เหมือนและต่างของความเป็น ทรัมป์ และ ประยุทธ์

ที่มาของภาพ, Getty Images
เพียง 2 สัปดาห์หลัง นายโดนัลด์ จอห์น ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 เขาได้ดำเนินนโยบายหลายเรื่องตามที่สัญญาไว้ ผ่านอำนาจพิเศษของฝ่ายบริหาร โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มสิทธิสตรี นักสิ่งแวดล้อม และนักสิทธิมนุษยชนทั่วโลก แต่กลับได้รับคำชื่นชมจากผู้สนับสนุนในสายธุรกิจ ตลาดหุ้น และคนอเมริกันชั้นกลางจำนวนมาก
ไม่ต่างจาก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผู้ใช้กำลังทหาร "เข้ารักษาความสงบ" และยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งถูกชนชั้นกลางในเมืองเดินขบวนขับไล่ด้วยข้อหาทุจริต การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงจากประเทศประชาธิปไตยในโลกตะวันตก แต่ก็ได้รับเสียงสรรเสริญจากพ่อค้า ปัญญาชนในเมืองใหญ่ และภาคใต้


แม้ผู้นำทั้งสองเข้าสู่อำนาจด้วยวิธีการที่ตรงข้ามกัน แต่ความโผงผางของนายทรัมป์กับ พล.อ.ประยุทธ์ ดูคล้ายคลึงกันยิ่ง "บีบีซีไทย" สอบถามความเห็นจากนักวิเคราะห์การเมือง นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ไปจนถึงบุคคลที่ทำงานอยู่ใกล้ชิดภายในทำเนียบรัฐบาล ว่าเห็นด้วยกับการเปรียบเทียบดังกล่าวหรือไม่ และแท้จริงแล้ว ผู้นำของทั้ง 2 ชาติ มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
นายกฯ ไทยประนีประนอมกว่า ปธน.สหรัฐ
รศ.สุขุม นวลสกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ และอดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า ส่วนที่เหมือนกันของทั้ง 2 คน ในด้านดี คือเป็นคนโผงผาง มีอะไรก็พูดออกมา ทำให้เป็นคนที่อ่านใจง่าย
นอกจากนี้ยังเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นใจตัวเองสูง และพูดจริง ทำจริง กล้าทำ เหมือนๆ กัน ส่วนในด้านเสียคือเป็นที่ทนรับฟังความเห็นที่แตกต่างจากตัวเองไม่ได้ ถ้ามีใครที่แสดงความเห็นแย้งก็จะตอบโต้หมด

ที่มาของภาพ, สุขุม นวลสกุล
"ส่วนข้อแตกต่างที่สำคัญก็คือ ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์เข้ามามีอำนาจในลักษณะที่คิดว่าตัวเองเป็นพระเอก แต่ก็ยังคิดว่าที่มาเป็นนายกฯ ได้เพราะพรรคพวก จึงทำให้ไม่ทำอะไรในลักษณะหัวชนฝา ต่างกับนายทรัมป์ที่คิดว่าได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะตัวของแกเอง ทำให้คิดอยากทำอะไรก็ทำ ทั้งขู่ผู้นำชาติอื่นรวมไปถึงสั่งปลดข้าราชการระดับสูง หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการได้เพียงไม่นาน ซึ่งส่วนตัวมองว่าดูแลก็ระทึกใจดี" นายสุขุมกล่าว

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang / bbc thai
"อนุรักษ์นิยม-ชาตินิยม" ทั้งคู่
รศ.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช กล่าวว่า ความเห็นที่สำคัญของผู้นำทั้ง 2 คน คือเรื่องบุคลิกที่มีความแข็งกร้าว ทั้งการพูดและการวางตัว รวมถึงมีความมั่นใจในตัวเอง นอกจากนี้ยังรวมถึงความคิดและอุดมการณ์ที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม และมีความเป็นชาตินิยมสูง ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ที่กระแสการเมืองเรื่องอนุรักษ์นิยมใหม่ หรือ neo conservative กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่ากรณีทรัมป์ เบร็กซิต ดูแตร์เต้ รวมถึงกรณีอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะคนเริ่มตั้งคำถามกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อราว 30 ปีก่อน
"ส่วนข้อแตกต่างสำคัญ ก็คือเรื่องของที่มา แม้นายทรัมป์จะถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องได้คะแนน popular vote น้อยกว่าคู่แข่ง มีผู้คนบอยคอตไม่เข้าร่วมพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ จำนวนมาก แต่อย่างน้อยก็มาจากการเลือกตั้งซึ่งใช้คะแนน electoral vote โหวตในการตัดสินผล พูดง่ายๆ คือมาตามกติกาหรือครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้มาตามวิธีการนั้น"

ที่มาของภาพ, Getty Images
รศ.ยุทธพร บอกด้วยว่า ความแตกต่างที่สำคัญอีกข้อ คือ วิสัยทัศน์ "นายทรัมป์เคยเป็นนักธุรกิจมาก่อน จึงมีความเข้าใจเรื่องของธุรกิจ การต่างประเทศ ทุนนิยม โลกาภิวัตน์ ส่วน พล.อ.ประยุทธ์เติบโตมาในสายของข้าราชการประจำ เป็นทหาร ซึ่งถนัดกับการทำตามกฎหมายและกฎระเบียบ รวมถึงการสั่งการ"
สองผู้นำ เด็ดขาด มุ่งมั่นสู่เป้าหมาย
นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า ความเหมือนของทั้ง 2 คนจะอยู่ที่บุคลิกที่เป็นคนสบายๆ อารมณ์ดี ขี้เล่น แต่พูดจริงทำจริง โดย ความเป็นทหารของพล.อ.ประยุทธ์ ทำให้มีความเด็ดขาด พร้อมเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จ โดยไม่หวั่นต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ เช่นเดียวกับนายทรัมป์ที่แม้นโยบายต่างๆ จะถูกโจมตีมากมาย แต่ก็ยังเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย เพราะคิดไว้ว่าสิ่งใดที่ประกาศไว้แล้วก็ควรจะทำให้สำเร็จ โดยเฉพาะนโยบายอเมริกาเฟิร์สต์

