คดีโจรกรรมเครื่องราชกกุธภัณฑ์ไอร์แลนด์จากปราสาทดับลินที่ยังเป็นปริศนามานานกว่า 100 ปี

    • Author, แมตต์ ฟ็อกซ์
    • Role, บีบีซี นิวส์ ไอร์แลนด์เหนือ

การโจรกรรมเครื่องราชกกุธภัณฑ์ไอร์แลนด์จากปราสาทดับลินเมื่อปี 1907 เป็นการปล้นที่อื้อฉาวที่สุดของไอร์แลนด์ และยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่สูญหายไปคาดว่า มีมูลค่า 5 ล้านยูโร (หรือประมาณ 182 ล้านบาท) และปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่มีใครทราบว่า เครื่องราชกกุธภัณฑ์เหล่านี้อยู่ที่ไหน

กษัตริย์วิลเลียมที่ 4 แห่งอังกฤษ ทรงพระราชทานชุดเครื่องราชกกุธภัณฑ์นี้สำหรับให้ข้าหลวงใหญ่แห่งไอร์แลนด์ไว้ใช้งานในปี 1831 โดยได้มีการนำอัญมณีล้ำค่าราว 394 ชิ้น จากเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของอังกฤษมาประกอบเป็นชุดเครื่องราชกกุธภัณฑ์นี้

อัญมณีที่อยู่ในชุดเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่มีชื่อเรียกว่า Most Illustrious Order of St Patrick ประกอบด้วยชุดเหรียญตราและดาวที่ทำจากเพชรของบราซิล มรกตและทับทิม ซึ่งเดิมเป็นของสมเด็จพระราชินีชาร์ลอตต์ พระราชชนนีของกษัตริย์วิลเลียมที่ 4

โดยปกติแล้ว ชุดเครื่องราชกกุธภัณฑ์นี้จะได้รับการเก็บไว้ในตู้นิรภัยของธนาคาร แต่ได้มีการตัดสินใจให้นำชุดเครื่องราชกกุธภัณฑ์นี้มาเก็บไว้ในที่ห้องนิรภัยที่หอคอยเบดฟอร์ด (Bedford Tower) ของปราสาทดับลินในปี 1903

โชคร้าย ตู้นิรภัยมีขนาดใหญ่เกินไปจนไม่สามารถขนผ่านทางเดินไปยังห้องนิรภัยที่แน่นหนาได้ เจ้าหน้าที่จึงเลือกวางตู้นิรภัยนี้ไว้ในห้องสมุดของปราสาทแทน

หน้าที่ในการดูแลกุญแจตู้นิรภัยจึงตกอยู่ที่เซอร์อาร์เธอร์ วิกเคอร์ส หัวหน้าผู้ดูแลตราประจำตระกูลขุนนางแห่งอัลสเตอร์ (Ulster King of Arms)

จากคำบอกเล่าของผู้คน เขามีความบกพร่องในการทำหน้าที่นี้ เซอร์อาร์เธอร์มักจะนำอัญมณีเหล่านี้มาแสดงให้คนอื่นดู และมักจะลืมกุญแจวางไว้ผิดที่

นอกจากนี้ ห้องสมุดยังเป็นห้องสำหรับใช้นั่งรอพบเขาด้วย ดังนั้นจึงมีผู้คนจำนวนมากผ่านเข้าออกตลอดเวลา

ครั้งหนึ่ง ขณะที่เซอร์อาร์เธอร์กำลังสนุกสนานอยู่ในงานเลี้ยง มีรายงานว่า ลอร์ดฮัดโดได้นำกุญแจของเขาไขเข้าไปขโมยอัญมณีเหล่านี้ แต่ได้ส่งกลับคืนให้ทางไปรษณีย์ ทั้งหมดที่เขาทำไปเป็นการล้อเล่น

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะเกิดเหตุโจรกรรม มีรายงานการละเมิดและเพิกเฉยต่อกฎความปลอดภัยหลายอย่าง รวมถึงการวางกุญแจผิดที่และการเปิดประตูทิ้งไว้

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เซอร์อาร์เธอร์เข้าหอคอยเบดฟอร์ดไม่ได้ เพราะประตูถูกล็อกไว้

ในช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 6 ก.ค. เจ้าหน้าที่ส่งสารได้เข้ามาภายในห้องเพื่อนำสร้อยคอทองคำที่นำไปซ่อมแซมกลับมาเก็บไว้ ตอนนั้นเองที่บรรดาเจ้าหน้าที่ได้รู้ว่า ชุดเครื่องราชกกุธภัณฑ์ได้หายไปแล้ว

ทรัพย์สมบัติส่วนตัวบางส่วนของเซอร์อาร์เธอร์ก็หายไปด้วย พร้อมกับสร้อยคอทองคำของอัศวิน 5 คน ซึ่งคาดว่า มีมูลค่ารวมกันราว 300,000 ปอนด์ (12.2 ล้านบาท) ในปัจจุบัน

