พวกเธอเป็นเพื่อนร่วมงานมีรอยสักเหมือนกัน ก่อนจะรู้ทีหลังว่าเป็นพี่น้องกันทางสายเลือด

Cassandra Madison (L) and Julia Tinetti (R) at an airport. Both women, in the foreground, wear green sweaters. Cassandra has long brown hair in braids, Julia's hair is short and a darker shade of brown. In the blurred background there are people and yellow signs.

ที่มาของภาพ, Julia Tinetti

คำบรรยายภาพ, เมื่อแรกพบ แคสซานดรา เมดิสัน และจูเลีย ทิเนตติ (ซ้าย-ขวา) ไม่รู้เลยว่าพวกเธอเป็นพี่น้องกัน
    • Author, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

จูเลีย ทิเนตติ และแคสซานดรา เมดิสัน มีอะไรหลายอย่างที่เหมือนกัน และไม่นานหลังจากที่ทั้งคู่ได้พบกันเพราะทำงานที่บาร์แห่งเดียวกัน พวกเธอก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน ในเวลานั้นทั้งสองต่างไม่รู้เลยว่า พวกเธอใกล้ชิดกันมากเพียงใดในความเป็นจริง

ทิเนตติและเมดิสันต่างเติบโตขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 1990 ในรัฐคอนเนตทิคัต สหรัฐอเมริกา แม้ทั้งคู่จะไม่รู้จักกันในวัยเด็ก แต่บ้านของพวกเธออยู่ห่างกันเพียงราว 15 นาทีเท่านั้น และทั้งสองคนต่างก็เป็นเด็กที่ถูกอุปการะเลี้ยงดู

ในวัยเด็ก เมดิสันมักตั้งคำถามถึงแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอและเฝ้าฝันถึงวันที่จะได้พบกันสักครั้ง เธอสงสัยว่า รอยยิ้มหรือดวงตาของเธอจะได้รับการถ่ายทอดมาจากแม่หรือไม่ เธอทราบเพียงว่า ครอบครัวผู้ให้กำเนิดของเธอมาจากสาธารณรัฐโดมินิกันในภูมิภาคแคริบเบียน

"พวกเขาตัดสินใจยกฉันให้ผู้อื่นรับไปอุปการะ เพราะพวกเขายากจนมาก มาก มากจริง ๆ และไม่สามารถเลี้ยงดูฉันได้" เมดิสันกล่าว

เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เมดิสันพยายามออกตามหาครอบครัวโดยสายเลือดของตนเอง แต่เธอไม่มีสูติบัตร และความพยายามทั้งหมดก็ไม่สามารถนำไปสู่เบาะแสใด ๆ ได้เลย

Cassandra Madison (L) and Julia Tinetti (R) as babies. Cassandra is in yellow, and Julia is wearing pink. They both have similar dark brown eyes.

ที่มาของภาพ, Cassandra Madison and Julia Tinetti

คำบรรยายภาพ, เมดิสัน (ซ้าย) และทิเนตติ (ขวา) ต่างถูกอุปการะตั้งแต่ยังเป็นทารกจากสาธารณรัฐโดมินิกัน

เมื่ออายุ 19 ปี เมดิสันสักรูปธงสาธารณรัฐโดมินิกันไว้บนแขน เพื่อเตือนใจถึงรากเหง้าของตนเอง เธอบอกว่า "การเป็นชาวโดมินิกันคือสิ่งที่ฉันภูมิใจมาก"

ห้าปีต่อมาเมดิสันเริ่มทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในบาร์แห่งหนึ่ง และได้พบกับเพื่อนร่วมงานชื่อ ทิเนตติ ซึ่งสังเกตเห็นรอยสักรูปธงบนแขนของเมดิสัน

ด้วยความบังเอิญ ทิเนตติเองก็มีรอยสักธงสาธารณรัฐโดมินิกันเช่นกัน แต่ของเธอสักไว้ที่แผ่นหลัง เธอตัดสินใจสักเมื่ออายุ 22 ปี เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึงสถานที่ซึ่งเธอถือกำเนิดมาเช่นกัน

ไม่นานนัก ทิเนตติและเมดิสันก็เริ่มทราบว่า ทั้งสองต่างก็ถูกอุปการะมาเลี้ยงดูเหมือนกัน

"ฉันพูดประมาณว่า 'ใช่ ฉันถูกอุปการะมาจากที่นั่น'" ทิเนตติเล่า "แล้วเธอก็พูดว่า 'เดี๋ยวนะ เพราะฉันก็ถูกอุปการะมาจากที่นั่นเหมือนกัน' มันทำให้ฉันหยุดนิ่งไปเลย"

ทั้งสองเริ่มถามผู้คนรอบตัวว่า "คุณคิดว่าเราหน้าตาคล้ายกันไหม" และมักได้รับคำตอบว่า "ใช่ พวกคุณดูคล้ายกัน" ทิเนตติเล่า

ไม่นาน พวกเธอก็เริ่มพูดหยอกล้อกับผู้คนว่า ทั้งคู่เป็นพี่น้องกัน โดยเมดิสันถึงกับเสนอให้ใส่เสื้อผ้าเข้าชุดกัน เพื่อให้ดูคล้ายกันมากยิ่งขึ้น

Julia Tinetti hugs her dad as she meets him for the first time. She is wearing a black top and jeans and her back is to the photo. Her father is wearing a white top and jeans and hugging her tightly.

