รัสเซีย ยูเครน : โวโลดีมีร์ เซเลนสกี จากประธานาธิบดีตัวตลกสู่ผู้สร้างขวัญกำลังใจแห่งชาติ

- Author, สตีเฟ่น มัลเวย์
- Role, บีบีซี นิวส์
ประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี มีภูมิหลังเป็นนักแสดงตลกผู้ซึ่งไร้ประสบการณ์ทางการเมือง หลังจากชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อเกือบสามปีก่อน ความชื่นชอบในตัวเขาก็เสื่อมถอยลงไปอย่างมาก แต่วิกฤตใหญ่ของชาติได้เปลี่ยนให้เขากลายเป็นผู้นำประเทศที่น่าศรัทธาไปในชั่วข้ามคืน
เขาสร้างแรงสะเทือนในทั่วทั้งประเทศยูเครนด้วยคำปราศรัย รวมทั้งการส่งสารผ่านโซเชียลมีเดียในรูปแบบของวิดีโอเซลฟี ทำให้เขากลายเป็นตัวแทนของความโกรธเกรี้ยวของประชาชนยูเครน และกำลังท้าทายต่อความก้าวร้าวของรัสเซีย
ในขณะที่การแสดงออกประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซีย ที่เป็นฝ่ายส่งทหารบุกเข้ามา ก็ดูไร้เหตุผลมากขึ้นทุกที อย่าง การที่เขากล่าวหาว่ายูเครนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสาธารณรัฐโดเนตสก์และลูฮันสก์ที่เพิ่งแยกตัวออกมา และเรื่องความจำเป็นในการขจัดแนวคิดในลัทธินาซีของยูเครน แต่นายเซเลนสกีที่ตกเป็นฝ่ายรับกลับมีการแสดงออกที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาดูกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และมีความมุ่งมั่น
การแสดงออกของนายเซเลนสกีเช่นนี้เป็นสิ่งนักวิจารณ์หลายคน รวมทั้งกลุ่มปัญญาชนคาดไม่ถึงโดยสิ้นเชิง
เวลาอันสำคัญยิ่งที่เปลี่ยนแปลงผู้นำที่ได้คะแนนนิยมไม่ค่อยดีนัก แถมในบางครั้งก็ดูเป็นคนที่ตื้นเขิน ให้กลายเป็นผู้นำของประเทศที่ได้รับศรัทธาอย่างล้นหลาม ก็คือ เช้ามืดของวันที่ 24 ก.พ. อันเป็นเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่รัสเซียจะกรีฑาทัพเข้าสู่ยูเครน ในคลิปที่นายเซเลนสกีโพสต์ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีบางส่วนเขาพูดภาษารัสเซียด้วยนั้นได้เรียกร้องให้ประธานาธิบดีปูตินหลีกเลี่ยงการก่อสงคราม
วันนั้นนายเซเลนสกีใส่สูทสีเข้ม ยืนอยู่หน้าแผนที่ยูเครน พร้อมกับกล่าวว่าทั้งสองประเทศไม่ต้องการสงคราม "ไม่ทั้งสงครามเย็น, ไม่ทั้งสงครามร้อน หรือไม่แม้แต่สงครามลูกผสม" แต่ก็เน้นย้ำด้วยว่าหากประชาชนยูเครนถูกโจมตี พวกเขาก็จะปกป้องประเทศ "เมื่อคุณโจมตีเรา คุณจะเห็นหน้าเรา ไม่ใช่ข้างหลังของเรา แต่เป็นใบหน้าของเรา" ในความหมายที่ว่าเราจะเดินหน้าสู้ ไม่มีหันหลังวิ่งหนีไปเป็นอันขาด
เมื่อการบุกโจมตีเริ่มขึ้น นายเซเลนสกีก็ออกคลิปอันใหม่ ในครั้งนี้เขาใส่เครื่องแบบทหาร แสดงท่าทีขึงขัง แสดงความมุ่งในการต่อสู้แม้ว่าสงครามจะเปรียบได้กับการที่คนธรรมดากำลังต่อกรกับยักษ์ใหญ่ ช่วงเย็นวันเดียวกันเขาก็ออกมาพูดผ่านสื่ออีกครั้ง ครั้งนี้เขาเตือนผู้นำชาติตะวันตกว่าหากไม่ให้ความช่วยเหลือแก่ยูเครนในวันรุ่งขึ้น "สงครามจะไปเคาะประตูบ้านคุณ"
"นี่เป็นเสียงของม่านเหล็กยุคใหม่ซึ่งคลี่ออกมาปกคลุมและตัดขาดรัสเซียออกจากโลกอันเจริญแล้วทั้งปวง" นี่คือสิ่งที่นายเซเลนสกีเขียนในทวิตเตอร์เป็นข้อความแหลมคม ทรงพลัง และเหมาะเจาะกับเวลา

