รัสเซีย ยูเครน : หลักฐานจำนวนมากทั่วเมืองคาร์คิฟชี้ รัสเซียใช้ระเบิดลูกปรายถล่มเป็นวงกว้าง

ร่องรอยการใช้ระเบิดลูกปรายปรากฏชัดเจนบนหลังคารถยนต์คันหนึ่ง ซึ่งจอดอยู่ใกล้สนามเด็กเล่นที่เมืองคาร์คิฟ
คำบรรยายภาพ, ร่องรอยการใช้ระเบิดลูกปรายปรากฏชัดเจนบนหลังคารถยนต์คันหนึ่ง ซึ่งจอดอยู่ใกล้สนามเด็กเล่นที่เมืองคาร์คิฟ
    • Author, โดย โจเอล กันเทอร์
    • Role, รายงานจากเมืองคาร์คิฟ ประเทศยูเครน

องค์การนิรโทษกรรมสากล หรือแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยรายงานวิจัยล่าสุดที่ชี้ว่า รัสเซียสังหารพลเรือนชาวเมืองคาร์คิฟทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครนไปแล้วหลายร้อยราย โดยใช้วิธีถล่มโจมตีด้วยระเบิดแบบไม่เลือกหน้า ทั้งยังใช้ระเบิดลูกปรายหรือระเบิดพวง (cluster munitions) ซึ่งเป็นอาวุธต้องห้ามอีกด้วย

รายงานดังกล่าวระบุว่าพบหลักฐานการใช้ระเบิดลูกปราย 9N210 / 9N235 หลายต่อหลายครั้ง รวมทั้งหลักฐานการใช้เครื่องกระสุนแบบกระจายตัวเป็นวงกว้าง โดยอาวุธชนิดนี้จะทำให้จรวดที่ถูกยิงมาปลดปล่อยกับระเบิดขนาดเล็กจำนวนมากให้กระจายออกไป แล้วมันจะระเบิดขึ้นภายหลังในช่วงเวลาที่กำหนดไว้

ผู้สื่อข่าวบีบีซีได้เดินทางไปสำรวจสถานที่ 5 แห่งในเมืองคาร์คิฟ ซึ่งล้วนเป็นจุดตกของระเบิดลูกปรายในย่านที่อยู่อาศัยของพลเรือนทั้งสิ้น โดยพบว่ามีร่องรอยการระเบิดและการกระจายตัวของลูกปรายแบบสมมาตรปรากฏอยู่อย่างชัดเจน เมื่อนำภาพถ่ายร่องรอยเหล่านี้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ พวกเขาต่างก็ยืนยันว่าเป็นร่องรอยของการโจมตีด้วยระเบิดลูกปรายอย่างแน่นอน

มาร์ก ฮิซนีย์ นักวิจัยอาวุโสด้านอาวุธขององค์กรพิทักษ์สิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรท์วอทช์ (HRW) บอกกับบีบีซีว่า "ภาพทั้งหมดเป็นร่องรอยของการใช้ระเบิดลูกปรายอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของระเบิดชนิดนี้ปรากฏอยู่อย่างชัดเจน ในภาพหนึ่งยังมีเศษชิ้นส่วนของหางที่ช่วยการทรงตัวของลูกปรายเหลืออยู่ด้วย"

แฮมิช เดอ เบรตตัน กอร์ดอน อดีตนายทหารอังกฤษและผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ แสดงความเห็นหลังได้ชมคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิด ซึ่งบีบีซีได้รับมาจากชาวเมืองคาร์คิฟผู้หนึ่งว่า "มีการระเบิดของลูกปรายขนาดเล็กในคลิปวิดีโอนี้อย่างต่อเนื่อง แสดงว่าเป็นการโจมตีด้วยระเบิดลูกปรายอย่างแน่นอน"

พบร่องรอยที่เป็นเอกลักษณ์ของระเบิดลูกปราย ในย่านที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่งของเมืองคาร์คิฟ
คำบรรยายภาพ, พบร่องรอยที่เป็นเอกลักษณ์ของระเบิดลูกปราย ในย่านที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่งของเมืองคาร์คิฟ