นักสืบต่างงงงวย เพราะไม่พบร่องรอยของการบุกรุกเลย นั่นบ่งชี้ว่า คนร้ายปริศนารายนี้มีกุญแจไขเข้ามา

ที่น่าสงสัยคือ มีแถบเหรียญและเข็มกลัดถูกทิ้งไว้ การเข้ามาโจรกรรมนี้มีการขันน็อตเล็ก ๆ สองตัวซึ่งเซอร์อาร์เธอร์ประเมินว่า น่าจะใช้เวลาประมาณ 10 นาที ใครก็ตามที่ขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์เหล่านี้ไป ไม่ได้มีความรีบร้อนในการก่อเหตุเลย

กษัตริย์ทรงพระพิโรธ

เมื่อถึงวันจันทร์ การหายไปของเครื่องราชกกุธภัณฑ์นี้ก็กลายเป็นข่าวพาดหัวใหญ่ไปทั่วโลก โดยตำรวจนครบาลดับลิน ได้ตั้งรางวัลไว้สูงถึง 1,000 ปอนด์ (ราว 40,000 บาท)

กรณีนี้กษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7 ทรงไม่พอพระทัยอย่างยิ่ง มีการคาดว่า พระองค์จะทรงสวมเครื่องราชกกุธภัณฑ์นี้ในการเสด็จประกอบพระราชกรณียกิจที่งานมหกรรมระหว่างประเทศของไอร์แลนด์ และต่อมาพระองค์ทรงต้องยกเลิกพระราชกรณียกิจนี้

พระองค์ยังคงเสด็จเยือนไอร์แลนด์ต่อ แม้ว่าจะทรงพระพิโรธอย่างมาก เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังคนหนึ่งเล่าในภายหลังว่า เขา "ไม่เคยเห็นกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดทรงพระพิโรธอย่างมากเช่นนั้นมาก่อน"

"พระพิโรธของพระองค์เป็นอะไรที่น่ากลัวและรุนแรงมาก... ผมมั่นใจว่า เจ้าหน้าที่ที่พระองค์ทรงตำหนิ ไม่มีวันลืมพระราชดำรัสของพระองค์" เขากล่าวเพิ่มเติม

นอกจากเรื่องความรู้สึกส่วนพระองค์ของกษัตริย์อังกฤษแล้ว การโจรกรรมนี้ ยังเป็นเรื่องที่สร้างความน่าอับอายทางการเมืองครั้งใหญ่ เพราะปราสาทดับลินคือที่ตั้งของคณะบริหารของอังกฤษในไอร์แลนด์ และเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่สูญหายไปนั้นถูกมองว่า เป็นสัญลักษณ์ของการปกครองของพวกเขา

การที่แทบไม่มีหลักฐานใด ๆ ตำรวจดับลินจึงไม่รู้ว่า จะไปตามหาที่ไหน ตำรวจสันติบาลของอังกฤษจึงได้เข้ามารับหน้าที่

หัวหน้าสารวัตรจอห์น เคน เดินทางมาถึงเมื่อวันที่ 12 ก.ค. เพื่อช่วยทำคดีนี้ เขาเชื่อว่าโจรกรรมนี้ต้องเกิดจากคนใน และมีรายงานว่า เขาได้ระบุชื่อคนร้ายไว้ในรายงานที่ไม่เคยมีการเปิดเผยของเขาด้วย

คนบางส่วนต่างคาดเดากันว่า หน่วยงานตำรวจของไอร์แลนด์ห้ามเผยแพร่ข้อมูลนี้

หมอผีและสุสาน

การสืบสวนที่ดำเนินไปเผชิญกับการพลิกผันของคดีหลายครั้ง

หมอผีได้เสนอตัวเข้ามาช่วย โดยมีหมอผีคนหนึ่งอ้างว่า เครื่องราชกกุธภัณฑ์นี้ถูกซุกซ่อนไว้ที่สุสานแห่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การขุดค้นหาในเวลาต่อมาก็ไร้ผล

อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์ ผู้เขียนเรื่องเชอร์ล็อก โฮล์มส์ (Sherlock Holmes) ซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ ของเซอร์อาร์เธอร์ ถึงขนาดเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือในการสืบสวนเรื่องนี้

เชื่อกันว่า การเข้ามาช่วยงานในเรื่องนี้คือแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาเขียนหนังสือเรื่อง The Adventure of the Bruce-Partington Plans (อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า การผจญภัญของแผนบรูซ-พาร์ทิงตัน)

ในตอนนั้นมีทฤษฎีหนึ่งว่า บรรดานักเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์นี้และได้ลักลอบนำเข้าไปยังสหรัฐอเมริกา

ในสภาผู้แทนราษฎรในเดือน ส.ค. 1907 แพต โอเบรียน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวหา "เหล่าอาชญากรที่มีฝักใฝ่ลัทธิความรักชาติและจงรักภักดี" ว่าเป็นผู้ก่อเหตุอาชญากรรมนี้

