รัสเซีย ยูเครน : กษัตริย์เบลเยียมเปิดบ้านรับผู้ลี้ภัยยูเครน – เซเลนสกีวอนเยอรมนีโค่น “กำแพงรัสเซีย”

สมเด็จพระราชาธิบดีฟีลิป และสมเด็จพระราชินีมาตีลด์ แห่งเบลเยียม ตัดสินพระทัยเปิดบ้านให้ชาวยูเครนที่หนีภัยสงครามเข้าพัก โดยทางการเบลเยียมประเมินว่าจะมีผู้ลี้ภัยชาวยูเครนราว 200,000 คนหลั่งไหลเข้าประเทศในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

สำนักพระราชวังเบลเยียมยืนยันกับบีบีซีว่า จะเปิดบ้าน 2 หลังที่เป็นของสำนักงานทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ให้ผู้ลี้ภัยชาวยูเครนเข้าไปพักอาศัยได้ 3 ครอบครัว โดยบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่ในกรุงบรัสเซลส์ ส่วนอีกหลังอยู่ในแคว้นวอลลูน ทางตอนใต้ของประเทศ และหากมีความต้องการที่พักเพิ่มก็จะเปิดอาคารอีกหลังหนึ่งนอกเมืองหลวงให้กลุ่มผู้ลี้ภัยเข้าพัก

โฆษกสำนักพระราชวังเบลเยียม ระบุว่า สมเด็จพระราชาธิบดีฟีลิป ทรงตัดสินพระทัยเรื่องนี้หลังจากได้ฟังคำบอกเล่าจากชาวยูเครน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก ที่พระองค์ได้พบระหว่างเสด็จเยือนศูนย์ลงทะเบียนผู้ลี้ภัยในกรุงบรัสเซลส์ เมื่อ 16 มี.ค.

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ราชวงศ์เบลเยียมให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว ราชวงศ์ได้เปิดบ้านของสำนักงานทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ให้แก่ประชาชนที่บ้านเรือนเสียหายจากเหตุน้ำท่วมครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีของเบลเยียมเข้าพัก

ปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยชาวยูเครนกว่า 10,000 คน ลงทะเบียนขอความช่วยเหลือจากทางการเบลเยียม ซึ่งมอบสถานะและความคุ้มครองชั่วคราวเพื่อให้คนเหล่านี้สามารถพำนักและทำงานในเบลเยียมได้เป็นเวลา 1 ปี

เซเลนสกีวอนเยอรมนีโค่น "กำแพงรัสเซีย"

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ได้กล่าวต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเยอรมนี เมื่อ 17 มี.ค. ว่ากำแพงเบอร์ลินรูปแบบใหม่กำลังก่อตัวขึ้นมาแบ่งแยกยุโรปออกจากเสรีภาพกับการกดขี่

ผู้นำยูเครนได้กล่าวขอบคุณเยอรมนีที่ให้ความช่วยเหลือแก่ยูเครน แต่ขณะเดียวกันก็แสดงความไม่พอใจที่ธุรกิจสัญชาติเยอรมันบางส่วนยังคงดำเนินการอยู่ในรัสเซีย โดยยกตัวอย่างโครงการท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม 2 (Nord Stream 2) ซึ่งปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้วว่าเป็น "การฉาบปูนให้กำแพงแห่งใหม่" ที่แบ่งแยกยุโรป และชี้ว่า การที่เยอรมนียังลังเลใจที่จะให้ยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) เปรียบดัง "อิฐอีกก้อน" ในกำแพงใหม่นี้

เขากล่าวต่อนายกรัฐมนตรีโอลาฟ ชอลซ์ ของเยอรมนีว่า "คุณชอลซ์ครับ จงโค่นกำแพงแห่งนี้" ซึ่งเป็นการพูดซ้ำคำกล่าวครั้งประวัติศาสตร์ของอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ของสหรัฐฯ เมื่อปี 1987 ที่ขอให้โซเวียตทำลายกำแพงเบอร์ลิน สัญลักษณ์ของการแบ่ง "โลกเสรี" กับ "โลกคอมมิวนิสต์" ในช่วงสงครามเย็น

รัสเซียถล่มที่หลบภัยคนนับพัน

กองกำลังรัสเซียทิ้งระเบิดใส่โรงละครของเมืองมาริอูโปล ซึ่งมีพลเรือนราว 1,000 - 1,200 คน ใช้เป็นสถานที่หลบภัยตลอดช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทางการยูเครนยังไม่ทราบจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุครั้งนี้