ระเบิดลูกปรายหรือระเบิดพวงคือจรวดที่บรรจุระเบิดลูกเล็กจำนวนมากไว้ภายใน สามารถยิงจากบนพื้นหรือยิงทางอากาศลงจากเครื่องบินได้ โดยระหว่างที่กำลังพุ่งเข้าสู่เป้าหมายนั้น จรวดที่บรรจุระเบิดลูกเล็กจะเปิดออกและปล่อยให้ลูกปรายตกสู่พื้น ทำร้ายผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นจำนวนมากโดยไม่เลือกหน้า ส่วนลูกปรายที่ไม่ระเบิดในทันทีอาจระเบิดขึ้นได้หลังจากนั้นหลายเดือนหรือหลายปี

ปัจจุบันมีกว่า 120 ประเทศ ที่ลงนามรับรองสนธิสัญญาห้ามการใช้ระเบิดลูกปราย แต่รัสเซียและยูเครนไม่ได้เข้าเป็นภาคีของสนธิสัญญาดังกล่าว

สนามเด็กเล่นแห่งหนึ่งในย่านที่อยู่อาศัย "อินดุสเทรียลนี" (Industrialnyi) ของเมืองคาร์คิฟ มีร่องรอยของระเบิดลูกปรายตกลงถึง 3 จุด ใน 3 ด้านของสนาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนนี้ ทำให้อ็อกซานา ภรรยาของอิวาน ลิตวีเนียนโก ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตลงในสองเดือนต่อมา

นายลิตวีเนียนโก วัย 40 ปี เล่าให้ผู้สื่อข่าวบีบีซีฟังว่า "พวกเรากำลังเดินอยู่ในสนามเด็กเล่นกับลูกสาวอายุ 5 ขวบ ทันใดนั้นผมมองเห็นแสงสว่างวาบและได้ยินเสียงระเบิดลูกแรก ผมรีบจับตัวลูกสาวแนบไว้กับต้นไม้ แต่ภรรยาที่อยู่ห่างผมออกไปราว 5 เมตรล้มลง"

จุดตกของระเบิดลูกปรายใกล้สนามเด็กเล่น ซึ่งทำให้ภรรยาของลิตวีเนียนโกได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสะเก็ดระเบิด
คำบรรยายภาพ, จุดตกของระเบิดลูกปรายใกล้สนามเด็กเล่น ซึ่งทำให้ภรรยาของลิตวีเนียนโกได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสะเก็ดระเบิด

สะเก็ดระเบิดและเศษโลหะแหลมคมที่บรรจุไว้ภายใน พุ่งทะลุเข้าไปในหลัง คอ และท้องของอ็อกซานา ทำให้ปอดและกระดูกสันหลังได้รับความเสียหาย เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้งและรักษาตัวในแผนกไอซียูนานถึง 2 เดือน ก่อนจะเสียชีวิตลงด้วยอาการแทรกซ้อนและโรคเบาหวาน

นายลิตวีเนียนโกและเพื่อนบ้านซึ่งอยู่ในตัวอาคารที่พักขณะเกิดเหตุ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า มีเหตุระเบิดเกิดขึ้นติดต่อกันหลายครั้งเป็นเวลานานหลายนาที เมื่อเสียงระเบิดเงียบลงพวกเขาพบว่ามีเพลิงลุกไหม้ที่รถยนต์หลายคัน

เทเทียนา อาฮาเยวา พยาบาลวัย 53 ปี ซึ่งพักอาศัยอยู่ที่อะพาร์ตเมนต์ดังกล่าวและยืนอยู่หน้าตัวอาคารขณะเกิดเหตุบอกว่า "ฉันได้ยินเสียงคล้ายประทัดดังกึกก้องไปทั่ว พวกเราพากันหมอบลงและพยายามคลานไปหาที่กำบัง แต่ลูกชายของเพื่อนบ้านฉันที่อายุแค่ 16 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดตายอยู่ตรงนั้น มีรูกว้างราวหนึ่งเซนติเมตรที่หน้าอกของเขา พ่อของคนตายกระดูกสะโพกแตกและมีแผลโดนสะเก็ดระเบิดที่ขา"

อ็อกซานา ลิตวีเนียนโก กับลูกสาว เธอโดนสะเก็ดระเบิดลูกปรายเมื่อเดือน เม.ย. และเสียชีวิตลงเมื่อวานนี้ (12 มิ.ย.)
คำบรรยายภาพ, อ็อกซานา ลิตวีเนียนโก กับลูกสาว เธอโดนสะเก็ดระเบิดลูกปรายเมื่อเดือน เม.ย. และเสียชีวิตลงเมื่อวานนี้ (12 มิ.ย.)

