มองประวัติศาสตร์ไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ

    • Author, ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์
    • Role, อาจารย์สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

4 มี.ค. ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดตัวเพลง "วันใหม่" ในงาน Thailand's Investment Year - What's New?" เป็นเพลงลำดับที่ 8 ที่เขาแต่งเนื้อร้อง มีใจความว่า วันใหม่ที่เป็นประวัติศาสตร์ชาติไทย สู่เส้นทางประชาธิปไตยกำลังจะมาถึง พร้อมขอให้ทุกคนรวมพลัง อย่าให้ใครเข้ามาทำร้ายประเทศไทยอีก

สิ่งที่เราควรตั้งคำถามคือ "ประวัติศาสตร์ชาติไทย" ในความคิดของหัวหน้า คสช. นี้เป็นเช่นไร และน่าคิดต่อไปว่า ถ้าเขาได้เป็นนายกอีก อนาคตของวิชาประวัติศาสตร์ไทย แม่แบบทางความคิดของคนไทยที่ถูกกำหนดในวิชาประวัติศาสตร์นั้นจะเป็นเช่นไร

อันดับแรก ผู้อ่านต้องเข้าใจกันก่อนว่า ประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงวิชาที่มีไว้เพื่อศึกษาอดีตหรือรู้เรื่องราวความเป็นมาของชาติเท่านั้น หากเป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักวิชาการหลายท่านว่า วิชาประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่รัฐใช้ปลูกฝังอุดมการณ์ของชาติ การรับรู้ต่อระบบการเมือง การสร้างสำนึกพลเมือง และอื่น ๆ

ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลที่ในช่วงเกือบ 5 ปี คสช. จึงได้ให้ความสำคัญกับ "ประวัติศาสตร์" อย่างมาก ซึ่งสำนึกนี้ได้ปรากฏในแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีด้วย

แผนยุทธศาสตร์ 20 ปี

แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ที่ประกาศเมื่อ 8 ต.ค. 2561 ได้เผยให้เห็นถึงเป้าหมายของวิชาประวัติศาสตร์ในอีก 20 ปีข้างหน้า ในข้อ 4.1.2 การพัฒนาและเสริมสร้างความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ โดยอยู่ในส่วนของประเด็นยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง โดยเขียนไว้ว่า

"เพื่อให้คนในชาติมีจิตสำนึกรักและหวงแหน มุ่งจงรักภักดี พร้อมธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ให้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวและศูนย์รวมจิตใจหนึ่งเดียวกันของคนทั้งชาติ โดยปลูกฝังและสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของสถาบันหลักของชาติ รณรงค์เสริมสร้างความรักและภาคภูมิใจในความเป็นคนไทยและชาติไทย ผ่านทางกลไกต่างๆ รวมถึงการศึกษาประวัติศาสตร์ในเชิงสร้างสรรค์..."

ข้อความนี้ชี้ชัดว่า วิชาประวัติศาสตร์คือเครื่องมืออย่างหนึ่งของรัฐในการสร้างจิตสำนึกเรื่องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ให้กับพลเมือง วิชาประวัติศาสตร์จึงเป็นมากกว่าวิชาความรู้หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองด้วย เพราะพยายามจะสร้างความรู้ของความรักชาติให้เกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี แนวทางของวิชาประวัติศาสตร์ที่เน้น "ความรักและความภูมิใจในความเป็นคนไทยและชาติไทย" นั้น อาจไม่ได้เป็นความผิดใด หากแต่ลักษณะเช่นนี้ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งแนวคิดชาตินิยมและเชื้อชาตินิยม และจะเป็นปัญหาเมื่อความรู้สึกนี้ถูกปลุกจนมากล้น

นักวิชาการด้านชาตินิยม เช่น แอนโธนี ดี. สมิธ ถือว่า ความรัก เป็นหัวใจอย่างหนึ่งของลัทธิชาตินิยม ถึงกับมีคำพูดที่ว่า "Nationalism is love." เพราะความรักนี้ทำให้รู้สึกถึงรักพวกพ้องและสำนึกของการเป็นสมาชิกของชาติร่วมกัน แต่แน่นอน ด้านกลับของความรักก็คือความเกลียด ซึ่งด้านหนึ่งนั้นย่อมเป็นอันตราย และอีกด้านหนึ่งก็คือสามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังต่อศัตรูได้เช่นกัน ซึ่งปัญหาของการทำสงครามไม่ว่าจะภายนอกหรือภายใน หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประวัติศาสตร์โลกก็มาจากการปลุกกระแสชาตินิยมและเชื้อชาตินิยมนี้

"ความเป็นคนไทย"