หลายคนคิดว่า การขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ซับซ้อนเพื่อสร้างความอับอายให้รัฐบาลฝ่ายเสรีนิยม และต่อมาได้มีการแอบนำเครื่องราชกกุธภัณฑ์เหล่านี้ส่งคืนให้แก่ทางราชวงศ์

หนึ่งในข้อกล่าวหาที่อื้อฉาวมากกว่าไปนั้นคือ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ลอนดอน เมล์ (London Mail) ในปี 1912 หนังสือพิมพ์นี้กล่าวหา วิกเคอร์สว่า ให้อนุภรรยาของเขาถือสำเนากุญแจตู้นิรภัย และเธอได้หนีไปยังกรุงปารีสพร้อมกับอัญมณีที่ขโมยไป

ต่อมาเซอร์อาร์เธอร์ได้ประสบความสำเร็จในการฟ้องคดีหมิ่นประมาท และได้รับเงิน 5,000 ปอนด์ (ราว 200,000 บาท) เป็นค่าเสียหาย

เซอร์อาร์เธอร์ก็มีความคิดในหัวเช่นกันว่า ใครคือคนร้าย เขาคิดว่า ฟรานซิส แช็กเคิลตัน น้องชายของเออร์เนสต์ นักสำรวจแอนตาร์กติก ซึ่งเป็นผู้ที่ครอบครองกุญแจของหอคอยดังกล่าว คือคนร้าย

เป็นที่ทราบกันดีว่า แช็กเคิลตัน ใช้จ่ายเกินตัวและมักจะกู้ยืมเงินดอกเบี้ยสูงเป็นประจำ

เซอร์อาร์เธอร์ไม่ยอมก้าวลงจากตำแหน่งขณะที่การสืบสวนเรื่องนี้ดำเนินไป เพราะเขายืนยันว่า เขาบริสุทธิ์

สุดท้าย กษัตริย์อังกฤษทรงปลดเขาออกจากตำแหน่ง เขาปลีกตัวออกจากสังคมในช่วงหลายปีสุดท้ายของชีวิต ก่อนที่จะถูกกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์สังหาร

คำสั่งเสียสุดท้ายเขาได้กล่าวหาแช็กเคิลตันว่า เป็น "คนร้ายตัวจริง" อีกครั้ง และวิจารณ์รัฐบาลไอร์แลนด์และกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ทำให้เขาเป็นแพะรับบาป

บรรดานักวิจัยเห็นตรงกันว่า เรื่องที่อาจเป็นไปได้คือ แช็กเคิลตันได้สมรู้ร่วมคิดกับร้อยเอกริชาร์ด จอร์จส์ คนรักของเขา หลังจากที่พวกเขาจัดหาเหล้าให้เซอร์อาร์เธอร์ดื่มจนหมดสติ

หลายคนคาดเดาว่า แช็กเคิลตันถูกข่มขู่ คนร้ายที่แท้จริงขู่ว่า จะเปิดเผยการที่เขาเป็นคนรักเพศเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายในสมัยนั้น

แม้ว่าเขาไม่ได้ถูกตัดสินว่าก่อเหตุโจรกรรมนี้ สุดท้ายแช็กเคิลตันก็ถูกจำคุกในปี 1914 เกี่ยวกับกรณีถือเช็คที่ถูกขโมยมา

จนถึงทุกวันนี้ ที่อยู่ของเครื่องราชกกุธภัณฑ์นี้ก็ยังคงเป็นปริศนา และแทบไม่มีใครจดจำเหตุการณ์นี้ได้แล้ว

วิลเลียม เดอแรม จากปราสาทดับลิน กล่าวว่า ขณะที่ประเทศได้เข้าสู่สงคราม เป็นการดีกว่าที่จะลืมเรื่องต่าง ๆ ไป

"มันเป็นเรื่องอื้อฉาวและน่าอับอายมากในสมัยนั้น"

ในช่วงไม่กี่ปีนี้ บันทึกของสภาบริหารของรัฐอิสระไอร์แลนด์ (Executive Council of the Irish Free State) ที่ถูกขุดค้นพบจากปี 1927 ระบุว่า ดับเบิลยูที คอสโกรฟ ผู้นำไอร์แลนด์ เข้าใจว่า "เครื่องราชกกุธภัณฑ์จากปราสาทถูกนำไปขาย และอาจจะทำเงินได้ 2,000 ปอนด์ (ประมาณ 80,000 บาท) หรือ 3,000 ปอนด์ (ประมาณ 120,000 บาท)"

"ผมยังหวังว่า เครื่องราชกกุธภัณฑ์นี้ยังคงอยู่" นายเดอแรมกล่าว

"แต่ผมคิดว่า อาจจะแยกออกเป็นส่วน ๆ"

"นั่นคือสิ่งที่พวกหัวขโมยทำกันในสมัยนั้นและในสมัยนี้"

ขอบคุณภาพประกอบจาก สำนักงานโยธาธิการและหอสมุดแห่งชาติไอร์แลนด์