แพทย์ที่โรงพยาบาลกลางประจำเมืองคาร์คิฟบอกว่า พบเศษโลหะในบาดแผลที่ท้อง หน้าอก และหลังของเหยื่อระเบิดจำนวนมาก โดยเศษโลหะเหล่านี้มีลักษณะตรงกับชิ้นส่วนของระเบิดลูกปราย 9N210 / 9N235 รายงานขององค์การนิรโทษกรรมสากลยังระบุว่า เหตุโจมตีด้วยระเบิดลูกปรายที่สนามเด็กเล่นย่านอินดุสเทรียลนี ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 9 คน บาดเจ็บอีก 35 คน โดยขอบเขตการระเบิดครอบคลุมเป็นวงกว้างถึง 700 ตารางเมตร

ส่วนอาคารที่พักอาศัยอีกแห่งหนึ่งบนถนนฮาริบัลดีของเมืองคาร์คิฟ มีการโจมตีด้วยระเบิดลูกปรายเช่นกัน โดยระเบิดตกลงตรงทางเข้าตัวอาคารพอดี ทำให้หญิงชราเสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บสาหัสโดยขาขาดทั้งสองข้างอีก 1 ราย ทิ้งร่องรอยความเสียหายอยู่เต็มประตูและทางเดินด้านนอก

นาเดีย คราฟชุก เพื่อนบ้านผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ผู้เสียชีวิตทั้งสองคือนางเทเทียนา เบียโลวา และเพื่อนบ้านที่เป็นหญิงชราอีกคนหนึ่ง ทั้งคู่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่ที่เก้าอี้ด้านนอก โดยมีนางโอเลนา โซโรกินา ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสนั่งอยู่ด้วย เมื่อเกิดเหตุโจมตีพวกเขารีบลุกหนีเพื่อเข้าหลบในตัวอาคารแต่ไม่ทัน

คราฟชุกเล่าว่า "ฉันได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้ง หลังจากนั้นฉันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่ตรงนี้ ส่วนอีกคนก็นอนอยู่กับพื้นตรงนั้น โอเลนาที่อยู่ใกล้กันร้องตะโกนว่า 'ฉันขาขาดแล้ว' "

นาเดีย คราฟชุก ยืนมองความเสียหายจากระเบิดลูกปราย ซึ่งคร่าชีวิตเพื่อนบ้านของเธอไป 2 ราย
คำบรรยายภาพ, นาเดีย คราฟชุก ยืนมองความเสียหายจากระเบิดลูกปราย ซึ่งคร่าชีวิตเพื่อนบ้านของเธอไป 2 ราย

ตลอดช่วงเวลาการสำรวจและวิจัย 2 สัปดาห์ องค์การนิรโทษกรรมสากลได้ตรวจสอบเหตุระเบิดทั้งหมด 41 ครั้งในเมืองคาร์คิฟ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตไปอย่างน้อย 62 คน และได้รับบาดเจ็บอีก 196 คน โดยพบหลักฐานการใช้ระเบิดลูกปรายโจมตีพลเรือนขณะใช้ชีวิตประจำวันตามปกติจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นคนที่กำลังซื้อของ คนที่ต่อแถวรอคิวรับอาหารและความช่วยเหลือต่าง ๆ หรือแม้แต่คนเดินถนนทั่วไป

โดนาเทลลา โรเวรา ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการรับมือภาวะวิกฤตขององค์การนิรโทษกรรมสากลบอกว่า "อาวุธแบบนี้ไม่ควรจะนำมาใช้อีกต่อไป มันไม่อาจเจาะจงเป้าหมายได้ แต่กลับสร้างความเสียหายใหญ่หลวงเป็นวงกว้าง ทำให้พลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก"

แม้ก่อนหน้านี้ทางการรัสเซียจะปฏิเสธเรื่องการใช้ระเบิดลูกปรายกับพลเรือนยูเครน แต่โรเวรายืนยันว่า "การเลือกใช้ระเบิดลูกปรายนั้น เท่ากับว่ามีเจตนามุ่งโจมตีพลเรือนอยู่ในตัว รัสเซียจะอ้างว่าไม่ทราบถึงผลที่เกิดขึ้นจากอาวุธชนิดนี้ไม่ได้ การตัดสินใจใช้ระเบิดลูกปรายจึงแสดงให้เห็นว่า รัสเซียไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและชีวิตของพลเรือนอย่างสิ้นเชิง"