เปิดประวัติ "ปีเตอร์มหาราช" ต้นแบบผู้นำจักรวรรดิรัสเซียในอุดมคติของปูติน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ตำนานของปีเตอร์มหาราช (Peter the Great) กษัตริย์ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์ของยุโรป ได้รับการกล่าวขานไปทั่วโลกอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เผยว่าสุดยอดผู้นำในอุดมคติที่เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจของเขา ก็คือจักรพรรดิพระองค์แรกของจักรวรรดิรัสเซียที่เกรียงไกรในศตวรรษที่ 18-19 นั่นเอง
ผู้นำรัสเซียคนปัจจุบันกล่าวเป็นนัยกับบรรดาผู้นำเยาวชนคนรุ่นใหม่ เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า การทำสงครามรุกรานยูเครนนั้น แท้จริงแล้วมีความชอบธรรมและเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของรัสเซีย อย่างที่ปีเตอร์มหาราชได้ทำไว้เป็นแบบอย่างอันน่าชื่นชมในประวัติศาสตร์
"ปีเตอร์มหาราชรบกับสวีเดนในมหาสงครามแดนเหนือ 21 ปี อาจจะดูเหมือนว่าเป็นฝ่ายเข้าโจมตีและยึดครองดินแดนของสวีเดน แต่ที่จริงแล้วไม่ได้แย่งชิงอะไรมาเลย ! ท่านเพียงกอบกู้ดินแดนที่เคยเป็นของเรากลับคืนมาเท่านั้น" ประธานาธิบดีปูตินกล่าว
"ตอนที่ปีเตอร์มหาราชก่อตั้งเมืองหลวงใหม่ ไม่มีประเทศไหนในยุโรปยอมรับเลยว่ามันเป็นดินแดนของรัสเซีย ทุกคนมองว่ามันคือเขตแดนของสวีเดนที่ถูกช่วงชิงไป ทั้งที่ชาวสลาฟกับคนเชื้อสายฟินโน-อูกิก (Finno-Ugic) อาศัยอยู่ที่นั่นมาโดยตลอด ยิ่งไปกว่านั้นมันเคยอยู่ใต้การปกครองของรัสเซียมาก่อน"

ที่มาของภาพ, EPA
"สงครามทางภาคตะวันตกก็เหมือนกัน ตอนที่ปีเตอร์มหาราชยกกองทัพบุกไปครั้งแรกและปะทะกับสวีเดนที่เมืองนาร์วา ท่านไปที่นั่นทำไม ? แท้ที่จริงแล้วไปเพื่อเอาดินแดนของเราคืนมาและทำให้รัสเซียแข็งแกร่งขึ้น"
"ตอนนี้ดูเหมือนว่า ภาระหน้าที่ในการเอาดินแดนกลับคืนและทำให้ประเทศชาติแข็งแกร่งตกมาอยู่กับเราแล้ว หากเราน้อมนำแนวคิดและคุณค่าเหล่านี้มาใช้เป็นพื้นฐานในการดำรงอยู่ของชาติ เราก็จะเอาชนะปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ได้อย่างแน่นอน"
ปฏิรูปกองทัพรองรับขยายดินแดน
การได้รับสมญานามว่าเป็นมหาราช (The Great) หรือผู้นำที่ถูกยกย่องว่ายิ่งใหญ่เหนือผู้นำทั้งปวงนั้น ในวัฒนธรรมยุโรปยุคเก่าก่อน มักผูกโยงอยู่กับความสามารถในการรบพุ่งขยายดินแดนเป็นหลัก โดยมีความสำคัญยิ่งกว่าการทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติในด้านอื่น ๆ
นอกจากปีเตอร์มหาราชแล้ว จักรวรรดิรัสเซียยังมีพระนางแคเธอรีนมหาราชินี "หลานสะใภ้" ของปีเตอร์มหาราช ซึ่งขึ้นครองบัลลังก์ห่างกัน 40 ปี โดยพระนางได้รับสมญานาม The Great จากชาติเพื่อนบ้านในยุโรป เพราะทรงปรีชาสามารถในการทำสงครามขยายดินแดนรัสเซียให้กว้างใหญ่ไพศาลเช่นกัน
