รัสเซีย ยูเครน : มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของชาติตะวันตกกำลังส่งผลกระทบต่อคนรัสเซีย

    • Author, อนาสตาเซีย สโตกเนอี ในมอสโก และ ไซมอน เฟรเซอร์ ในลอนดอน
    • Role, บีบีซีนิวส์

"ถ้าผมออกจากรัสเซียได้ในตอนนี้ ผมจะทำ แต่ผมไม่สามารถลาออกจากงานได้" อันเดร ชาวรัสเซียคนหนึ่งในกรุงมอสโกกล่าว

อันเดร ไม่มีเงินพอจะชำระหนี้เงินกู้ในมอสโกได้ เพราะตอนนี้ทางการได้ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นสูงจากเดิมมาก

ปัจจุบันชาวรัสเซียหลายล้านคนกำลังเผชิญชะตากรรมไม่ต่างจากอันเดร พวกเขาเริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของชาติตะวันตกที่มีขึ้นเพื่อลงโทษรัสเซียที่รุกรานยูเครน

"ฉันวางแผนจะหาลูกค้าใหม่ในต่างแดนให้ได้เร็วที่สุด และจะย้ายออกจากรัสเซียด้วยเงินที่เก็บออมไว้..." นักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมวัย 31 ปีคนหนึ่งกล่าว

"ฉันกลัวที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป ผู้คนถูกจับกุมฐานพูดต่อต้านนโยบายของรัฐบาล ฉันรู้สึกละอายใจ และฉันก็ไม่ได้ลงคะแนนเลือกตั้งผู้ที่อยู่ในอำนาจพวกนี้เข้ามา"

ผู้ให้สัมภาษณ์ในบทความนี้พูดคุยกับบีบีซีถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในรัสเซียโดยไม่ขอเปิดเผยชื่อจริง และบางคนจะใช้นามสมมุติ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

มาตรการคว่ำบาตรที่โลกตะวันตกกำลังใช้ลงโทษรัสเซียครั้งนี้ถูกเรียกว่า สงครามเศรฐกิจ โดยมีเป้าหมายในการโดดเดี่ยวรัสเซีย และทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง บรรดาผู้นำชาติตะวันตกต่างหวังว่ามาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์นี้จะทำรัฐบาลรัสเซียเปลี่ยนความคิดเรื่องการทำสงครามในยูเครน

ขณะเดียวกัน มาตรการเหล่านี้กำลังส่งผลต่อชาวบ้านรัสเซียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางคนต้องสูญเสียเงินที่เก็บออมมา และชีวิตของพวกเขาก็กำลังเผชิญกับความยากลำบาก

ตัวอย่างของมาตรการคว่ำบาตรที่มุ่งเป้าไปยังธนาคารรัสเซียบางแห่งนั้น เช่น การตัดธนาคารเหล่านี้ออกจากระบบชำระเงินด้วยบัตรวีซ่า และมาสเตอร์การ์ด รวมทั้งบริการแอปเปิลเพย์ และกูเกิลเพย์

ดาเรีย วัย 35 ปี ทำงานเป็นผู้จัดการโครงการในกรุงมอสโก บอกว่ามาตรการนี้ทำให้เขาไม่สามารถใช้บริการรถไฟใต้ดินได้

"ผมมักจ่ายค่าตั๋วผ่านทางโทรศัพท์ แต่ตอนนี้ใช้ไม่ได้แล้ว คนอื่นก็มีปัญหาเดียวกัน ปรากฏว่าเครื่องอ่านบัตรโดยสารใช้ระบบของธนาคาร VTB ซึ่งถูกคว่ำบาตร และไม่สามารถรับการชำระเงินผ่านกูเกิลเพย์ และแอปเปิลเพย์ได้"

"ผมต้องซื้อบัตรรถไฟใต้ดินแทน...แต่ก็ไม่สามารถจ่ายเงินที่ร้านได้ ด้วยเหตุผลเดียวกัน" ดาเรีย เล่า

เมื่อ 28 ก.พ. รัสเซียได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานจาก 9.5% เป็น 20% เพื่อลดผลกระทบจากการที่ค่าเงินรูเบิลอ่อนค่าเป็นประวัติการณ์ หลังจากที่สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ถอดธนาคารของรัสเซียออกจากตลาดการเงินในชาติตะวันตก ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ของรัสเซียยังปิดทำการท่ามกลางความหวั่นวิตกว่านักลงทุนจะพากันเทขายหุ้น