"ความเป็นคนไทย" นั้นตีความได้ทั้งความหมายกว้างและแคบ (ไม่รู้จะเรียกว่าบวกหรือลบดี) กว้างคือหมายถึงการถือว่าทุกคนไม่ว่าจะเป็นชาติพันธุ์ใดเชื้อชาติใดนั้นนับเป็น "พลเมืองไทย" เช่นเดียวกัน แต่ถ้าแคบคือเป็นกระบวนการทำให้เป็นไทย คล้ายกับแนวคิดและนโยบายนับแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่เน้นกระบวนการสร้างชาติและความเป็นไทยด้วยวิชาประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นที่ตามมาก็คือการลดทอนหรือเปลี่ยนอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์หรือผู้คนเชื้อชาติอื่นที่ไม่ใช่ "ไทย"

นอกจากการมุ่งให้คนรักชาติแล้ว ในแผนยุทธศาสตร์นี้ วิชาประวัติศาสตร์ยังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของคนไทยลงบนแผนที่เอเชียอาคเนย์และประชาคมโลกอีกด้วย ดังเห็นได้ในข้อ 4.3.5 ของแผนยุทธศาสตร์ฯ เขียนไว้ว่า ต้องการให้คนไทยมี "ความเข้าใจลุ่มลึกในประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรมของไทยและพัฒนาการของประเทศเพื่อนบ้าน เพิ่มการรับรู้ของคนไทยด้านพหุวัฒนธรรม การเห็นคุณค่าและมีความอดกลั้นต่อความแตกต่างทางความเชื่อ..."

ดูเหมือนหน้าที่ของประวัติศาสตร์ที่ช่วยในการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของคนในชาตินี้ไม่ได้เป็นแนวคิดใหม่ แต่ปัญหาก็คือ ต้องเข้าใจว่า ประวัติศาสตร์ไทยนั้นยืนพื้นจาก "พงศาวดาร" หรือก็คือ ประวัติศาสตร์ราชวงศ์ที่เนื้อหาหลัก ๆ เต็มไปด้วยเรื่องของสงครามและชัยชนะของกษัตริย์หรืออาณาจักร และมองเพื่อนบ้านในฐานะรัฐประเทศราชหรือศัตรู ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไปในช่วง 5 ปี จะเห็นได้ว่า ประวัติศาสตร์ที่ คสช. สนับสนุนนั้นล้วนเน้นเรื่องสงคราม เช่น การสนับสนุนหนังพระนเรศวร การสร้างอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งสะท้อนประวัติศาสตร์แบบวีรบุรุษ การจัดทำหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย การสั่งให้ดำเนินการปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง หรือในระดับประชาชนเองก็ตอบสนองต่อความรู้สึกดังกล่าวผ่านความนิยมละครอิงประวัติศาสตร์เช่นเรื่องบุพเพสันนิวาส เป็นต้น

คำถามคือ เราต้องการจะจัดวางความสัมพันธ์ของคนไทยผ่านประวัติศาสตร์ชาติที่เน้นสงครามเช่นนี้จริง ๆ หรือ ทั้ง ๆ ที่ "วิชาประวัติศาสตร์" นั้นสามารถพัฒนามิติให้มีความหลากหลายได้มากกว่านี้ ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ประวัติศาสตร์ในอนาคตจะต้องปรับปรุงไปให้พ้นกรอบความคิดประวัติศาสตร์แบบพงศาวดาร ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะจะทำให้การกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของคนไทยสอดคล้องกับสังคมโลกที่กำลังเปลี่ยนไป

ความจริงแล้วไม่น่าแปลกใจ (และน่าเห็นใจ) ที่วิชาประวัติศาสตร์ไทยในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะมีเป้าหมายดังที่กล่าวมา เพราะเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีมาแล้วที่สังคมไทยต้องเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง อุดมการณ์ และความคิด นอกจากนี้ยังเป็นห้วงเวลาที่สถาบันกษัตริย์ยังถูกท้าทายอีกด้วย ซึ่งสำหรับสังคมไทยแล้ว สถาบันกษัตริย์ถือเป็นเสาหลักที่ค้ำชูความเป็นชาติ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทยให้เกิดความสามัคคีกัน ในเมื่อเป็นเช่นนั้น การจะแก้ปัญหาวิกฤตของการแตกความสามัคคีกันได้นี้ และเชื่ออย่างสนิทใจว่า วิชาประวัติศาสตร์ไทยจึงเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยทำให้เกิดความปรองดองและสร้างสำนึกของความสามัคคีให้เกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ดี คำถามที่ควรตั้งกันก็คือ "ความเป็นไทย" นั้นจะมีพลังมากพอต่อการสร้างความปรองดองจริงหรือ เพราะปัญหาความขัดแย้งที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากความเป็นไทย และแนวคิดการสร้าง "ความเป็นไทย" นี้ยังเป็นอะไรที่ดูจะขัดแย้งกับการส่งเสริม "พหุวัฒนธรรม" เสียด้วยซ้ำ