ที่มาของภาพ, Getty Images
ยูเลีย แม็คกัฟฟี บรรณาธิการบริหารของเว็บไซต์ข่าวโนโวเย วเร็มยา (Novoye Vremya) บอกว่าเธอผิดหวังมากที่เขาได้รับเลือกมาเป็นประธานาธิบดีเมื่อเดือนเม.ย. 2019 เธอไม่ศรัทธาในตัวเขาและไม่เชื่อว่าเขาจะมีความสามารถในการบริหารประเทศ
แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวยูเครนรวมทั้งเธอกลับเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับประธานาธิบดีของพวกเขาไปโดยสิ้นเชิง
"เขาได้รับการสนับสนุน และความเคารพนับถือทันทีที่รัสเซียเริ่มสงคราม ชาวยูเครนก็มายืนข้างโวโลดีมีร์ เซเลนสกี และเขาสามารถสวมบทบาทของผู้นำที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คน และรวบรวมความสามัคคีของชาติได้ เขากำลังเป็นผู้นำรัฐบาลที่จะยืนหยัดต้านทานกับกองทัพของปูติน และนั่นทำให้ผู้คนเกิดความชื่นชอบและเคารพในตัวของเขา"
การเข้ามาเล่นการเมืองของนายเซเลนสกี ก็เป็นเรื่องคล้าย ๆ กับบทบาทการแสดงของเขาในซีรีส์เรื่อง "ผู้รับใช้ของประชาชน" (Servant of the People) เขาแสดงเป็นครูสอนในโรงเรียนแห่งหนึ่ง และเกิดจับพลัดจับผลูได้เป็นประธานาธิบดีจากเหตุที่นักเรียนคนหนึ่งของเขาโพสต์วิดีโอคลิปขณะที่ครูกำลังประนามการคอร์รัปชันในระบบการเมืองอย่างเผ็ดร้อน
ในปี 2019 นายเซเลนสกี ลงสมัครชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดี คนไม่น้อยดูแคลนเขาและคิดว่ามันเป็นเรื่องตลก แถมพรรคการเมืองที่เขาตั้งขึ้นก็ยังชื่อเดียวกับซีรีส์ในทีวี นั่นก็คือ "ผู้รับไช้ของประชาชน" แต่เขาก็ชนะการเลือกตั้งโดยได้คะแนนเสียงสนับสนุนถึง 73% ด้วยคำมั่นที่ว่าจะปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวง และนำสันติภาพมาสู่ภาคตะวันออกของประเทศ
แม้ประธานาธิบดียูเครนนั้นมีอำนาจมากมายในมือ แต่การทำตามสัญญาที่ให้ไว้เช่นนั้นเป็นยากเย็นเสมอ ในความเห็นของยารีนา ไคลอุชคอฟสกา แล้ว สำหรับประธานาธิบดีที่ได้รับคะแนนนิยมสูงขนาดนั้น สิ่งที่เดียวที่เขาต้องเจอเมื่อเข้าสู่ตำแหน่งก็คือ ความนิยมที่ถดถอยลงอย่างรวดเร็ว
"การให้คำมั่นที่เลิศหรู กับการทำนโยบายให้ประสบผลสำเร็จนั้นเป็นคนละเรื่องกัน" ยารีนากล่าว

ก่อนเข้ามาเล่นการเมือง
- เกิดที่เมืองครีวี ริห์ (Kryvyi Rih) , ทางตะวันออกของยูเครน
- ในปี 1978 ได้ปริญญานิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งชาติ ในกรุงเคียฟ
- เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ที่ประสบความสำเร็จ จากการผลิตรายการให้กับสถานีโทรทัศน์ของมหาเศรษฐี อิฮอร์ โคโลมอยสกี ซึ่งต่อมาก็ได้ผันตัวมาสนับสนุนนายเซเลนสกี ในการเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
- ก่อนหน้าปี 2005 นายเซเลนสกี มุ่งความสนใจไปแค่อาชีพในวงการโทรทัศน์และภาพยนตร์เท่านั้น

