You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
“ระเบิดสุญญากาศ” อาวุธต้องห้ามที่รัสเซียถูกกล่าวหาว่าใช้โจมตียูเครน อานุภาพรุนแรงแค่ไหน
นางออกซานา มาร์คาโรวา ทูตยูเครนประจำกรุงวอชิงตัน ได้เข้าให้การกับรัฐสภาสหรัฐฯ โดยระบุว่ารัสเซียได้ใช้อาวุธเทอร์โมบาริก (Thermobaric weapon) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ระเบิดสุญญากาศ" โจมตีชาวยูเครน ทั้งที่อาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงนี้ถือเป็นสิ่งต้องห้ามในการนำมาใช้กับพลเรือน
ระเบิดชนิดนี้มีพลังมหาศาลเมื่อเทียบกับระเบิดธรรมดาที่มีขนาดเท่ากัน เนื่องจากมีหลักการทำงานที่แตกต่างออกไป ทั้งยังใช้วัตถุระเบิดและวิธีการจุดชนวนที่ต่างกันด้วย
ระเบิดสุญญากาศ (vacuum bomb) ยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า "ระเบิดแอโรซอล" (aerosol bomb) หรือระเบิดละอองลอย เนื่องจากมีวัตถุระเบิดเป็นอนุภาคของแข็งหรือของเหลวที่ฟุ้งกระจายอยู่ในก๊าซ ดูแล้วคล้ายกับหมอกควันเมื่อถูกปลดปล่อยออกมาจากภาชนะบรรจุ
ระเบิดสุญญากาศจะมีชนวนระเบิดแยกกันเป็นสองส่วน เมื่อถูกยิงออกไปจากเครื่องยิงจรวดหรือถูกทิ้งลงมาจากเครื่องบินแล้ว ขณะที่โดนเป้าหมายจะเกิดการระเบิดเบา ๆ เป็นครั้งแรก เพื่อปลดปล่อยละอองลอยที่เป็นวัตถุระเบิดออกมา
กลุ่มหมอกควันนี้จะแพร่กระจายตัวไปในวงกว้าง รวมทั้งเข้าไปในตัวอาคาร บังเกอร์ หรือซอกหลืบที่ไม่ได้ปิดสนิท จากนั้นจะมีการจุดชนวนระเบิดครั้งที่สอง ทำให้เกิดคลื่นกระแทกรุนแรงและละอองลอยติดไฟลุกไหม้ โดยมันจะดูดเอาออกซิเจนรอบข้างเข้าไปจนเกิดภาวะสุญญากาศและความร้อนมหาศาล สามารถทำลายอาคารที่มีการเสริมความแข็งแกร่ง รวมทั้งคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาลได้
ระเบิดที่มีพลังทำลายล้างน่ากลัวเช่นนี้ ถูกนำไปใช้ในปฏิบัติทางทหารหลายรูปแบบด้วยหลายวัตถุประสงค์ ระเบิดสุญญากาศยังถูกออกแบบให้มีหลายขนาด ตั้งแต่เป็นระเบิดมือไปจนถึงอาวุธที่ใช้กับเครื่องยิงระเบิดแบบประทับบ่า
ส่วนระเบิดสุญญากาศที่มีขนาดใหญ่ซึ่งใช้ในการโจมตีทางอากาศนั้น จัดว่ามีความรุนแรงสูงสุดกับเป้าหมายซึ่งอยู่ในที่แคบหรือที่ปิดเช่นถ้ำหรืออุโมงค์ โดยเมื่อปี 2007 รัสเซียเคยทดสอบ "โคตรพ่อแห่งระเบิด" ซึ่งมีความรุนแรงเท่ากับระเบิดธรรมดา 44 ตันมาแล้ว ทั้งยังเป็นระเบิดที่ไม่ใช่อาวุธนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดของโลกด้วย
ความสามารถในการเข้าทำลายศัตรูในตัวอาคารหรือที่ปิดแคบ ทำให้ในปัจจุบันยังคงนิยมใช้ระเบิดสุญญากาศกับการสู้รบในตัวเมืองกันอยู่ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่รัสเซียจะใช้ระเบิดชนิดนี้ในการบุกยึดกรุงเคียฟ รวมทั้งเมืองใหญ่หลายแห่งทางตะวันออกของยูเครน
ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ารัสเซียได้ใช้ระเบิดสุญญากาศไปแล้ว หรือมีแผนจะใช้มันในการสู้รบกับชาวยูเครนในอนาคต แต่มีรายงานผู้พบเห็นเครื่องยิงอาวุธเทอร์โมบาร์ริกของรัสเซียในยูเครน และที่เมืองเบลโกรอดของรัสเซียซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับชายแดนยูเครน
แม้จะไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศข้อใดห้ามการใช้ระเบิดสุญญากาศโดยตรง แต่หากรัสเซียใช้อาวุธชนิดนี้โจมตีพลเรือนจริง ก็จะถือว่าเป็นการละเมิดอนุสัญญากรุงเฮกปี 1899 และ 1907 ซึ่งห้ามการมุ่งเป้าโจมตีพลเรือนในเขตที่อยู่อาศัย โรงเรียน หรือโรงพยาบาล
อันที่จริงแล้วเริ่มมีการใช้ระเบิดสุญญากาศกันมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง โดยกองทัพเยอรมันเป็นผู้ริเริ่มประดิษฐ์ขึ้นใช้ก่อน แต่ยังไม่มีการพัฒนาอาวุธชนิดนี้อย่างกว้างขวางมากนัก จนกระทั่งสหรัฐฯ นำมาใช้ในสงครามเวียดนามช่วงทศวรรษ 1960
สหรัฐฯ ยังใช้ระเบิดสุญญากาศในช่วงปี 2001 เพื่อทำลายฐานที่มั่นของกลุ่มอัลไคดาในเทือกเขาโทราโบราของอัฟกานิสถาน ส่วนรัสเซียเคยใช้ระเบิดสุญญากาศในการทำสงครามที่เชชเนีย เมื่อปี 1999 ทำให้ถูกกลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนประณามอย่างหนัก
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ระเบิดสุญญากาศที่รัสเซียผลิตถูกกองกำลังรัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ใช้ทำร้ายพลเรือนในสงครามกลางเมืองของซีเรียด้วย
คุณมีคำถาม เราหาคำตอบ: ผลกระทบของสงครามในยูเครนต่อประเทศไทย