ประวัติศาสตร์เพื่อความปรองดอง

คราวนี้ถ้ามองว่าแล้วทิศทางของวิชาประวัติศาสตร์ในอีก 20 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ความจริงก็มีสัญญาณมาตั้งแต่ปี 2557 แล้วที่กระทรวงศึกษาธิการมีแนวคิดต้องการ "เร่งสร้างความสมานฉันท์และความปรองดองให้เกิดขึ้นแก่คนในชาติ" ผ่านวิชาประวัติศาสตร์ แต่เท่าที่เห็นจะดูเป็นรูปธรรมมากขึ้นคือ ในการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ประชุมกันไปเมื่อ 31 ก.ค. 2561 นั้น ได้เผยให้เห็นถึงหน้าตาของประวัติศาสตร์ไทยในระดับกระทรวงศึกษาธิการในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร

ผลการประชุมในครั้งนั้นมีความเห็นว่า ควรมีการบรรจุความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทยและสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้าไปในหลักสูตรการศึกษาให้มากขึ้น โดยควรกำหนดลงไปในหลักสูตรแกนกลาง ควรให้ "วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย" เป็นวิชาบังคับมากกว่าเป็นวิชาเลือกบังคับหรือวิชาเลือกเสรี และให้มีเวลาเรียนมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้มีการเรียนรู้ และให้ความสำคัญกับวิชาประวัติศาสตร์ไทยที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากยิ่งขึ้น และควรเพิ่มเนื้อหาความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

นอกจากคาดหวังต่อเด็กนักเรียนแล้ว ในเอกสารชิ้นเดียวกันนี้ยังได้ระบุว่า มีความคาดหวังให้ครูผู้สอนเป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินรอยตามวีรกษัตริย์และวีรบุรุษของไทยในประวัติศาสตร์ รวมทั้งแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ปฏิบัติตาม

ทว่า ลักษณะข้างต้นสะท้อนว่า ประวัติศาสตร์ในระดับกระทรวงศึกษาธิการอิงอยู่กับทฤษฎีมหาบุรุษ (Great Man Theory) ซึ่งเป็นแนวทางการเขียนประวัติศาสตร์นับตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่มองว่า วีรบุรุษเป็นผู้ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมและบ้านเมืองอันเป็นผลมาจากบุญญาบารมี ความชาญฉลาด และความสามารถเฉพาะบุคคล ทว่าในโลกตะวันตก การเขียนประวัติศาสตร์ด้วยแนวคิดดังกล่าวนี้ก็ได้ถูกวิพากษ์ เช่นจากเฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ นักสังคมวิทยา หรือ วิลเลียม เจมส์ นักปรัชญา ว่า สังคมมีส่วนสำคัญต่อการสร้างวีรบุรุษให้เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจึงไม่ได้เป็นผลมาจากการกระทำของวีรบุรุษเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

โดยสรุปแล้ว อนาคตของประวัติศาสตร์ไทยในอีก 20 ปีต่อจากนี้ ถ้าเดินตามยุทธศาสตร์ชาติจะมีลักษณะเป็นประวัติศาสตร์ ที่มีเนื้อหาที่ให้ความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์และวีรบุรุษในประวัติศาสตร์ไทยในอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสามัคคีให้กับคนในไทยและสร้างความเป็นไทย ซึ่งนับเป็นหนึ่งในลักษณะของประวัติศาสตร์แบบชาตินิยมและราชาชาตินิยมไปพร้อมกัน นั่นหมายความว่า ในเมื่อถ้าเรามองประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือทางการเมืองแบบหนึ่ง แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนี้กำลังจะสร้างกรอบความคิดแบบชาตินิยม เชื้อชาตินิยม และความเป็นไทยที่น่าเป็นห่วงให้กับสังคมไทย และยังเป็นแนวทางของการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่นับว่า ล้าสมัยเสียแล้วในบริบทของโลก

ในความคิดของผู้เขียน ประวัติศาสตร์เชิงสร้างสรรค์เพื่ออนาคตของชาติในอีก 20 ปีข้างหน้าควรเป็นอย่างไรนั้น ผู้เขียนคิดว่า อันดับแรก ประวัติศาสตร์ชาติควรเปิดพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ให้ทั้งคนไทยและไม่ใช่ไทย มีสัดส่วนทั้งประวัติศาสตร์ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์และการเมืองภาคประชาชนที่ชี้ให้เห็นบทบาทของกันและกัน อันดับที่สอง ไม่ควรมีเนื้อหาที่เน้นเฉพาะเรื่องของสงคราม แต่ให้เข้าใจความหลากหลายของสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือต้องถอดความความคิดแบบชาตินิยมและเชื้อชาตินิยมที่แฝงอยู่ในเนื้อหาออกให้ได้ สุดท้าย สำคัญที่สุด คือควรเป็นวิชาที่สอนให้คนคิด ตั้งคำถามได้ ไม่ใช่สอนให้คนจำและเชื่อเพียงอย่างเดียว เพราะไม่เช่นนั้น วัฏจักรทางการเมืองของไทยก็จะวนซ้ำกลับมาที่เดิมเสมอ

ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่ SOAS, University of London บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน