You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ห่วง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ถูกใช้เพื่อกลั่นแกล้ง ปิดปาก และเหมารวม
ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้อินเตอร์เน็ต สื่อมวลชน และฝ่ายกฎหมายของผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซ กังวลว่าร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับแก้ไขจะถูกนำไปใช้เพื่อกลั่นแกล้ง เหมารวม และปิดปากประชาชน แต่ที่ปรึกษาฯ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้ ยืนยันว่าการปรับกรุงแก้ไขกฎหมายจะช่วยลดจำนวนคดีหมิ่นประมาทออนไลน์ และคาดว่าร่าง พ.ร.บ.น่าจะมีผลบังคับใช้ราวเดือน เม.ย.2560
งานเสวนา "ก้าวต่อไปของผู้ให้บริการออนไลน์ หลัง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 2559" ถูกจัดขึ้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันนี้ (23 ธ.ค.) โดยมีตัวแทนจากหลายฝ่ายเข้าร่วมพูดคุยเกี่ยวกับผลกระทบต่อการประกอบกิจการของ "ผู้ให้บริการ" ออนไลน์ ที่อาจเกิดจากร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับแก้ไข ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติ (สนช.) ไปแล้ว
ประเด็นหลักที่พูดคุยรวมถึงมาตรา 15 ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการลบข้อมูลที่อาจผิดกฎหมายหากได้รับแจ้งมา (notice and takedown) ไม่เช่นนั้นจะมีความผิดไปด้วย และมาตรา 20 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ปิดหรือบล็อกเว็บไซต์ที่มีข้อมูลผิดกฎหมาย หรือขัดต่อศีลธรรมอันดี
นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กล่าวว่า ร่างแรกมีเนื้อหาระบุว่าเจ้าหน้าที่รัฐสามารถปิดหรือบล็อกเว็บได้โดยไม่ต้องขอศาล แต่ร่างที่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช.มีการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น เช่น มาตรา 14(1) ที่เดิมใช้ฟ้องหมิ่นประมาท ก็แก้ให้ชัดเจนว่าหมายถึงการปลอมตัวออนไลน์เพื่อไปหลอกเงิน หรือ phishing เท่านั้น ซึ่งจะทำให้ต่อไปคดีหมิ่นประมาทที่ฟ้องตามมาตรานี้ถูกศาลยกฟ้องทั้งหมด โดยคดีน่าจะหายไปราว 5 หมื่นคดี
นายไพบูลย์กล่าวถึงมาตรา 15 ด้วยว่ามีการกำหนดนิยามของผู้ให้บริการให้ชัดเจนขึ้น พร้อมระบุว่าถ้าไม่มีส่วนรู้เห็นกับข้อมูลที่มีความผิด หากดำเนินการลบทำลายภายหลังก็จะไม่มีความผิดเช่นกัน และยืนยันว่าจะไม่มีการกำหนดระยะเวลาให้ลบข้อมูล แต่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการ และทันทีที่ลบก็จะไม่ต้องรับโทษ ส่วนมาตรา 20 มีการแก้ไขเรื่องการไต่สวน ซึ่งแต่เดิมให้ฝ่ายรัฐฝ่ายเดียว ก็ให้เพิ่มเป็นการไต่สวน 2 ฝ่าย รวมถึงฝ่ายที่ถูกร้องเรียน และอีกเรื่องหนึ่งคือการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลว่าเรื่องใดขัดต่อศีลธรรมอันดีหรือไม่ โดยจะมีตัวแทนจากภาคเอกชน 3 คน จากทั้งหมด 9 คน ได้แก่ ตัวแทนด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสื่อสารมวลชน และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
เมื่อมีการร้องเรียนเรื่องใดๆ เกิดขึ้น ก็จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณา ซึ่งต้องผ่าน 4 ขั้นตอน คือ อนุกรรมการ กรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และศาล เมื่อคำสั่งออกมาก็ยังไปฟ้องศาลปกครองได้อีก เพราะเป็นคำสั่งทางปกครอง ส่วนร่างประกาศกระทรวงที่จะออกมาตามมาตรา 20 จะเสนอให้ตัดทิ้งเนื้อหาในส่วนที่เป็นปัญหา ซึ่งนายไพบูลย์ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายจับตาร่างประกาศอีกหลายฉบับที่จะออกตามมา พร้อมย้ำกับผู้คัดค้านว่าอยากให้เสนอแนะวิธีทางแก้ไขด้วย และคาดว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ใหม่จะมีผลใช้บังคับราวเดือนเมษายน 2560
อย่างไรก็ตาม นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล เลขาธิการมูลนิธิเพื่ออินเตอร์เน็ตและวัฒนธรรมพลเมือง (เครือข่ายพลเมืองเน็ต) กล่าวว่า แม้มาตรา 14(1) จะถูกแก้ไขไม่ให้นำไปใช้ฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทได้ แต่ข้อความเรื่อง "ข้อมูลอันเป็นเท็จ" ยังอยู่ แถมเพิ่ม "ข้อมูลที่บิดเบือน" เข้ามาด้วย อาจจะนำไปสู่การตีความให้กลายเป็นกฎหมายปิดปากเช่นเดียวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 (พ.ร.บ.ประชามติ) ที่ใครพูดไม่ตรงกับผู้มีอำนาจจะถูกฟ้องร้องหมด
ขณะที่หลักการ notice and takedown คือการให้แจ้งเพื่อลบข้อมูลออก เริ่มใช้ตั้งแต่ 20 ปีก่อนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากสมัยนั้นผู้ให้บริการกับเจ้าของเนื้อหายังเป็นคนๆ เดียว แต่ในปัจจุบันกลับแยกเป็น 2 คน คำถามคือหลักการนี้จะยังสมเหตุสมผลหรือไม่ที่จะแจ้งไปยังผู้ให้บริการเพื่อลดเนื้อหาออกทั้งที่ไม่ใช่เจ้าของเนื้อหา ส่วนที่ประเทศแคนาดาได้แก้กฎหมายให้ไปใช้หลัก notice and notice โดยให้ผู้ให้บริการแจ้งไปยังเจ้าของเนื้อหาเพื่อพิจารณาว่าจะเอาเนื้อหาลงเองหรือไม่ ซึ่งเป็นการคำนึงถึงสิทธิของเจ้าของเนื้อหาด้วย
ส่วนมาตรา 20 ที่เกี่ยวข้องกับการปิดหรือบล็อกเว็บไซต์ นายอาทิตย์เห็นด้วยกับข้อเสนอว่าให้ทำเป็น 2 ขั้นตอน คือ ให้ผู้ให้บริการดำเนินการก่อน ถ้าไม่ทำจึงค่อยใช้วิธีอื่น เหมือนคนป่วยที่ต้องรักษาด้วยยาปกติก่อนจึงค่อยใช้ยาแรง จึงอยากให้ร่างประกาศที่เกี่ยวข้องมีการพิจารณาถึงมาตรการหนัก-เบาด้วย ไม่ใช่เอะอะก็ใช้ยาแรงเลย
ด้านนายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา กล่าวว่า บทบัญญัติของกฎหมายไม่ได้น่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือการใช้อำนาจโดยมิชอบของภาครัฐ ที่ผ่านมาสำนักข่าวอิศราเคยถูกผู้ให้บริการแจ้งขอให้ปิด URL ของข่าวที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลนี้ 2 ข่าว โดยอ้างว่าเป็นคำสั่งของผู้มีอำนาจ แต่ไม่ระบุตัวผู้ออกคำสั่ง ถือเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 20 ระงับข้อมูลที่ถูกพิจารณาว่าผิดกฎหมาย แต่กลับใช้อำนาจผ่านผู้ให้บริการแทนที่จะไปศาล ส่วนมาตรา 15 ระบุว่าผู้ให้บริการที่ให้ความร่วมมือจะไม่ต้องรับโทษ แต่ที่จริงควรกำหนดว่าผู้ให้บริการไม่ต้องรับโทษตั้งแต่แรก และร่างประกาศซึ่งกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องพิสูจน์ว่าตัวเองไม่มีความผิด อาจทำให้เกิดการฟ้องร้องกลั่นแกล้งกัน และใช้เวลานานกว่าคดีจะสิ้นสุด
ส่วนมาตรา 20 เรื่อง "ศีลธรรมอันดี" นายประสงค์ระบุว่าอาจซ้ำรอยกับปัญหาที่เกิดจากการใช้มาตรา 37 ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสทช.) พ.ศ.2551 ที่มีคำว่า "ศีลธรรมอันดี" เช่นกัน และผลปรากฏว่า กสทช.นำทุกเรื่องที่มีผู้ร้องเรียนเข้ามาตรา 37 ทั้งหมด ทำให้อาจมองได้ว่า กสทช.ใช้มาตรานี้เล่นงานทีวีและวิทยุ และในกรณี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ถ้ามีคนร้องเรียนไปยังคณะกรรมการกลั่นกรองเป็นพันๆ เรื่อง จะทำอย่างไร และผลสุดท้ายอาจทำให้ต้องนำข้าราชการมาเป็นกรรมการในสัดส่วนของภาคเอกชน 3 คนอยู่ดี
ขณะที่นายศรัทธา หุ่นพยนต์ หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซ Lazada กล่าวว่า สิ่งที่กลัวคือผู้ใช้กฎหมายมีวิธีคิดในการตีความตัวกฎหมายนี้อย่างไร เพราะที่ผ่านมา Lazada มักพบปัญหาจากกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและกฎหมายอาหารและยา ทำให้ต้องประสานกับกองปราบปรามและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อยู่บ่อยครั้ง และทั้ง 2 หน่วยงานใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เป็นหลักในการดูการกระทำผิด แม้มาตรา 15 ที่แก้ไขทำให้ผู้ให้บริการสบายใจขึ้น เพราะกำหนดบทยกเว้นโทษไว้ แต่ร่างประกาศกระทรวงที่เกี่ยวข้องยังมีบางถ้อยคำที่ไม่ชัดเจนและกำกวม อย่างไรก็ตาม Lazada คิดว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ใหม่จะไม่กระทบกับการตัดสินใจลงทุน