ที่มาของภาพ, Julia Tinetti

คำบรรยายภาพ, ญาติ ๆ มารอพบพี่น้องทั้งสองคนที่สนามบิน ทำให้การกลับมาพบกันครั้งนี้เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง

ในช่วงแรก ทุกอย่างนั้นสนุกสนาน แต่ ณ จุดหนึ่ง ทั้งสองก็เริ่มฉุกคิดขึ้นมาว่า พวกเธออาจมีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด จึงตัดสินใจนำเอกสารการรับอุปการะมาเปรียบเทียบกัน แต่ก็ไม่พบสิ่งใดที่บ่งชี้ว่าพวกเธอเป็นพี่น้องกัน เอกสารระบุว่าทั้งสองเกิดในคนละสถานที่ และมารดาผู้ให้กำเนิดมีนามสกุลต่างกัน

หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งคู่ต่างได้งานใหม่และแยกย้ายกันไป ทิเนตติยังคงอยู่ในรัฐคอนเนตทิคัต ขณะที่เมดิสันย้ายไปรัฐเวอร์จิเนีย ทั้งสองยังติดต่อกันอยู่ แต่ระยะทางทำให้ไม่ได้ใกล้ชิดกันเหมือนเดิม

หลายปีต่อมา เมดิสันได้รับชุดตรวจพันธุกรรมเป็นของขวัญคริสต์มาส และจากการตรวจดังกล่าว เธอพบญาติคนหนึ่ง ซึ่งบอกว่า แม่ผู้ให้กำเนิดของเธอเสียชีวิตไปเมื่อปี 2015 ข่าวนี้สร้างความสะเทือนใจอย่างมาก แต่ญาติผู้นั้นก็ช่วยให้เธอได้ค้นพบสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัว รวมถึงพ่อผู้ให้กำเนิดของเธอด้วย

ญาติของเมดิสันเล่าให้ฟังว่าเมื่อตอนที่เธอยังเป็นทารกพ่อแม่ของเธอเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่ง

เมดิสันได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับพ่อผู้ให้กำเนิดของเธอ คือ อาเดรียโน ลูนา คอลลาโด เขาเล่าถึงเหตุการณ์บางส่วนในช่วงที่เธอถูกยกให้ผู้อื่นรับไปอุปการะ เขาบอกว่า ครอบครัวในเวลานั้นยากจนถึงขั้นต้องนอนบนพื้นดิน

ในช่วงที่แม่ของเมดิสันตั้งครรภ์ ลูกชายคนโตของครอบครัวก็ป่วยหนักเช่นกัน และพ่อของเธอตัดสินใจว่า ทางเดียวที่จะทำให้ครอบครัวอยู่รอดได้ คือการยกเมดิสันให้ผู้อื่นอุปการะ

ไม่นานนัก เมดิสันก็เริ่มวางแผนเดินทางไปยังสาธารณรัฐโดมินิกัน เมื่อเธอเดินทางถึงสนามบิน ครอบครัวผู้ให้กำเนิดทั้งหมดได้มารอรับ โดยสวมเสื้อที่มีภาพใบหน้าของเธอ เมดิสันโผเข้ากอดพ่อ ทั้งคู่กอดกันและร้องไห้ออกมาด้วยกัน

การเดินทางครั้งนั้นเป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษ แต่เมื่อเมดิสันกลับบ้านก็มีเรื่องราวพลิกผันเกิดขึ้นเพิ่มเติม ผู้หญิงชื่อมอลลี่ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทในวัยเด็กของทิเนตติได้ติดต่อมา พ่อแม่ของพวกเธอเคยเดินทางจากสหรัฐฯ ไปยังสาธารณรัฐโดมินิกันด้วยกัน เพื่อรับเด็กมาอุปการะ

มอลลี่เชื่อว่า ตัวเองเป็นพี่น้องแท้ ๆ กับเมดิสัน เพราะในสูติบัตรของทั้งสองมีชื่อมารดาคนเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การตรวจดีเอ็นเอพบว่า พวกเธอไม่ได้เป็นพี่น้องกัน แต่เป็นญาติห่าง ๆ กันเท่านั้น และชื่อในสูติบัตรก็ไม่ถูกต้อง

อย่างไรก็ดี มอลลี่มีภาพถ่ายของแม่ผู้ให้กำเนิดของเมดิสัน ซึ่งเธอระบุว่า มีลักษณะเหมือนทิเนตติอย่างยิ่ง และด้วยเหตุนี้เธอจึงยืนยันว่าสิ่งที่ถูกต้องคือ เมดิสันและทิเนตติต่างหากที่เป็นพี่น้องกัน

Madison and Tinetti sit with their father and a young child, Madison's daughter. They are sitting in a row in front of some greenery and smiling at the camera.