ช่วงที่นายเซเลนสกี หาเสียง เขาได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากนายอิฮอร์ โคโลมอยสกี ซึ่งมีทั้งเงินและอำนาจ ทำให้หลายคนกลัวว่าเขาจะกลายเป็นประธานาธิบดีหุ่นเชิด ที่ถูกบงการโดยนายโคโลมอยสกี อันเป็นบุคคลที่สหรัฐฯ ประกาศสอบสวนเพราะต้องสงสัยว่าฉ้อโกงและฟอกเงินระหว่างประเทศ
แต่นายเซเลนสกี ก็แสดงให้เห็นว่าเขามีอิสระ และเป็นตัวของตัวเองมากกว่าที่ฝ่ายวิจารณ์คาดเอาไว้ ตัวอย่างที่สำคัญที่สุดก็คือการที่เขาปฏิเสธไม่ให้ธนาคาร PrivatBank อันมีนายโคโลมอยสกี เป็นเจ้าของ ให้โอนมาเป็นของเอกชนอีกครั้ง แต่สุดท้ายแล้วธนาคารแห่งนี้ก็ถูกผนวกเข้ามาเป็นของรัฐบาล
ในอีกทางหนึ่งนั้น การโกงกินก็ฝังรากลึกในยูเครน และก็มีความกังวลว่ากฎหมายต่อต้านผู้มีอิทธิพลฉบับใหม่อาจถูกใช้เพื่อจัดการกับบางคน ในขณะที่คนแบบเดียวกันในอีกฝ่ายกลับลอยตัว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การที่นายโปโตร โปโรเชนโก อดีตประธานาธิบดีและเป็นคู่แข่งทางการเมืองของโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกง ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ของประเทศตะวันตกไม่น้อยคิดว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง
ส่วนปัญหาความรุนแรงในภาคตะวันออกของประเทศ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 14,000 คน ที่นายเซเลนสกี พยายามแก้ไขโดยการขอเจรจากับรัสเซียก็มีความก้าวหน้าไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มีเพียงการแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างกัน รวมทั้งการจัดเตรียมบางส่วนของกระบวนการสันติภาพ ที่เรียกว่า ข้อตกลงมินสก์ เท่านั้น
ปัญหาเหล่านี้ทำให้ในปี 2020 ความนิยมของเขาก็ตกลงเรื่อย ๆ และข้อนี้อาจเป็นแรงผลักดันให้นายเซเลนสกี ต้องออกโรงผลักดันให้ยูเครนเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป และนาโตให้มากขึ้น อันเป็นที่มาของความโกรธเกรี้ยวของรัสเซีย
ยารีนา คลีอุชคอฟสกา บอกว่าที่ผ่านมาการโน้มน้าวประชาชนให้เห็นด้วยกับนายเซเลนสกีในการแก้ไขปัญหาของภาคตะวันออกของประเทศ รวมทั้งความสัมพันธ์กับรัสเซียนั้นไม่เป็นที่น่าประทับใจเอาเสียเลย จนกระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป
เมื่อเสียงกลองแห่งสงครามดังขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็ประกาศสถาปนาวันแห่งสันติภาพขึ้น และยังคงเน้นย้ำว่าวิถีทางการทูตน่าจะเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ได้ แม้ในยามที่มีรายงานว่ามีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงมากขึ้นในเขตสู้รบ
"เขาหลีกเลี่ยงหัวข้อที่เกี่ยวกับสงคราม การทำการรบ หรือแม้แต่อะไรที่เกี่ยวกับการทหาร เพราะเขาไม่คุ้นเคยกับหัวข้อเหล่านี้ เขาไม่พร้อมที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในที่สาธารณะเลย" คลีอุชคอฟสกา กล่าว
ส่วนท่าทีของเขาต่อการเตือนจากสหรัฐฯ และประเทศตะวันตกอื่น ๆ ที่ว่ารัสเซียอาจจะโจมตียูเครนได้ทุกเมื่อ ก็คือคำแนะนำของสหรัฐฯ ที่ให้ยูเครนแสดงท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างเข็มแข็งกว่านี้นั้น เป็นสิ่งที่ "แพงเกินไปสำหรับยูเครน"

