อังกฤษออกแนวปฏิบัติให้ครูให้ข้อมูลนักเรียนรอบด้านในประเด็นที่เป็นข้อถกเถียง

กระทรวงศึกษาธิการอังกฤษ ออกแนวปฏิบัติใหม่เตือนโรงเรียนต่าง ๆ ให้สอนวิชาที่มีความละเอียดอ่อนอย่างปราศจากอคติ และไม่ยัดเยียดมุมมองทางการเมืองให้ผู้หนึ่งผู้ใด

เนื้อหาการเรียนการสอนที่ถือว่าละเอียดอ่อนและซับซ้อน มีอาทิ ประวัติศาตร์จักรวรรดิอังกฤษ หรือความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ โดยกระทรวงศึกษาธิการย้ำเตือนครูไม่ให้แสดงความเห็นส่วนตัวในระหว่างที่สอน และจะต้องนำเสนอเนื้อหาอย่างเป็นกลาง ไม่เกินเลย

เรื่องนี้กลายมาเป็นประเด็นหลังจากนักเรียนที่โรงเรียนชั้นประถมในเมืองน็อตติงแฮม ถูกขอให้เขียนจดหมายวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรี

อังกฤษกำหนดให้การส่งเสริมการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองในชั้นเรียนเป็นสิ่งผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.การศึกษา ปี 1996 นั่นหมายความว่าหากครูนำเสนอมุมมองทางการเมืองที่เป็นข้อโต้แย้ง ก็จะต้องนำเสนอเนื้อหาอีกด้านเพื่อความสมดุล ซึ่งแนวปฏิบัติล่าสุดเกี่ยวกับการนำเสนอมุมมองทางการเมืองอย่างเป็นกลางในโรงเรียน ได้ขอให้ครูใคร่ครวญอย่างระมัดระวังในการวางแผนการสอนและการนำเสนอเนื้อหาประกอบ

แนวปฏิบัตินี้ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างเนื้อหาที่เป็นส่วนหนึ่งของการสอน เช่น เรื่องการเหยียดสีผิว หรือลัทธิล่าอาณานิคม และการสนับสนุนกลุ่มรณรงค์ต่าง ๆ เช่น แบลกไลฟ์ แมตเทอร์

หลังกระทรวงศึกษาธิการเผยแพร่แนวปฏิบัติล่าสุดในวันนี้ (17 ก.พ.) สหภาพการศึกษาแห่งชาติออกมาคัดค้าน โดยระบุว่ามีแนวปฏิบัติมากพออยู่แล้วใน พ.ร.บ.การศึกษา และชี้ว่าแนวปฏิบัติใหม่จะยิ่งทำให้เกิดความซับซ้อนมากขึ้นไปอีก ทั้งยังจะทำให้โรงเรียนไม่กล้าแตะเรื่องที่เป็นประเด็นทางการเมือง

อย่างไรก็ดี สมาคมโรงเรียนและวิทยาลัยเห็นด้วยกับแนวปฏิบัติใหม่ โดยบอกว่าออกมาในเวลาที่เหมาะเจาะขณะที่คนหนุ่มสาวกำลังตกอยู่ในวังวนของข้อมูลผิด ๆ และเป็นพิษที่เผยแพร่กันทางออนไลน์และโซเชียลมีเดีย

แบรนเวน เจฟฟรีย์ส บรรณาธิการข่าวการศึกษาของบีบีซี เห็นว่าการออกแนวปฏิบัติเรื่องนี้ เป็นความตั้งใจของรัฐบาล ที่จะเข้ามาแทรกแซงและส่งสัญญาณเกี่ยวกับเรื่องที่จะเป็นประเด็นในอนาคต การที่รัฐบาลทำเรื่องนี้ในตอนนี้ก็เพราะกำลังเกิด "สงครามวัฒนธรรม" ซึ่งมุมมองที่แตกต่างถูกนำไปถกเถียงกันอย่างออกรสทางโซเชียลมีเดีย

ประเด็นอย่างการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ความไม่เป็นธรรมทางเชื้อชาติทั้งในอดีตและปัจจุบัน และความอดอยาก เป็นเรื่องที่วัยรุ่นได้เรียนรู้ทางโซเชียลมีเดียโดยการนำเสนอของอินฟลูเอ็นเซอร์ หรือคนที่วัยรุ่นชื่นชอบ

แท้จริงแล้วมีหัวข้อที่โรงเรียนต้องคำนึงให้มากระหว่างการสอนมาเป็นเวลานานแล้ว อย่างความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ แต่คำถามคือว่าแนวปฏิบัติที่ออกมาใหม่ จะช่วยบรรเทาเบาบางหรือเติมเชื้อไฟหากมีข้อถกเถียงเรื่องที่มีการสอนหรือไม่สอนในชั้นเรียนขึ้นมาอีกในอนาคต