ที่มาของภาพ, Julia Tinetti

คำบรรยายภาพ, เมดิสันและทิเนตติถ่ายภาพร่วมกับพ่อผู้ให้กำเนิดของทั้งสอง ขณะที่ลูกสาววัยเยาว์ของเมดิสันได้พบวงศาคณาญาติที่พวกเธอไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี

เมดิสันโทรวิดีโอคอลหาพ่อผู้ให้กำเนิดของเธอ และถามว่าพ่อแม่ของเธอเคยยกทารกคนอื่นให้ผู้อื่นรับไปอุปการะหรือไม่

"เขาดูเหมือนคนที่ถูกดูดพลังออกไปหมด" เมดิสันเล่า "แล้วเขาก็ตอบว่า 'ใช่ ผมเคย' และฉันก็บอกว่า 'โอ้พระเจ้า คุณไม่เคยบอกฉันเรื่องนี้เลย'"

เมื่อได้รับความจริงใหม่นี้ เมดิสันรู้สึกว่าไม่อาจรอช้าได้ เธอรีบหาชุดตรวจพันธุกรรมอีกชุดหนึ่ง และขับรถเป็นเวลาแปดชั่วโมง ฝ่าพายุหิมะไปยังที่ที่ทิเนตติอาศัยอยู่

กว่าผลตรวจจะออกมาต้องใช้เวลาสองสัปดาห์ครึ่ง ระหว่างรอฟังข่าวทั้งคู่ต่างทรมานกับการรอคอยจนไม่มีใครสามารถมีสมาธิกับการทำงานได้

ในที่สุดเมื่อผลตรวจมาถึง ทิเนตติเป็นคนเปิดอ่านข้อความ และคำตอบก็ปรากฏอยู่ตรงนั้น เธอและเมดิสันเป็นพี่น้องกัน

"เอาจริง ๆ เลย มันบ้าสุด ๆ" ทิเนตติกล่าว "ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราเป็นพี่น้องกัน แต่เราไม่เคยรู้เลย"

เมดิสันร้องไห้ออกมาเมื่อรู้ความจริง เธอเล่าเรื่องนี้ให้พ่อฟัง ซึ่งรู้สึกปลื้มใจอย่างยิ่ง และต้องการพบกับทิเนตติให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

จากนั้นพี่น้องทั้งสองจึงวางแผนเดินทางไปสาธารณรัฐโดมินิกันด้วยกัน เมื่อเดินทางถึง ครอบครัวทั้งหมดก็มารอรับอีกครั้ง คราวนี้สวมเสื้อที่มีภาพใบหน้าของพวกเธอทั้งสองคน พ่อของพวกเธอก้าวเข้าไปหาทิเนตติ กอดเธออย่างแน่น และกล่าวว่า

"มี อีฮา" ลูกสาวของผม

Cassandra Madison (L) and Julia Tinetti (R) wearing matching T-shirts, black shorts and sunglasses (check positioning of sisters)

ที่มาของภาพ, Julia Tinetti

คำบรรยายภาพ, เมดิสันและทิเนตติได้รับการต้อนรับจากครอบครัว ซึ่งสวมเสื้อยืดที่มีข้อความว่า "ยินดีต้อนรับสู่ครอบครัวของคุณ"

การเดินทางครั้งแรกของทั้งคู่ในฐานะพี่น้องเต็มไปด้วยความสุข เสียงดนตรี และการเต้นรำ คอลลาโดกล่าวว่า การได้กลับมาพบลูกสาวของเขาอีกครั้ง คือของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พระเจ้าเคยมอบให้เขา

"ผมมีความสุขมาก มีความสุขจริง ๆ ทุกครั้งที่พวกเธอมาหาผม หัวใจของผมก็เต็มไปด้วยความยินดี เราต้อนรับพวกเธอด้วยความรักและความอบอุ่น อย่างที่ครอบครัวทุกครอบครัวควรเป็น" เขากล่าว

"นี่เป็นเรื่องราวที่งดงาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสได้เล่าเรื่องแบบนี้"

เรียบเรียงจากตอนหนึ่งของรายการ เอาต์ลุก (Outlook) ทางบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส