถึงทัศนคติของผู้หญิงเองที่มักมองว่าตัวเองมีส่วนผิดที่ทำให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อ
วราภรณ์กล่าวอีกว่าจากประสบการณ์ที่เคยพบเห็นมาถ้าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชุมชน ปฏิกิริยาของคนในชุมชนส่วนหนึ่งจะออกมาในเชิงปกป้องผู้กระทำหากว่าเป็นคนในชุมชนด้วยกันเอง เพราะอาจจะเป็นครอบครัวหรือเป็นญาติของผู้ชายที่ตกเป็นผู้ต้องหา นอกจากนี้อาจไม่มีใครเชื่อผู้เสียหาย รวมทั้งชี้ว่าผู้เสียหายสร้างเรื่องโกหก ที่สำคัญที่สุดก็คือสร้างความเสียหายให้กับชื่อเสียงของชุมชนอย่างมาก วราภรณ์กล่าวว่านี่เป็นการให้คุณค่าทางวัฒนธรรมในทางที่ผิด เพราะถ้าเป็นคดีอื่น ๆ อย่างเช่นจี้ปล้น คนในชุมชนจะรวมตัวสอดส่องดูแล พยายามหาผู้กระทำมาลงโทษเพื่อให้ชุมชนปลอดภัย แต่มาถึงคดีความรุนแรงทางเพศ ชุมชนกลับมีปฏิกิริยาที่แตกต่างออกไป บางส่วนของชุมชนถึงกับออกมาปกป้องผู้ถูกกล่าวหา แต่ไม่ปกป้องผู้หญิงผู้เสียหาย
ขาดองค์ความรู้ด้านการเยียวยา
กระบวนการเยียวยาผู้เสียหายจากเรื่องเพศนั้น ในเมืองไทยยังไม่บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอ ประกอบกับเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลายาวนานมาก ในขณะที่ดำเนินคดี ผู้เสียหายอาจได้รับการดูแลจากทางเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อคดีจบลงไปแล้ว ผู้เสียหายก็ต้องเผชิญหน้ากับความปวดร้าว ความหวาดกลัวเพียงลำพัง แม้ว่าอาจจะมีหน่วยงานเอกชนที่ทำงานเรื่องนี้อยู่ แต่ว่าก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงผู้หญิงที่ถูกทำร้ายได้ทุกคน วราภรณ์คิดว่าหน่วยงานของรัฐน่าจะเข้ามาทำเรื่องนี้มากขึ้น ทางรัฐควรจะพัฒนาให้มีบุคลากรที่ความชำนาญ ยกตัวอยางเช่น ตำรวจ ควรจะเพิ่มพนักงานสอบสวนหญิงให้มากขึ้นกว่าเดิม แม้ตอนนี้มีตำรวจหญิงอยู่ แต่ก็มีอยู่ไม่กี่พื้นที่ และส่วนใหญ่ตัวพนักงานสอบสวนหญิงก็ไม่ได้รับมอบหมายให้งานในลักษณะนี้ ไม่ได้พัฒนาความเชี่ยวชาญเพื่อรับมือกับคดีนี้ให้มีความเหมาะสม
เป็นเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำอีก
ส่วนอังคณา อินทสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาพทางเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลกล่าวว่าทางมูลนิธิทำงานกับผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศมองเห็นปัญหาว่าเมื่อเกิดคดีข่มขืนขึ้น หญิงที่เป็นเหยื่อก็ต้องเผชิญสถานการณ์มากมาย เริ่มแรกก็คือความอายไม่กล้าไปแจ้งความ ไม่กล้าให้คนในครอบครัวรู้ มีผู้หญิงที่มาที่มูลนิธิบางคนถูกคนในครอบครัวทำร้ายเมื่อบอกเล่าว่าถูกข่มขืน เพราะโกรธที่ว่านำเรื่องที่เสื่อมเสียมาสู่ครอบครัว หรือเมื่อมีความกล้าไปแจ้งความ ในทุกขั้นตอนของกฎหมายจะมีความพยายามไกล่เกลียให้มีการยอมความกัน อย่างเช่น ให้ฝ่ายผู้กระทำจ่ายค่าเสียหายมาเป็นตัวเงิน ขั้นตอนการไกล่เกลี่ยนั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนของตำรวจไปจนถึงขั้นตอนการฟ้องศาล ในปี 2558 ทางมูลนิธิดูแลผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศอยู่ 33 กรณี ในจำนวนนั้นมีเพียงสองกรณีเท่านั้นที่ฟ้องร้องจนถึงศาลขั้นต้นตัดสินลงโทษ
เนื่องจากกระบวนการดำเนินคดีที่ยาวนาน ผู้หญิงน้อยคนนักที่อยากจะลุกขึ้นต่อสู้ในเรื่องนี้จนตัวเองได้รับความยุติธรรม เพราะบางคนอาจจะมีครอบครัว ไม่อยากให้ครอบครัวรู้ หรือเจ็บปวดมากเกินไปที่จะตอบคำถามเหล่านี้ซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ กันตลอดเวลา
ผู้หญิงที่เป็นเหยื่อเหล่านี้ต้องการการเยียวยาทางจิตใจ พวกเธอจะฝังใจมากถึงยามที่ถูกทำร้าย ถ้าถูกทำร้ายยามกลางคืนบางคนมีอาการผวาตกใจเมื่ออยู่ในที่มืด หรือกลัวที่แคบ หรือกลัวแสงไฟฉายว่อบแว่บ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ประกอบในตอนที่ถูกทำร้าย การเยียวยาก็มีตั้งแต่การให้คำปรึกษาพูดคุย ไปจนถึงใช้ยาเพื่อลดผลกระทบทางจิตใจ ส่วนระยเวลาก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งทางจิตใจของผู้หญิงแต่ละคน และเราก็มีกลุ่มผู้หญิงที่เคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาให้คำปรึกษาแก่ผู้หญิงที่เพิ่งผ่านประสบการณ์เลวร้ายมาไม่นานเพื่อให้กำลังใจรวมทั้งให้แนวคิดว่าจะยืนอยู่อย่างเข้มแข็งได้อย่างไร