เรียนเก่ง จบไว ใช่การพัฒนาอัจฉริยภาพของเด็กที่ถูกวิธีหรือไม่

- Author, ชัยยศ ยงค์เจริญชัย
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ข่าวเด็กชายอัจฉริยะชาวอเมริกันวัย 13 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาวิชาเอกด้านฟิสิกส์ และสาขาวิชาโททางคณิตศาสตร์ ที่เผยแพร่ทางบีบีซีไทยเมื่อ 1 พ.ค. สร้างความสนใจมากเป็นพิเศษในหมู่ผู้อ่าน ทั้งเข้ามาอ่านทางเว็บไซต์ และแสดงความเห็นทางเพจเฟซบุ๊ก
หลายคนทึ่งในความสามารถของเด็ก ยกย่องบทบาทครอบครัว ชุมชน และระบบการศึกษาที่ส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ อีกทั้งวิจารณ์ระบบการศึกษาไทยว่าไม่เอื้ออำนวยต่อการส่งเสริมอัจฉริยภาพของเด็ก ขณะที่อีกบางส่วนบอกว่าการพัฒนามนุษย์นั้น ควรเป็นองค์กร ไม่ต้องรีบเร่ง
บีบีซีไทยคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาไทย 3 คน มาร่วมแลกเปลี่ยนในมุมมองของเรื่องนี้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
"ตัดเสื้อโหล"
ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร ประธานกรรมการ บริษัท สตาร์ฟิช เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ผู้ทำงานด้านการพัฒนาการศึกษาร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนหลายแห่งเห็นว่า การศึกษาที่ใดที่สามารถจัดระบบการเรียนที่เป็นแบบเฉพาะรายบุคคลได้ เด็กที่มีความอัจฉริยะในด้านใดด้านหนึ่งก็จะได้รับการส่งเสริมอย่างถูกจุด
"แต่ในระบบการศึกษาของไทยไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะโรงเรียนส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีการส่งเสริมในด้านนี้ และพ่อแม่ซึ่งเป็นผู้ที่เห็นความเก่งด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษต้องนำเด็กออกมาฟูมฟักด้วยตัวเอง โดยการจัดการศึกษาแบบเฉพาะเจาะจงในบ้านเราเป็นไปได้ยาก เพราะระบบแบบไทยยังเน้นการตัดเสื้อโหลอยู่" ดร.นรรธพรกล่าว
ดร.นรรธพรมองว่าการที่จะวินิจฉัยเด็กว่ามีความอัจฉริยะหรือไม่นั้นต้องเริ่มมาจากครอบครัวและครูผู้สอน และเมื่อสามารถระบุได้แล้ว ผู้เกี่ยวข้องก็ต้องมาคิดหาวิธีว่าจะส่งเสริม สนับสนุนเด็กกลุ่มนี้ต่อไปอย่างไร
"ถ้ามองว่าเด็กกลุ่มนี้อยู่ตามหมู่บ้านเล็ก ๆ ตามต่างจังหวัด ครูเองก็ไม่ได้มีทรัพยากรมากมายที่จะมาช่วยเด็กที่มีความอัจฉริยะมาก แต่ถ้ามันมีระบบที่ทำให้ครูสามารถระบุเด็กกลุ่มนี้ขึ้นมาได้ในระดับเขตหรือจังหวัด และนำข้อมูลนั้นส่งไปที่ส่วนกลาง เพื่อขอให้ช่วยดูแลเด็กกลุ่มนี้และพัฒนาพวกเขาต่อไปได้น่าจะดี" ดร.นรรธพรกล่าวเสริม
เธอเห็นว่าโรงเรียนหลายแห่งเลือกดึงความสามารถพิเศษของเด็กออกมาใช้เพื่อการประกวดหรือแข่งขันมากกว่าที่จะมาวางแผนการศึกษาให้เหมาะกับความเชี่ยวชาญของเด็กกลุ่มนั้นให้พวกเขาได้พัฒนาศักยภาพได้เต็มที่

ที่มาของภาพ, Nanthaporn Seributra/Dr Prae Seributra
"เด็กที่เป็นสายกวาดรางวัลก็จะถูกส่งเสริมในเรื่องการติวข้อมูลเตรียมไปสอบแข่งมากกว่า แต่ไม่ได้เกิดการพัฒนาที่จะทำให้เด็กไปได้ถึงขีดความสามารถของเด็กได้จริง ๆ ดูว่าพวกเขาต้องการอะไร มากกว่าเวทีนี้ต้องการให้เด็กสอบประมาณไหน"
เธออธิบายว่าในการศึกษาพิเศษต้องจัดการศึกษาแบบเฉพาะรายบุคคล เพื่อให้เด็กสามารถวิเคราะห์ตัวเองได้ พร้อมตั้งเป้าหมายว่าอยากจะทำอะไร หรือไปในทิศทางไหน และครูกับผู้ปกครองต้องพยายามช่วยเหลือการเรียนรู้ของเด็ก ให้ไปถึงเป้าหมายให้ได้