รัฐบาลรัสเซียระบุว่า มีทรัพยากรเพียงพอที่จะต้านทานการคว่ำบาตรที่เกิดขึ้น แต่หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงคำกล่าวนี้

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางของรัสเซียได้ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนกและแห่กันไปถอนเงิน

อันตน (นามสมมุติ) ชายวัยยี่สิบตอนปลาย ซึ่งกำลังเข้าคิวรอถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มแห่งหนึ่งในกรุงมอสโกเล่าว่า "ไม่มีเงินดอลลาร์ ไม่มีเงินรูเบิล ไม่มีอะไรเลย ! ถึงจะมีเงินรูเบิล แต่ผมก็ไม่ต้องการมัน"

"ผมไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป ผมกลัวว่าตอนนี้เรากำลังจะกลายเป็นเกาหลีเหนือ หรืออิหร่าน" เขากล่าว

ปัจจุบันหากชาวรัสเซียต้องการจะซื้อเงินตราต่างประเทศจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นราว 50% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน

ในช่วงต้นปี 2022 เงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 75 รูเบิล ส่วนเงิน 1 ยูโร มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 80 รูเบิล แต่การรุกรานยูเครนทำให้อัตราแลกเปลี่ยนช่วงหนึ่งเมื่อ 28 ก.พ. มูลค่าเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐได้ถีบตัวไปอยู่ที่ประมาณ 113 รูเบิล และเงิน 1 ยูโร พุ่งแตะ 127 รูเบิล

สำหรับชาวรัสเซีย อัตราแลกเปลี่ยนเงินรูเบิลกับเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนมายาวนาน

ในช่วงทศวรรษที่ 1990 หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินสกุลเดียวที่ชาวรัสเซียใช้เป็นเงินออม

แม้ในช่วงหลายทศวรรษหลังจากนั้น ธนาคารกลางรัสเซียออกมาตรการที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในเงินรูเบิล แต่ในยามที่สถานการณ์บ้านเมืองเกิดความไม่แน่นอน ชาวรัสเซียยังคงรุดไปยังตู้เอทีเอ็มที่ใกล้ที่สุดเพื่อถอนเงินดอลลาร์สหรัฐออกมา

และตอนนี้ก็ไม่ต่างกัน

ทันทีที่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนเมื่อสัปดาห์ก่อน คนรัสเซียจำนวนมากต่างแห่ไปถอนเงิน เพราะยังจดจำบทเรียนจากวิกฤตการณ์ครั้งก่อน ๆ ได้

อิลยา (นามสมมุติ) ซึ่งอยู่ในวัยสามสิบตอนต้น เพิ่งจะผ่อนชำระเงินกู้บ้านในกรุงมอสโกหมด เล่าว่าเขาไม่สามารถโยกย้ายถิ่นฐานได้ในเร็ว ๆ นี้

"ตอนที่ปฏิบัติการทางทหารในดอนบาสเริ่มขึ้น ผมตรงดิ่งไปที่ตู้เอทีเอ็มแล้วถอนเงินฝากที่ผมมีกับธนาคารสเบอร์แบงก์ (Sberbank) ออกมาเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ตอนนี้ผมต้องซุกมันไว้ใต้หมอน"

"เงินเก็บที่เหลือของผมยังคงอยู่ในธนาคาร ครึ่งหนึ่งเป็นเงินดอลลาร์ ส่วนที่เหลือเป็นเงินรูเบิล ถ้าสถานการณ์เลวร้ายลง ผมจะถอนเงินออกมาจำนวนมาก ผมกลัวว่าจะมีการปล้นทรัพย์เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย แต่จะทำยังไงได้ล่ะ" อิลยา กล่าว

ภาพที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นผู้คนจำนวนมากต่อแถวรอถอนเงินตามตู้เอทีเอ็ม และที่แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เพราะพวกเขากลัวว่าบัตรเอทีเอ็มจะใช้ไม่ได้ หรือจะมีการจำกัดวงเงินที่สามารถถอนได้

หลังจากรัสเซียเริ่มบุกยูเครนได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง เงินดอลลาร์สหรัฐ และเงินยูโรก็เริ่มถูกถอนไปจนเกือบหมด นับตั้งแต่นั้นเงินสดทั้งสองสกุลก็มีอย่างจำกัดมาก อีกทั้งยังมีการจำกัดวงเงินรูเบิลที่สามารถถอนจากธนาคารได้

เยฟเกนี (นามสมมุติ) วัย 45 ปี ซึ่งกำลังเข้าคิวถอนเงินในกรุงมอสโกเล่าว่า เขาต้องการถอนเงินไปชำระหนี้เงินกู้

"ทุกคนที่ผมรู้จักต่างวิตกกังวล ทุกคนเครียด ผมไม่สงสัยเลยว่าชีวิตจะย่ำแย่ลง สงครามมันช่างเลวร้าย"

"ผมคิดว่าทุกประเทศมีสองมาตรฐาน และตอนนี้ "ชาติมหาอำนาจ" กำลังวัดความแข็งแกร่งของกันและกัน เพื่อตัดสินว่าใครจะเหนือกว่า และทุกคนก็กำลังเดือดร้อน"

ปัญหาขาดแคลนเงินดอลลาร์และยูโรไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่ในกรุงมอสโก แต่ทีมข่าวบีบีซีแผนกภาษารัสเซียรายงานว่า ยังเกิดปัญหาเดียวกันนี้ในหลายเมืองทั่วรัสเซีย อาทิ เปียร์ม โคสโตรมา และเบลโกรอด

ปัญหาดังกล่าวทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีรายหนึ่งสร้างโปรแกรมบอททางเทเลแกรมเพื่อจองการถอนเงินยูโรและดอลลาร์สหรัฐอัตโนมัติจากตู้เอทีเอ็มของธนาคารทิงก์ออฟ (Tinkoff) พร้อมกับแบ่งปันตำแหน่งของตู้เอทีเอ็มที่จะถอนเงินได้ให้กับผู้สมัครใช้บริการ

นอกจากนี้ ชาวรัสเซียหลายคนยังใช้วิธีสั่งจองเงินสดผ่านแอปพลิเคชันของธนาคาร แต่เมื่อ 28 ก.พ. ลูกค้าของสเบอร์แบงก์ ธนาคารรัฐรายใหญ่ที่สุดในรัสเซียบอกกับบีบีซีว่า พวกเขาไม่สามารถสั่งจองเงินสดผ่านทางแอปพลิเคชันได้เลย และจะต้องเข้าไปทำธุรกรรมดังกล่าวที่ธนาคาร

บรรดาธนาคารในรัสเซียต่างปฏิเสธว่ากำลังเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างเห็นด้วย และชี้ว่าปัญหาขาดแคลนเงินสดตามตู้เอทีเอ็มนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามสกัดประชาชนแห่ถอนเงินจากธนาคาร

แม้รัฐบาลรัสเซียระบุว่าได้คาดการณ์ถึงมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกเอาไว้อยู่แล้ว และได้เตรียมการรับมือเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้ระบุว่าจะมีแนวทางช่วยเหลือธุรกิจต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบอย่างไร

ในขณะที่ประชาชนรัสเซียก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นกับชีวิตของพวกเขา โดยในกรุงมอสโกเริ่มมีรายงานประชาชนเข้าคิวซื้ออาหาร เพราะคิดว่าจะเกิดปัญหาขาดแคลนขึ้นจากราคาสินค้าที่พุ่งสูง และการจำกัดทางการค้า

ขณะเดียวกันคาดว่า บริษัทรัสเซียอาจต้องตัดลดชั่วโมงการทำงานลง และหยุดการผลิตจากผลกระทบของมาตรการคว่ำบาตร นอกจากนี้เงินออมของประชาชนอาจมีมูลค่าลดลง และคาดว่าชาวรัสเซียหลายคนอาจต้องตกงาน เพราะเศรษฐกิจถดถอยจากการที่รัสเซียถูกตัดขาดจากตลาดการเงินในชาติตะวันตก

สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันทำให้ชาวรัสเซียหวนคิดถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในตอนที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผนวกไครเมียเข้าเป็นของตนในปี 2014 ซึ่งประชาชนต้องเข้าคิวนานหลายชั่วโมงเพื่อถอนเงินจากธนาคาร

รายงานเพิ่มเติมโดย อมาเลีย ซาตารี บีบีซีแผนกภาษารัสเซีย ในกรุงมอสโก