ที่มาของภาพ, Alamy
นายวันชัย กล่าวว่า ส่วนความแตกต่างมีด้วยกัน 4 ข้อ
- ที่มา นายทรัมป์มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ส่วน พล.อ.ประยุทธ์มาจากการใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจ
- วิธีทำงาน นายทรัมป์มาจากภาคธุรกิจ จึงทำทุกอย่างเพื่อไปสู่เป้าหมาย โดยอาจจะไม่สนกฎกติกามานัก ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยการรับราชการมาตลอดชีวิต ทำให้การจะทำอะไรมักจะยึดกฎระเบียบเป็นหลัก
- การใช้อำนาจ แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นเผด็จการแต่ก็พยายามประคับประคองบ้านเมืองให้กลับไปสู่ประชาธิปไตย แตกต่างกับนายทรัมป์ที่เป็นผู้นำในประเทศประชาธิปไตยต้นตำรับ แต่หมุนกลับมาใช้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และ
- เป้าหมาย พล.อ.ประยุทธ์พยายามทำให้คนไทยที่แตกต่างกลับมารวมกันเป็นหนึ่ง ต่างกับนายทรัมป์ที่มีการดำเนินการหลายๆ อย่าง ทำให้คนอเมริกันแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแตกแยกกัน

ที่มาของภาพ, วันชัย สอนศิริ
สหรัฐฯ ตรวจสอบได้ แต่ไทยไม่
นายจอน อึ๊งภากรณ์ อดีต วุฒิสมาชิก ในฐานะผู้อำนวยการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างทั้ง 2 คน คือเรื่องที่มา เนื่อง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทำให้ไม่มีความชอบธรรมเท่ากับนายทรัมป์
นายจอนกล่าวว่า แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือทั้งคู่ต่างมีนโยบายที่ละเมิดสิทธิของประชาชนเป็นอย่างมาก โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้ละเมิดสิทธิพลเมืองอย่างกว้างขวาง นับแต่การใช้กฎอัยการศึกมาจนถึงการใช้มาตรา 44 นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ที่ให้สามารถนำตัวผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดคดีความมั่นคงถูกนำไปสอบสวนในค่ายทหารโดยไม่ต้องมีทนาย ส่วนนายทรัมป์ก็มีการเลือกปฏิบัติกับแรงงานต่างด้าว

ที่มาของภาพ, jon ungphakorn
"แต่สิ่งที่แตกต่างที่สุด คือการสหรัฐอเมริกายังมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มแข็ง หากนายทรัมป์ทำสิ่งที่ละเมิดรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายก็อาจจะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง รวมถึงมีวาระดำรงตำแหน่งที่ชัดเจนแน่นอน ต่างกับของไทยที่ไม่มีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอยู่เลย พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนออกกฎหมายเสียเอง จะใช้อำนาจอย่างไรก็ถูกกฎหมายทั้งหมด โดยเฉพาะการใช้มาตรา 44 ที่รวมอำนาจทั้งบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการไว้ในที่เดียว" นายจอนกล่าว
นักปฏิบัติ ผู้นำความเปลี่ยนแปลง
นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สิ่งที่เหมือนกันของผู้นำทั้ง 2 ชาติ คือทั้ง พล.อ.ประยุทธ์และนายทรัมป์ต่างเป็นคนที่ลงมาคลุกคลีแก้ไขปัญหาโดยตรง หรือพูดง่ายๆ เป็นนักปฏิบัติมากกว่าจะทำเพียงคุมนโยบายแบบนักการเมืองดั้งเดิม ส่วนอีกสิ่งที่เหมือนกันคือต่างเป็นผู้นำที่เข้ามาในยุคที่ประชาชนในประเทศนั้นๆ ต้องการความเปลี่ยนแปลง กรณี พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาในยุคที่ประชาชนต้องการความสงบ ปราศจากเหตุการณ์รุนแรงเช่นในอดีต ส่วนนายทรัมป์ก็เข้ามาเพื่อกู้ภาพลักษณ์ ศักยภาพ และบทบาทของประเทศในฐานะมหาอำนาจคืน

"ทั้ง 2 ท่านเข้ามาในภาวะที่สังคมให้ความคาดหวังจนกลายเป็นแรงกดดันที่ต้องทำให้ทุกอย่างดำเนินได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อทำอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนก็จะต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา และตัว พล.อ.ประยุทธ์กับนายทรัมป์ก็จะมีบุคลิกที่คล้ายกันคือสามารถชี้แจงตอบโต้เสียงเหล่านั้นได้อย่างเข้มข้น" นายปณิธานกล่าว
สำหรับข้อแตกต่าง เป็นเรื่องของบุคลิกส่วนตัวมากกว่า เพราะ พล.อ.ประยุทธ์เป็นทหาร ส่วนนายทรัมป์เป็นนักธุรกิจ








