You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ทำไมบริติชอินเดียถูกแบ่งแยกเมื่อ 75 ปีก่อน
ในเดือน ส.ค.ปี ค.ศ. 1947 อังกฤษได้มอบเอกราชให้แก่อินเดีย
ดินแดนที่อังกฤษเคยปกครองได้ถูกแบ่งออกเป็นอินเดีย และประเทศใหม่อย่าง ปากีสถาน (ในเวลาต่อมา ดินแดนปากีสถานตะวันออก ได้แยกตัวออกไปเป็นบังกลาเทศ)
การแบ่งแยกประเทศดังกล่าวได้จุดชนวนความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้มีผู้ต้องพลัดถิ่นฐานบ้านเกิด 15 ล้านคน และประเมินว่ามีผู้สูญเสียชีวิตไปถึง 1 ล้านคน
นอกจากนี้ ยังทำให้อินเดียและปากีสถานกลายเป็นคู่ปรับกันนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ทำไมจึงเกิดการแบ่งแยกอินเดีย
ในปี 1946 อังกฤษประกาศว่าจะมอบเอกราชให้แก่อินเดีย เพราะไม่สามารถบริหารจัดการประเทศได้อีกต่อไป และต้องการถอนตัวออกไปโดยเร็วที่สุด
ลอร์ด หลุยส์ เมานต์แบตเทน อุปราชคนสุดท้ายของอินเดียได้กำหนดให้การส่งมอบเอกราชมีขึ้นในวันที่ 15 ส.ค. 1947
ในขณะนั้น อินเดียมีประชากรที่เป็นชาวมุสลิมอยู่ราว 25% โดยที่ประชากรที่เหลือส่วนใหญ่เป็นชาวฮินดู นอกจากนี้ยังมีชาวซิกข์ ชาวพุทธ และชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอื่น
ศาสตราจารย์ นาฟตีจ เพียววาล นักวิชาการจากสภาวิจัยศิลปศาสตร์ และมนุษยศาสตร์แห่งอินเดียอธิบายว่า "อังกฤษใช้ศาสนาเป็นตัวแบ่งแยกผู้คนในอินเดียออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ"
"ยกตัวอย่างเช่น พวกเขาทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งระดับท้องถิ่นออกเป็นกลุ่มชาวมุสลิมและฮินดู เพราะมีการกำหนดสัดส่วนที่นั่งในสภาของนักการเมืองมุสลิมและนักการเมืองฮินดูเอาไว้ ศาสนาได้กลายเป็นปัจจัยหนึ่งทางการเมือง" เธอกล่าว
ดร.แกเรธ ไพรซ นักวิจัยจากสถาบันศึกษานโยบายต่างประเทศ แชตธัม เฮาส์ (Chatham House) ในสหราชอาณาจักร ระบุว่า "ตอนที่ดูเหมือนว่าอินเดียจะได้รับเอกราช ชาวอินเดียมุสลิมหลายคนเกิดความวิกตกเรื่องการต้องอยู่ในประเทศที่ปกครองโดยคนฮินดูที่เป็นประชากรหมู่มาก"
"พวกเขาคิดว่าจะต้องตกเป็นเบี้ยล่าง…พวกเขาจึงเริ่มสนับสนุนผู้นำการเมืองที่รณรงค์ให้แบ่งแยกประเทศของชาวมุสลิมออกมาต่างหาก" เขาเล่า
มหาตมะ คานธี และชวาหะร์ลาล เนห์รู แกนนำขบวนการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ ระบุว่า พวกเขาต้องการอินเดียที่เป็นประเทศหนึ่งเดียว ซึ่งโอบรับคนทุกศาสนาเข้าไว้ด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม มูฮัมหมัด อาลี จินนาห์ แกนนำกลุ่มสันนิบาตมุสลิมแห่งอินเดีย (All-India Muslim League) เรียกร้องให้การแยกประเทศเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงคืนเอกราชให้อินเดีย
ดร.ไพรซ ชี้ว่า "การจะบรรลุข้อตกลงที่จะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับหลักการอินเดียหนึ่งเดียวนั้นจะต้องใช้เวลานาน"
"การแบ่งแยกประเทศจึงดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ง่ายและรวดเร็ว" เขากล่าว
ประชาชนเดือดร้อนแค่ไหนจากการแบ่งประเทศ
เส้นพรมแดนใหม่ที่แบ่งแยกอินเดียและปากีสถานออกจากกัน เขียนขึ้นโดย เซอร์ ซีริล แรดคลิฟฟ์ ข้าราชการพลเรือนชาวอังกฤษ
