You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
กองทัพบกปฏิเสธข่าวศูนย์ไซเบอร์ฯ ซื้อเครื่องถอดรหัสเจาะข้อมูล
พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว วันนี้ (27 ธ.ค.) เพื่อชี้แจงกรณีกลุ่มแฮกเกอร์ "พลเมืองต่อต้าน Single Gateway" เผยแพร่ข้อความและรูปภาพผ่านเฟซบุ๊ก OpSingleGateway โดยระบุว่าเป็นเอกสารการจัดซื้อของกองทัพบกซึ่งทางกลุ่มแฮกเกอร์เจาะระบบและนำข้อมูลออกมาได้ และภาพเอกสารชุดหนึ่งระบุว่ากองทัพจัดซื้อจัดหาชุดเครื่องมือถอดรหัสข้อมูลที่เข้ารหัสลับ หรือ SSL เมื่อต้นปี 2559 สืบเนื่องจากการจัดตั้งศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก โดย พล.อ.เฉลิมชัยระบุว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง แต่เป็นการตกแต่งข้อมูล
พล.อ.เฉลิมชัยเผยว่า อุปกรณ์ที่กองทัพบกจัดซื้อมา เกี่ยวกับการสร้างระบบป้องกันตัวเอง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลจากเพจดังกล่าวแสดงให้เห็นรายการยุทโธปกรณ์ที่เป็นเครื่องมือของทหารช่าง ก่อนจะต่อท้ายด้วยเครื่องถอดรหัสข้อมูล SSL ซึ่งเป็นเครื่องมือสื่อสาร แต่โดยปกติทางทหารมิได้ดำเนินการแบบนี้ จึงขอให้ทุกคนใช้วิจารณญาณในการรับฟัง และขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตรวจสอบคนที่นำข้อมูลออกมาเผยแพร่ เพราะถือเป็นการใส่ร้ายและให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ ทำให้องค์กรเกิดความเสียหาย
ทั้งนี้ ข้อมูลจากเว็บไซต์ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระบุว่าเทคโนโลยี SSL หรือ Secure Sockets Layer เป็นการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่ส่งผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ระหว่างผู้ใช้งานและเครื่องแม่ข่ายปลายทาง เพื่อป้องกันการถูกปลอมแปลงหรือดักอ่านข้อมูล แต่หากผู้เจาะระบบหรือแฮกเกอร์ทราบกุญแจเข้ารหัสข้อมูลระหว่างคู่สนทนาทั้งต้นทางและปลายทางก็จะสามารถถอดรหัสดังกล่าวได้
ขณะที่ พล.ต.ฤทธี อินทราวุธ ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก เตือนประชาชนไม่ให้หลงเชื่อกลุ่มผู้อ้างตัวว่าสามารถโจมตีหรือเจาะระบบข้อมูลออนไลน์ของหน่วยงานราชการได้ โดยข้อมูลดังกล่าวมีทั้งจริงบ้างและเท็จบ้าง เพื่อเป็นการสร้างกระแสต่อประชาชน จึงขอเตือนประชาชนอย่าตกเป็นเครื่องมือหรือเข้าร่วมการกระทำละเมิดกฎหมาย เพราะเมื่อถูกเจ้าหน้าที่จับกุมอาจถูกดำเนินคดีทั้ง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์และกฎหมายมาตราอื่นๆ
พล.ต.ฤทธี ระบุด้วยว่าเว็บไซต์หน่วยงานที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์และบริการข้อมูลหน่วยงานสาธารณะมีจำนวนนับแสนเว็บ ซึ่งไม่ได้มีข้อมูลสำคัญหรือเป็นชั้นความลับ จึงไม่ได้มีอุปกรณ์ป้องกันการโจมตีแบบเว็บไซต์ด้านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และการโจมตีเว็บไซต์หน่วยงานราชการที่เกิดขึ้นเป็นการโจมตีเพื่อให้ระบบจัดเก็บข้อมูลล่ม แบบ DDOS Attack แต่ยืนยันว่าระบบไม่ได้เสียหายอะไร ส่วนการโจมตีแบบเจาะระบบหรือแฮก เท่าที่เจอมีอยู่ 3 รูปแบบ คือ การโจมตี Path Traversal หรือการโจมตีผ่านทาง Port ต่างๆ ของระบบ การโจมตีแบบ SQL Injection ซึ่งอาศัยช่องโหว่ด้านการเขียนโปรแกรม และการโจมตีแบบ Brute Force ซึ่งเป็นการโจมตีโดยอาศัยการเดาสุ่มรหัสผ่านของผู้ใช้งาน
ด้านกลุ่มพลเมืองต่อต้านซิงเกิลเกตเวย์ เผยแพร่ข้อความในเฟซบุ๊กว่า วันนี้จะยังไม่มีการเคลื่อนไหวโจมตีหรือเจาะระบบเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการใดๆ เนื่องจากทราบข่าวนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่ายินดีรับฟังปัญหาที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทางกลุ่มจึงจะรอดูท่าทีอย่างเป็นรูปธรรมต่อไปอีกประมาณ 1-2 วัน
ก่อนหน้านี้ กลุ่มพลเมืองต่อต้านซิงเกิลเกตเวย์เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ระบุว่าทางกลุ่มมีจุดยืนในการดำเนินกิจกรรมในโลกออนไลน์เท่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายเพื่อเสรีภาพและความยุติธรรม โดยเฉพาะเสรีภาพในการสื่อสาร รวมถึงต่อต้านแนวคิดการจำกัดเสรีภาพของประชาชนและการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบและจากทุกแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักการเมือง ทหาร ตำรวจ หรือนักธุรกิจที่ฉ้อฉล ขณะที่การปฏิบัติการทุกกรณีของทางกลุ่มต้องพยายามจำกัดความเสียหายให้น้อยที่สุด ส่วนการโจมตีหรือเจาะระบบเว็บไซต์หน่วยงานราชการไทยที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. เนื่องจากทางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ หรือร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับแก้ไข ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา
ส่วนกลุ่มแฮกเกอร์นิรนาม Anonymous ซึ่งเป็นเครือข่ายแฮกเกอร์ต่างประเทศ และมีแนวคิดต่อต้านนโยบายของรัฐบาลทั่วโลกที่ต้องการครอบงำและปิดกั้นสิทธิเสรีภาพด้านข้อมูลข่าวสารของประชาชน เผยแพร่ข้อมูลผ่านเครือข่ายทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. โดยระบุว่า ทางกลุ่มได้เจาะระบบเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐบาลไทยได้หลายแห่ง รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แต่รัฐบาลไทยยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลกระทบต่อหน่วยงานราชการใดๆ