"นอกจากการพัฒนาเด็กในด้านวิชาการแล้ว เรื่องการพัฒนาเด็กในเรื่องสังคมก็จำเป็นเช่นเดียวกัน"
กฎระเบียบกับการพัฒนาอัจฉริยภาพ
รศ.ดร. ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) รักษาการเลขาธิการคุรุสภา อธิบายระดับการศึกษาของไทยให้เห็นภาพอย่างง่ายว่า แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ การศึกษาขั้นพื้นฐานกับการอุดมศึกษา โดยการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นจัดไว้ 15 ปี ในส่วนอุดมศึกษานั้น ไม่มีการกำหนดอายุผู้เข้าเรียน แต่กำหนดว่าต้องจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.6)
"พอมีข้อกำหนดแบบนี้ก็ทำให้เด็กที่เก่ง ๆ ก็ยังต้องมานั่งเรียนอยู่กับเพื่อนในช่วงอายุเดียวกันในการศึกษาขั้นพื้นฐาน แทนที่จะไปเรียนอุดมศึกษาได้เลย" ดร. ประวิตกล่าว
"ปัญหาคือเรายังไม่ได้แก้กฎหมายตรงจุดนี้ ที่จะทำให้เด็กที่เก่งข้ามชั้นได้ หรือไม่ต้องมาดูที่การศึกษาขั้นพื้นฐานแล้วและสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เลย แต่เรายังไม่มีระบบที่จะรองรับ เด็กนักเรียนไทยต้องได้รับการศึกษาตามหลักสูตร ถึงจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้ นี่คือปัญหาหลักของเรา"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นอกจากการปรับแก้กฎให้เด็กกลุ่มอัจฉริยะข้ามชั้นได้และยังสามารถเข้ามหาวิทยาลัยได้โดยที่ยังเรียนไม่ครบปีตามกำหนด อีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นคือการจัดให้มีชั้นเรียนที่มารองรับเรื่องพวกนี้
"ก่อนอื่นต้องมีระบบที่จะมาวินิจฉัยเด็กก่อน ถ้ารู้ว่าเด็กเป็นอัจฉริยะให้แยกห้องเรียนออกมาเพื่อรองรับเขา และพัฒนาเขาต่อเพื่อให้พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทำได้ในเชิงระบบ แต่บ้านเรายังใช้ระบบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เด็กทั้งหมดเข้ามาแบบเดียวกัน และจบออกไปแบบเดียวกัน มันยังจำกัดอยู่ที่ ตรงจำนวนปีที่เรียน" ดร. ประวิตเสนอ
ดร. ประวิตให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าระบบการเรียนการสอนในห้องเรียน มีหลายปัจจัยที่ไปทำลายความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก เพราะเป็นหลักสูตรที่ถูกออกแบบมาให้ทุกคนต้องเรียนเรื่องเดียวกันทั้งหมด ทำให้ระบบกักขังความอัจฉริยะของเด็กไม่ให้โตไปกว่าเพื่อนได้ และครูก็ต้องมาสอนแบบเฉลี่ยเพื่อที่จะดูเด็กเก่งพร้อมกับเด็กอ่อนไปพร้อมกัน
"ตัวหลักสูตรเองก็เป็นปัญหาที่ทำให้เด็กเก่งไม่สามารถไปต่อได้แบบไม่มีข้อจำกัดของหลักสูตร โดยตอนนี้ถ้าหลักสูตรระบบให้เหลือเท่านี้ก็ต้องเรียนแค่นี้อยู่"
รศ.ดร. ประวิต เห็นว่า การที่จำนวนเด็กที่มีความอัจฉริยะยังมีไม่มากในไทย ทางการจึงยังไม่พร้อมที่จะลงทุน เพราะมองเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุน ขณะที่ในประเทศพัฒนาแล้ว มีระบบที่ดูแลเด็กกลุ่มนี้ แม้มีเพียงแค่โรงเรียนละ 1-2 คน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ห้องเรียน Gifted ไม่ใช่คำตอบ
แม้หลายโรงเรียนหันมาจัดให้มีชั้นเรียนพิเศษที่เรียกว่าห้องเรียนสำหรับเด็ก gifted แต่ดร. ประวิตมองเห็นว่าระบบนี้ก็ยังไม่ตอบโจทย์ เพราะระบบนี้คือการคัดเอาเด็กเก่งที่มีความสามารถในการจ่ายค่าเรียนพิเศษมากขึ้นเอามานั่งเรียนรวมกัน ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ก็ยังต้องมาเรียนจบ ม. 6 พร้อมกับเพื่อนคนอื่น ๆ อยู่เหมือนเดิม แต่สิ่งที่เรียนเข้มข้นและยากมากกว่าเท่านั้นเอง
เขามองว่าสิ่งที่ประเทศไทยจะทำได้ก็คือสร้างโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนพิเศษ เช่นจุฬาภรณ์ มหิดลวิทยานุสรณ์ หรือกำเนิดวิทย์ ที่เป็นโรงเรียนเพื่อสร้างมารองรับเด็กกลุ่มนี้จริง ๆ โดยไม่ต้องกำหนดว่าต้องเรียนครบตามกำหนด ถ้ามีความสามารถพอก็ทำการจัดสอบประเมินผล เพื่อให้ไปต่อในระดับอุดมศึกษาได้เลย
"ถ้าเจอเด็กในกลุ่มนี้ทางรัฐต้องเข้าไปช่วยสนับสนุน รัฐต้องลงทุนผ่านโรงเรียนเหล่านี้ โดยรัฐต้องมีระบบในการคัดกรองเด็กกลุ่มนี้และแยกออกมาเพื่อส่งไปเรียนตามโรงเรียนของเด็กเฉพาะกลุ่มดูแลต่อ"
ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ดร. ประวิตเสนอให้แก้กฎหมายเรื่องการศึกษาภาคบังคับ ให้สามารถทดลองเพื่อส่งเสริมเด็กที่มีความสามารถพิเศษให้จบได้เร็วขึ้น
"สิ่งที่เราทำได้คือนำโรงเรียนเฉพาะทางมาทำโครงการนำร่องให้ภาครัฐเห็นก่อนว่ามันทำได้จริง ๆ ก่อนที่จะมีการผลักดันให้ปลดล็อคกฎระเบียบเรื่องการศึกษา"

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
ต้องพัฒนาตามวัย
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้มุมมองอีกด้านว่า พัฒนาการของคนไม่ใช่เรื่องของสมองเรื่องเดียว โดยเขาไม่ได้คิดว่าต้องเร่งให้เด็กทำอะไรในช่วงอายุไหน ซึ่งถือเป็นแนวคิดสมัยใหม่ที่ไม่ต้องวัดว่าเด็กสามารถเขียนหรืออ่านหนังสือได้เมื่อไหร่ หรือเข้ามหาวิทยาลัยได้ตอนอายุเท่าไหร่
"เรื่องแบบนี้ไม่ต้องเร็ว แต่ต้องให้ทุกคนได้เติมเต็มศักยภาพของตัวเอง ซึ่งน่าจะเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย และของโลกด้วย" ดร.สมเกียรติอธิบาย
ดร. สมเกียรติเคยสอบได้ที่ 1 ประเทศไทย ได้สิทธิเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีในคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ติดปัญหาด้านวุฒิการสมัครจึงหันเหไปเรียนต่อที่ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแทน
เขามองว่า การยกระดับการศึกษาให้ดีเป็นสิ่งสำคัญ โดยเริ่มตั้งแต่เด็กเล็กต้องได้รับการดูแลที่ดี ได้รับสารอาหารครบ ได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสม เช่นมีคนคุยด้วยหรือเล่นด้วย และมีการเข้าสังคมได้ในแบบเด็ก ถ้าพื้นฐานได้ เด็กที่มีความอัจฉริยะก็จะปรากฏออกมาเอง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
"ประเทศไทยมีโจทย์ใหญ่ตรงที่มีคนเก่ง ๆ เยอะ แต่เกิดในครอบครัวที่ไม่พร้อม มีภาวะขาดสารอาหาร เจ็บป่วย ไม่มีโอกาสได้รับการเรียนรู้หรือการกระตุ้นตามวัย ถ้าโตขึ้นมา เรื่องของการศึกษาขั้นพื้นฐานที่พึงต้องได้ต้องมีคุณภาพดี และเข้าถึงได้โดยคนทั่วไป" ดร.สมเกียรติกล่าว
"เด็ก ๆ ทุกคนควรต้องรู้หนังสือขั้นพื้นฐานทั้งในเรื่องทักษะการอ่าน การเขียน และได้เรียนในสิ่งที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก ถ้าจะมีโปรแกรมการจัดการเรียนการสอนพิเศษเพิ่มเติม ควรต้องรอให้เด็กโตขึ้นมาก่อน เช่นช่วงมัธยมศึกษาเป็นต้นไป โดยไม่จำเป็นต้องเร่งมากก่อนวัย"
ดร.สมเกียรติเห็นว่ามีเด็กไทยจำนวนมากไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาในระดับที่มีคุณภาพที่ดี เพราะฉะนั้นเรื่องที่สำคัญมาก คือการสร้างคุณภาพของโรงเรียนโดยรวมให้ดีก่อน ตั้งแต่ได้รับสารอาหารครบถ้วนในระดับปฐมวัย จนถึงการเรียนหนังสือที่มีคุณภาพ
"การมีโรงเรียนที่พัฒนาศักยภาพเด็กอัจฉริยะโดยเฉพาะเป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะตั้งแต่ระดับมัธยมต้นขึ้นมา แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการพัฒนาขั้นพื้นฐานตั้งแต่ระดับประถมศึกษาที่มีคุณภาพดีและเข้าถึงได้โดยคนทุกกลุ่ม ต้องเป็นโจทย์เบอร์หนึ่งของไทยเลย"

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
พัฒนาตั้งแต่หลังคลอด
ดร.สมเกียรติมองเห็นว่าประเด็นที่สำคัญที่สุดคือการลงทุนกับในกลุ่มเด็กปฐมวัย โดยต้องเริ่มตั้งแต่การอนุญาตให้แม่ลาคลอดได้นานขึ้น เพื่อจะได้มีเวลากับลูก โดยการพัฒนาในช่วงนี้สำคัญและต้องทำตั้งแต่หลังคลอดจนก่อนเข้าเรียน เพราะถือเป็นช่วงที่สมองกำลังพัฒนา มีสารอาหารที่ครบครันเช่นมีนมให้ดื่ม มีอากาศบริสุทธิ์ มีสถานที่ให้วิ่งเล่น ให้สมองและร่างกายได้พัฒนาไปพร้อม ๆ กัน
"รัฐบาลส่วนกลางและฝ่ายปกครองท้องถิ่นสามารถช่วยเหลือตรงนี้ได้" เช่น เรื่องการเพิ่มวันลาคลอดดูแลบุตรแรกเกิดทั้งของพ่อและแม่

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ตอนนี้ผู้หญิงไทยสามารถลาคลอดได้ 3 เดือน ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานสากลที่แนะนำโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) อยู่ 15 วัน เมื่อเทียบกับสิงคโปร์ที่ลาได้ 4 เดือน ฟินแลนด์ลาได้ 8 เดือนของทั้งพ่อและแม่รวมกัน โดยก่อนคลอดแม่ลาได้ 2 เดือน และหลังคลอดแม่และพ่อลาได้ 8 เดือน
ดร.สมเกียรติ เห็นว่า ไทยยังมีศูนย์ดูแลเด็กเล็กไม่เพียงพอ ในต่างประเทศเช่นเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย รัฐบาลจะสนับสนุนให้มีศูนย์เด็กเล็กในที่ทำงาน โดยเฉพาะในบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ต้องมีศูนย์เด็กเล็กให้พนักงานและคนที่ไม่ใช่พนักงาน ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่าย
"ที่ญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าถ้ารอไปจนถึงอนุบาลก็สายไปเสียแล้ว"
"คนไทยจะเข้าใจผิดว่าลูกอ่านหรือเขียนหนังสือได้เร็วเป็นเด็กฉลาด แต่จริง ๆ มันเป็นเรื่องของพัฒนาการ ขอเพียงแค่การศึกษามีคุณภาพดี และปล่อยให้เด็กได้มีความคิดสร้างสรรค์เยอะ ๆ ให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยความสนุก ไม่ใช่ไปเน้นแต่วิชาการ"

ประเทศไทยลงทุนไปกับการศึกษาไม่ตำกว่าปีละ 8 แสนล้านบาท องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจรายงานไว้ในปี 2561 ว่า ประเทศไทยมีรายจ่ายด้านการศึกษาเทียบกับ GDP สูงเป็นอันดับที่ 5 ของโลกอยู่ที่ 5% และเมื่อนำงบประมาณการศึกษาไปเทียบกับงบประมาณรวม ประเทศไทยถือว่าทุ่มงบให้การศึกษาในระดับที่สูงกว่าหลายประเทศ โดยธนาคารโลก (World Bank) รายงานว่าปี 2561 ประเทศไทยใช้งบการศึกษาเทียบกับงบรวมสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองมาจากมาเลเซีย ที่ 17.2 %
อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีการลงทุนไปกับการศึกษาที่ค่อนข้างสูงมากกว่าประเทศที่ขึ้นชื่อด้านการพัฒนาการศึกเป็นอันดับหนึ่งของโลกอย่างฟินแลนด์ แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กนักเรียนไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ตำกว่าเกณฑ์มาตรฐานโลกอยู่มาก