เขาแบ่งอนุทวีปอินเดีย (Indian sub-continent) อย่างคร่าว ๆ ออกเป็นส่วนภาคกลางและภาคใต้ ซึ่งมีชาวฮินดูเป็นประชากรส่วนใหญ่ ขณะที่พี้นที่อีกสองส่วนทางตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือนั้นเป็นเขตที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม
อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นมีชุมชนชาวฮินดูและมุสลิมอาศัยอยู่รวมกันทั่วทุกพื้นที่ของบริติชอินเดีย นี่จึงทำให้หลังจากการแบ่งประเทศ มีประชาชนราว 15 ล้านคนต้องโยกย้ายถิ่นฐาน และเดินทางไกลเพื่อข้ามพรมแดนที่เพิ่งมีการกำหนดขึ้นมาใหม่
ผู้คนจำนวนมากต้องละทิ้งบ้านของตัวเองเพื่อหลบหนีสถานการณ์รุนแรงที่ปะทุขึ้น ตัวอย่างแรกของกรณีที่ว่านี้คือ การสังหารที่กัลกัตตา (Calcutta Killing) ในปี 1946 ซึ่งคาดว่ามีผู้สังเวยชีวิตไปราว 2,000 คน
ดร.แอเลเนอร์ นิวบิกิน ผู้บรรยายอาวุโสด้านประวัติศาสตร์เอเชียใต้แห่งโซแอส มหาวิทยาลัยลอนดอน ระบุว่า "กลุ่มสันนิบาตมุสลิมได้ตั้งกลุ่มติดอาวุธ เช่นเดียวกับกลุ่มฮินดูฝ่ายขวา"
"กลุ่มก่อการร้ายจะขับไล่ผู้คนออกจากหมู่บ้าน เพื่อให้ฝ่ายตนเองมีอำนาจการควบคุมได้มากขึ้น"
ประเมินกันว่าความไม่สงบที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คน 200,000 ถึง 1 ล้านคนถูกสังหารหรืออาจเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บในค่ายผู้ลี้ภัย
ขณะที่ผู้หญิงหลายหมื่นคนทั้งชาวฮินดูและมุสลิมตกเป็นเหยื่อการข่มขืน การลักพาตัว หรือการทำให้เสียโฉม
ผลสืบเนื่องจากการแบ่งประเทศ
นับตั้งแต่การแบ่งประเทศ อินเดียและปากีสถานก็มีการต่อสู้เพื่อแย่งชิงการปกครองดินแดนแคชเมียร์
ข้อพิพาทนี้ทำให้เกิดสงครามการสู้รบ 2 ครั้ง ในปี 1947-1948 และปี 1965 นอกจากนี้ยังมีการปะทะทางทหารในวิกฤตเมืองคาร์กิล ในแคชเมียร์ เมื่อปี 1999 โดยทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าเมืองดังกล่าวเป็นของตน และปัจจุบันได้ปกครองพื้นที่กันคนละส่วน
นอกจากนี้ อินเดียยังสู้รบกับปากีสถานในปี 1971 หลังจากเข้าไปแทรกแซงและให้การสนับสนุนปากีสถานตะวันออก (ปัจจุบันคือบังกลาเทศ) ทำสงครามประกาศเอกราชจากปากีสถาน
ปัจจุบันมีประชากรฮินดูอาศัยอยู่ในปากีสถานไม่ถึง 2%
ดร.ไพรซ บอกว่า "ปากีสถานได้กลายเป็นรัฐอิสลามมากขึ้นทุกที...ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชากรส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นชาวมุสลิม แต่ก็ยังมีชาวฮินดูจำนวนเล็กน้อยเหลืออยู่ที่นี่ด้วย"
"ส่วนอินเดียก็กำลังอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มชาวฮินดูที่มีแนวคิดชาตินิยมมากขึ้นทุกขณะ"
ดร.นิวบิกิน กล่าวว่า "มรดกที่สืบทอดมาจากการแบ่งแยกประเทศคือความเดือดร้อนทุกข์ยาก"
"มันได้สร้างประชากรทางศาสนากลุ่มใหญ่ที่ทรงอิทธิพลขึ้นในทั้งสองประเทศ ส่วนคนกลุ่มน้อยก็ยิ่งเล็กลงทุกขณะ และมีความเสี่ยงมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน"
ศาสตราจารย์ นาฟตีจ เพียววาล มองว่า การแบ่งแยกประเทศเป็นเรื่องที่สามารถหลีกเลี่ยงได้
เธอระบุว่า "อาจมีความเป็นไปได้ที่จะก่อตั้งประเทศอินเดียให้เป็นรัฐเดี่ยวในปี 1947 โดยมันอาจมีลักษณะเป็นสหพันธรัฐแบบหลวม ๆ ซึ่งรวมถึงรัฐที่มีชาวมุสลิมเป็นประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่"
"แต่คานธี และเนห์รู ยืนกรานว่าต้องการให้เป็นประเทศหนึ่งเดียวที่ปกครองจากส่วนกลาง พวกเขาไม่ได้พิจารณาว่าชาวมุสลิมที่เป็นชนกลุ่มน้อยจะอยู่ได้อย่างไรในประเทศแบบนั้น"