พัฒนาการทางสมองในวัย 13 ปี ทำให้วัยรุ่น "หูทวนลม" กับเสียงพูดของพ่อแม่

ภาพสมอง

ที่มาของภาพ, Getty Images

ผลวิจัยล่าสุดทางประสาทวิทยาพบว่า วัยรุ่นไม่ได้ตั้งใจจะดื้อดึงกับผู้ปกครอง แต่สมองเริ่มปรับโครงสร้างให้สนใจรับฟังเสียงใหม่ ๆ จากนอกบ้านมากกว่า

หนึ่งในประโยคยอดฮิตติดปากพ่อแม่ที่มีลูกวัยทีนเอจ มักจะเป็นคำถามในเชิงบ่นว่า "นี่แกฟังฉันพูดอยู่หรือเปล่า หา" โดยประโยคนี้จะหลุดออกมาเวลาที่ลูกมีพฤติกรรมไม่ได้ดังใจ แถมยังทำท่าเมินเฉยเหมือนเอาหูทวนลม ไม่สนใจรับฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่เสียอย่างนั้น

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดของสหรัฐฯ ได้ชี้ถึงสาเหตุทางกายภาพของพฤติกรรมวัยรุ่นดังกล่าว ในบทความที่ตีพิมพ์ลงวารสาร Journal of Neuroscience หลังการศึกษาวงจรประสาทในสมองของกลุ่มวัยรุ่นอายุ 13 ปีขึ้นไปจำนวน 22 คน เปรียบเทียบกับการทำงานของสมองทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีลงมา

ปรากฏว่าผลสแกนสมองวัยรุ่นอายุ 13-17 ปี ชี้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของวงจรประสาทและการทำงานของสมอง ซึ่งแตกต่างไปจากตอนที่ยังเป็นเด็กเล็กอย่างมาก

เสียงของคนในครอบครัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงของแม่ ไม่ทำให้เกิดการกระตุ้นศูนย์ประมวลผลอารมณ์และระบบให้รางวัลที่สร้างความรู้สึกเป็นสุขในสมองอีกต่อไป แต่วัยรุ่นทั้งเพศชายและเพศหญิงจะตอบสนองต่อเสียงคนทั่วไปมากขึ้น รวมทั้งให้ความสนใจต่อเสียงใหม่ ๆ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

แม่กับลูก

ที่มาของภาพ, Getty Images

มีการทดลองให้กลุ่มวัยรุ่นอายุ 13 ปีขึ้นไป รับฟังเสียงต่าง ๆ ที่นักวิจัยบันทึกไว้ล่วงหน้า รวมทั้งเสียงพูดของคนที่ไม่รู้จัก และเสียงจากแม่ของแต่ละคนที่กล่าวคำตลกขบขันไร้สาระ 3 คำด้วย

ผลปรากฏว่าเสียงพูดของคนแปลกหน้า กระตุ้นการทำงานของวงจรประสาทที่ช่วยประมวลผลข้อมูลเสียงมากขึ้นกว่าตอนยังเด็ก โดยสามารถเลือกจับเอาข้อมูลแปลกใหม่ที่โดดเด่น มาสร้างเป็นความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับสังคมรอบข้างได้

นอกจากนี้ ทีมผู้วิจัยยังพบว่าวงจรประสาทบริเวณใกล้ผิวด้านล่างของสมองส่วนหน้า (ventromedial prefrontal cortex) ซึ่งมีบทบาทในการพัฒนาพฤติกรรมแบบผู้ใหญ่และการปรับตัวเข้าสังคมถูกกระตุ้นอย่างมาก ในขณะที่เสียงของแม่นั้น ไม่ทำให้เกิดการตอบสนองที่ระบบให้รางวัลและศูนย์สร้างความรู้สึกเป็นสุขมากเท่าใดนัก

ดร. แดเนียล อับบรามส์ หนึ่งในนักจิตวิทยาของทีมวิจัยบอกว่า เด็กทารกและเด็กเล็กจะสนใจจดจ่อต่อเสียงของแม่อย่างมาก เพราะมีความสำคัญต่อสุขภาพและพัฒนาการด้านต่าง ๆ ในวัยเยาว์ แต่เมื่อเด็กเติบโตจนเข้าสู่วัยรุ่นตอนต้น การรับฟังเสียงของคนอื่นนอกจากแม่จะเริ่มมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตมากกว่า

"เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น คุณจะให้ความสนใจกับเสียงของเพื่อนและคนนอกบ้านหน้าใหม่ ๆ ที่เพิ่งได้รู้จักมากกว่าเดิม ซึ่งเป็นสัญญาณของพัฒนาการทางสมองที่กำลังสร้างทักษะทางสังคม ซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นและมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย" ทีมผู้วิจัยระบุ

นอกจากงานวิจัยนี้จะช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครองเข้าใจบุตรหลานวัยรุ่นมากขึ้นแล้ว ยังมีประโยชน์ในการศึกษาเด็กที่มีปัญหาในการเข้าสังคม เนื่องจากความผิดปกติของระบบประสาทสมอง เช่นกลุ่มอาการออทิสติกที่เด็กไม่ตอบสนองต่อเสียงของแม่ตั้งแต่ยังเล็ก และมีปัญหาในการเข้าสังคมเมื่อโตขึ้น