หลังขึ้นครองบัลลังก์เป็นพระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่หนึ่งเมื่อมีอายุเพียง 10 ขวบ และต้องฟันฝ่าต่อสู้กับความขัดแย้งภายในราชวงศ์นานหลายปี ปีเตอร์มหาราชเริ่มมีความปรารถนาที่จะพัฒนายกระดับราชอาณาจักรของตน ให้เจริญทัดเทียมกับจักรวรรดิต่าง ๆ ของยุโรป ซึ่งในขณะนั้นรัสเซียถูกอารยประเทศในภูมิภาคเดียวกันมองว่า ยากจน ล้าหลัง ทั้งมีความเป็นตะวันออกหรือเป็นเอเชียมากกว่าตะวันตก
ความทะเยอทะยานนี้เริ่มต้นจากการมองหาเมืองท่า เพื่อใช้เป็นท่าเรือออกสู่ทะเลน้ำอุ่น โดยเชื่อว่าการมีเมืองท่านั้นจะหนุนนำให้รัสเซียก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจ เนื่องจากมีที่ประจำการกองทัพเรือที่ทรงแสนยานุภาพ รวมทั้งสามารถเป็นผู้นำทางการค้าในภูมิภาคได้อีกด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในปี 1695 ปีเตอร์มหาราชเปิดฉากโจมตีจักรวรรดิออตโตมัน ผู้ครองอำนาจเหนือชายฝั่งและน่านน้ำทะเลอาซอฟ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครนในทุกวันนี้ แต่ยุทธการทะเลอาซอฟ (Azov Campaigns) ของพระองค์ต้องล้มเหลวไม่เป็นท่าในครั้งแรก เพราะวางแผนผิดพลาดส่งทัพบกไปรบในสภาพภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยน้ำ
อย่างไรก็ตาม ปีเตอร์มหาราชไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ มีการริเริ่มปฏิรูปกองทัพให้ทันสมัยแบบตะวันตก โดยยึดเอาอังกฤษและเนเธอร์แลนด์เป็นแบบอย่าง ทรงให้ความสำคัญกับราชนาวีเป็นอันดับแรก โดยเรียนรู้การต่อเรือจากชาวดัตช์อย่างจริงจัง เชื่อกันว่าธงของเนเธอร์แลนด์ในยุคนั้นถูกรัสเซียดัดแปลงเพื่อใช้เป็นธงประจำเรือรบลำแรก ๆ และได้กลายมาเป็นธงชาติของรัสเซียไปในที่สุด
ศึกครั้งสำคัญที่เปลี่ยนชะตากรรมของรัสเซียและยุโรป ได้แก่ "มหาสงครามแดนเหนือ" (Great Northern War) ระหว่างปี 1700 - 1721 การสู้รบที่ยาวนานกว่าสองทศวรรษนำไปสู่จุดจบของจักรวรรดิสวีเดน และการก้าวขึ้นสู่อำนาจแทนที่ของจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งบัดนี้สามารถพิชิตได้ตั้งแต่ดินแดนแถบทะเลบอลติกไปจนถึงชายฝั่งทะเลดำทั้งหมด
น่าสังเกตว่าประธานาธิบดีปูตินอาจประทับใจในความห้าวหาญ กล้าได้กล้าเสีย และความพากเพียรพยายามในการสู้รบของปีเตอร์มหาราช ซึ่งไม่ยอมท้อถอยง่าย ๆ แม้จะต้องพ่ายแพ้หลายต่อหลายครั้งในตอนแรก หรือต้องรบพุ่งติดพันยาวนานหลายสิบปี ซึ่งนี่อาจจะเป็นเหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้ปูตินใจเย็น และพร้อมทำสงครามยืดเยื้อในยูเครน จนกว่าจะสามารถกำชัยชนะได้อย่างเด็ดขาด
นำรัสเซียสู่การเป็นชาติตะวันตก
ก่อนที่จะมีการปฏิรูปกองทัพ ปีเตอร์มหาราชออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วยุโรป รวมทั้งพบปะสานสัมพันธ์กับผู้นำและกษัตริย์ของนานาประเทศ เพื่อศึกษาวิทยาการและแนวคิดแปลกใหม่ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้รัสเซียเปลี่ยนแปลงโดยมุ่งไปสู่ความเป็นประเทศสมัยใหม่