ที่มาของภาพ, Getty Images
แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อเขาแสดงปาฐกถาในการประชุมความมั่นคงแห่งมิวนิคเมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้คลีอุชคอฟสกาเปลี่ยนจากคนที่ไม่ศรัทธาในตัวเขากลายเป็นแฟนคลับ
ในการพูดครั้งนั้นเขาเริ่มต้นด้วยการบรรยายถึงการไปเยือนโรงเรียนอนุบาลในภาคตะวันออกของประเทศซึ่งถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ
"เมื่อหลุมที่เกิดจากแรงระเบิดปรากฏขึ้นในสนามเด็กเล่นของโรงเรียน เด็ก ๆ ก็มีคำถามว่าโลกได้ลืมเลือนความผิดพลาดในศตวรรษที่ 20 ไปแล้วหรืออย่างไร" เขากล่าว
"การอยู่เฉยทำให้คุณกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด" เขาบอกบรรดาผู้ที่เข้าร่วมประชุมในวันนั้น ซึ่งมีทั้งนักการทูตตะวันตกและผู้เชี่ยวชาญด้านการทหาร เขากล่าวถึงการที่วลาดิเมียร์ ปูตินคัดค้านระบบโลกใหม่ภายใต้การนำของสหรัฐฯ ในการประชุมเดียวกันนี้ที่เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีก่อน และเมื่อรัสเซียฟื้นตัว และกลับมาแสดงอำนาจเช่นเดิมอีกครั้ง "โลกมีปฏิกิริยาอย่างไรกันหรือ ก็เพิกเฉยละเลยกันไป"
สำหรับคลีอุชคอฟสกา แล้ว ไม่เคยมีผู้นำยูเครนคนใดที่พูดแรงแบบนี้ต่อหน้าประเทศตะวันตกขนาดนี้มาก่อนเลย "สำหรับฉันแล้ว ช่วงเวลาแห่งเกียรติยศของซีเลนสกีมาจากคำปราศรัยอันแหลมคมของเขาในการประชุมที่มิวนิค" ยูเลีย แม็กกัฟฟี กล่าว และเธอก็คิดว่าหลังจากคำปราศรัยของเขาในครั้งนั้น พวกคู่แข่งทางการเมืองของเขาในประเทศก็คิดว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาชวนทะเลาะกันอีกต่อไป
เจ้าหน้าที่หน่วยงานข่าวกรองของตะวันตกคนหนึ่งอ้างว่าโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เป็นชื่อแรกสุดในเป้าหมายสังหารของกองกำลังรัสเซีย คนในครอบครัวเขาเป็นเป้าหมายที่สอง แต่พวกเขาก็ยังคงไม่ออกไปจากยูเครน
นายเซเลนสกียืนยันว่าเขายังคงอยู่ในประเทศด้วยวิดีโอเซลฟีหลายชิ้น ที่ถ่ายทำในสถานที่ต่าง ๆ กัน เช่น สำนักงานของประธานาธิบดี หรือ เฮ้าส์ ออฟ ไคเมอราส์ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นในกรุงเคียฟ
"แน่นอนว่าเขาเป็นนักแสดง ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นตัวตนจริง ๆ ของเขาหรือเปล่า แต่ไม่ว่าเขาจะทำอะไร มันได้ผลไปทุกสิ่งอัน" คลีอุชคอฟสกากล่าว "คนเขียนบทพูดให้เขาคงพบแล้วว่ามุขไหนจึงจะมีประสิทธิภาพ พวกเขามาจากวงการบันเทิง แต่ว่าการเขียนบทให้กับเน็ตฟลิกซ์นั้นแตกต่างจากการเขียนคำปราศรัยให้กับประธานาธิบดีอย่างแน่นอน
แม้ว่าสถานการณ์ของยูเครนยังคงวิกฤต ไม่แน่ว่าจะรอดจากเงื้อมมือเหล็กของรัสเซียหรือไม่ แต่ประธานาธิบดีวัย 44 ปี ผู้อ่อนหัดทางการเมืองก็ได้ค้นพบบทบาทใหม่ของตัวเองที่ช่วยเรียกขวัญกำลังใจให้กับประชาชนชาวยูเครนได้อย่างมาก
"เพื่อนของฉันคนหนึ่งเขียนไว้ว่า เซเลนสกี ได้แผ่รังสีคอสมิกออกมาอย่างฉับพลัน และมันก็แสดงถึงบุคลิกทัศนคติของเขาในเวลานี้" แม็คกัฟฟี่กล่าวทิ้งท้าย