สภาเมืองมาริอูโปลได้เผยแพร่ภาพถ่ายความเสียหายจากเหตุดังกล่าว ซึ่งแสดงให้เห็นซากโรงละครที่ถูกทำลายจนพังราบ แถลงการณ์ของสภาเมืองยังระบุว่า เครื่องบินของรัสเซียจงใจทิ้งระเบิดใส่ที่หลบภัยของพลเรือนที่อยู่กันอย่างสงบ "ด้วยเจตนาชั่วร้าย"

นายดมิโทร คูเลบา รัฐมนตรีต่างประเทศของยูเครน กล่าวประณามการกระทำของกองกำลังรัสเซียว่าเป็น "อาชญากรรมสงครามที่น่าสยดสยองอีกครั้งหนึ่งในเมืองมาริอูโปล" ทั้งยังชี้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่ฝ่ายรัสเซียจะไม่รู้ ว่าโรงละครดังกล่าวเป็นสถานที่หลบภัยของพลเรือน

ก่อนหน้านี้บีบีซีได้รับรายงานว่า มีเด็กและคนชราจำนวนมากที่อาศัยหลบภัยในโรงละครดังกล่าว โดยพวกเขามีสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้าย ขาดแคลนอาหารและน้ำรวมทั้งสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ

ภาพถ่ายดาวเทียมของบริษัท Maxar Technologies ของสหรัฐฯ ซึ่งบันทึกไว้เมื่อวันที่ 14 มี.ค.ยังเผยว่า ผู้ที่หลบภัยในโรงละครเมืองมาริอูโปล ได้เขียนตัวอักษรขนาดใหญ่เป็นคำว่า "เด็ก" ในภาษารัสเซีย ที่ทางเดินภายนอกโรงละคร โดยอาจหวังให้เครื่องบินรบรัสเซียมองเห็นจากทางอากาศและงดเว้นการโจมตี

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว RIA ของทางการรัสเซียรายงานว่า กระทรวงกลาโหมของรัสเซียได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาลยูเครน โดยชี้ว่าการโจมตีโรงละครดังกล่าวไม่ใช่ฝีมือของตน

ขณะนี้ยังมีพลเรือนอีกราว 400,000 คน ติดอยู่ในวงล้อมการสู้รบที่เมืองท่ามาริอูโปล ทางการยูเครนคาดว่ามีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีเมืองแห่งนี้ไปแล้วกว่า 2,400 ราย

รัสเซียรับไม่ได้ ไบเดนเรียกปูติน "อาชญากรสงคราม"

รัฐบาลรัสเซียแถลงตอบโต้กรณีที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ กล่าวเรียกประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียว่าเป็น "อาชญากรสงคราม" ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นวาทะที่ทำให้สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างชาติตะวันตกกับรัสเซียเพิ่มสูงขึ้นไปอีก

ทางการรัสเซียระบุว่า "สำนวนภาษาเช่นนี้เราไม่อาจยอมรับและให้อภัยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นคำเรียกขานที่มาจากประมุขของรัฐ ผู้ที่ประเทศของเขาได้ทิ้งระเบิดสังหารผู้คนมาแล้วหลายแสนทั่วโลก"

ก่อนหน้านี้ผู้นำสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธที่จะเรียกนายปูตินว่าอาชญากรสงคราม หลังถูกนักข่าวชาวอเมริกันผู้หนึ่งตั้งคำถามว่า สมควรจะเรียกผู้นำรัสเซียเช่นนั้นได้แล้วหรือไม่

แต่ในเวลาต่อมาเมื่อถูกนักข่าวคนดังกล่าวท้าทายอีกครั้ง นายไบเดนจึงได้ตอบรับว่า "ผมคิดว่าเขาเป็นอาชญากรสงคราม"

เมื่อวานนี้ (16 มี.ค.) ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ที่กรุงเฮกของเนเธอร์แลนด์ มีคำตัดสินให้รัสเซียยุติการโจมตีรุกรานยูเครนในทันที ทั้งยังห้ามไม่ให้กระทำการใด ๆ ที่จะยกระดับความขัดแย้งให้สูงขึ้นไปอีก โดยศาลโลกชี้ว่าข้ออ้างของรัสเซียที่รุกรานยูเครนเพื่อขัดขวางการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั้น ไม่เป็นความจริงและขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ศาลโลกไม่มีอำนาจบังคับใช้คำตัดสินดังกล่าวกับรัสเซีย แต่ล่าสุดประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนออกมาชี้ว่า "ทั่วโลกควรยอมรับอย่างเป็นทางการได้เสียทีว่า รัสเซียได้กลายเป็นรัฐก่อการร้ายไปแล้ว"

ด้านประธานาธิบดีปูตินแถลงทางโทรทัศน์โดยกล่าวหาชาติตะวันตกว่า พยายามใช้คำโกหกเพื่อทำให้รัสเซียแตกแยกกันภายใน ทั้งยังกล่าวประณาม "คนทรยศ" ชาวรัสเซีย ซึ่งสมควรขจัดให้หมดสิ้นไป เพื่อให้ประเทศชาติเข้มแข็งขึ้น

"ไม่ว่าใครก็ตามโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวรัสเซีย ควรจะสามารถแยกแยะผู้รักชาติที่แท้จริงออกจากพวกสวะและคนทรยศ ถ่มน้ำลายใส่พวกมัน เหมือนกับถ่มแมลงวันที่บังเอิญบินเข้าปากออกมา"

ผู้นำรัสเซียยังกล่าวหาว่า ชาติตะวันตกอยู่เบื้องหลังการจุดชนวนความขัดแย้งในสังคม โดยมีเป้าหมายมุ่งทำลายประเทศรัสเซียเป็นหลัก

รัสเซียปล่อยตัวนายกเทศมนตรีเมืองเมลิโตโปล

หนึ่งในเจ้าหน้าที่ของทีมผู้ช่วยประธานาธิบดียูเครน เผยว่านายอิวาน เฟโดรอฟ นายกเทศมนตรีเมืองเมลิโตโปลทางตอนใต้ ซึ่งถูกกองกำลังรัสเซียจับตัวไปเมื่อ 5 วันก่อน ได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระแล้ว หลังทางการยูเครนตกลงแลกตัวเขากับเชลยศึก ซึ่งก็คือทหารเกณฑ์ชาวรัสเซีย 9 คน

เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวแถลงทางโทรทัศน์ว่า เชลยศึกที่กองทัพยูเครนควบคุมตัวไว้เหล่านี้ ล้วนเป็นชายหนุ่มที่มีอายุราว 18-19 ปีเท่านั้น ซึ่งที่จริงแล้วอาจเรียกได้ว่ายังเป็นเด็กอยู่

ก่อนหน้านี้ชาวเมืองเมลิโตโปลพากันออกมาประท้วงตามท้องถนน หลังทหารรัสเซียบุก "ลักพาตัว" นายเฟโดรอฟอย่างอุกอาจ โดยลากตัวเขาออกมาจากที่ทำการหน้าจัตุรัสกลางเมือง และใช้ถุงพลาสติกครอบศีรษะของเขาไว้ด้วย ประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนและผู้แทนสหภาพยุโรป (อียู) ต่างกล่าวประณามการกระทำของทหารรัสเซียว่า เป็นอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อประชาธิปไตย

ด้านกองทัพยูเครนเผยว่า ได้สังหารนายพลผู้บัญชาการกองกำลังรัสเซียเป็นคนที่ 4 แล้ว โดยพลโทโอเลก มิตจาเอฟ ถูกกองกำลังอาซอฟซึ่งเป็นของฝ่ายขวาในยูเครนสังหาร ในการสู้รบใกล้กับเมืองท่ามาริยูโปลเมื่อวานนี้

บรรดานักวิเคราะห์เชื่อว่า มีนายพลผู้บัญชาการกองกำลังรัสเซียถึง 20 คน ที่ถูกส่งมาดำเนินปฏิบัติการทางทหารในยูเครน ซึ่งหากรายงานข่าวนี้เป็นจริง ก็เท่ากับว่าผู้นำทางทหารระดับสูงของรัสเซียถูกสังหารไปถึง 1 ใน 5 แล้ว ซึ่งน่าสงสัยว่าเหตุใดผู้บัญชาการเหล่านี้จึงเข้าไปอยู่ในสถานที่เสี่ยงอันตรายในแนวหน้า

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่ายูเครนใช้งานข่าวกรองทางทหาร เพื่อเจาะจงมุ่งเป้าสังหารผู้บัญชาการระดับสูง นักบิน และผู้บังคับการหน่วยปืนใหญ่ของรัสเซียโดยเฉพาะ