การเดินทางเยือนประเทศต่าง ๆ ที่เรียกว่า Grand Embassy ครั้งนี้ ทำให้ปีเตอร์มหาราชพักอยู่เป็นเวลานานในนครอัมสเตอร์ดัมเพื่อเรียนการต่อเรือ หลายครั้งทรงปลอมตัวเป็นสามัญชนเพื่อให้เข้าถึงชาวบ้านในท้องถิ่น และให้ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จปลอมเป็นพระองค์แทน
ประสบการณ์ในครั้งนี้นำไปสู่การปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหญ่ของรัสเซีย มีการสนับสนุนให้คนทั่วไปเปลี่ยนการแต่งกาย จากชุดยาวคาฟตานที่ดูคล้ายชาวตุรกีหรือมองโกล เปลี่ยนมาเป็นชุดสูทแบบยุโรป มีการเก็บภาษีคนที่ไว้หนวดเครายาวแบบโบราณ โดยยกเว้นให้พวกนักบวชเท่านั้น นอกจากนี้ยังกำหนดวันขึ้นปีใหม่ให้เป็น 1 มกราคมตามแบบสากล แทนที่จะเป็นเดือนกันยายน ซึ่งเป็นเวลาที่ชาวรัสเซียเชื่อว่าโลกถูกสร้างขึ้นตามตำนานปรัมปรา
ปีเตอร์มหาราชยังดำเนินการปฏิรูปศาสนา โดยให้ยุบเลิกตำแหน่งสังฆราชที่เป็นผู้นำสูงสุดของศาสนจักรออร์โธดอกซ์ เพื่อไม่ให้ผู้นำทางศาสนามีอำนาจมากเกินไป และกลายเป็นแกนนำต่อต้านการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยแบบตะวันตก นอกจากนี้ยังมีนโยบายต้อนรับชาวคริสต์ต่างนิกายจากต่างแดน ให้เข้ามาติดต่อค้าขายและอาศัยในรัสเซียได้อย่างเสรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเชื่อมสัมพันธไมตรีกับโลกตะวันตก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ปีเตอร์มหาราชตั้งชื่อเมืองหลวงใหม่ของจักรวรรดิรัสเซียว่า นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งแม้จะอ้างว่าเป็นชื่อของนักบุญอุปถัมภ์ประจำพระองค์หรือเซนต์ปีเตอร์ก็ตาม แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นการตั้งชื่อตามพระนามของพระองค์นั่นเอง ปีเตอร์มหาราชหวังให้นครหลวงใหม่ที่สร้างบนเขตแดนที่ยึดจากสวีเดนนี้ กลายเป็น "หน้าต่างทิศตะวันตก" ซึ่งคอยเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ และเป็นช่องทางติดต่อเชื่อมสัมพันธ์กับยุโรป
ความกระตือรือร้นของปีเตอร์มหาราชที่จะนำความรู้และแนวคิดสมัยใหม่มาพัฒนาประเทศ รวมทั้งความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกตะวันตก ถือเป็นสิ่งที่แตกต่างกับจุดยืนของประธานาธิบดีปูตินอย่างมาก แม้ผู้นำรัสเซียคนปัจจุบันจะยกย่องปีเตอร์มหาราชในเรื่องของนโยบายชาตินิยมและการทหาร แต่เขาเลือกที่จะไม่เอ่ยถึงความฝักใฝ่ตะวันตกของพระองค์ และมีท่าทีไม่แยแสเมื่อรัสเซียถูกโดดเดี่ยวจากนานาชาติ
ปีเตอร์มหาราชทรงประกาศก่อตั้งจักรวรรดิรัสเซียในปี 1721 ยกระดับรัสเซียจากการเป็นประเทศตะวันออกล้าหลังยากจน สู่จักรวรรดิทรงอิทธิพลแนวหน้าของยุโรป โดยใช้การทหารปูทางเป็นสำคัญ ประธานาธิบดีปูตินหวังจะดำเนินรอยตามมหาราชพระองค์นี้ และอาจต้องการยกฐานะของตนเองขึ้นเป็น "มหารัฐบุรุษ" สุดยอดผู้นำของจักรวรรดิรัสเซียยุคใหม่ก็เป็นได้ แต่เขาจะทำได้สำเร็จหรือไม่นั้นยังคงต้องรอดูกันต่อไป










