You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
อินสตาแกรมกับชีวิตอินฟลูเอนเซอร์ "ฉันไถหน้าจอวันละ 13 ชั่วโมง"
เมื่อบัญชีอินสตาแกรมของเธอมีผู้ติดตามเกิน 100,000 คน ลอเรน แบล็ก อินฟลูเอนเซอร์ ก็รับรู้ได้ถึงความกดดันที่เริ่มก่อตัว
เธอเกิดอาการวิตกกังวล "เพราะแต่ละวันฉันต้องคอยเอาใจผู้ติดตามที่เพิ่มขึ้นวันละหลายพัน"
"ฉันเล่นอินสตาแกรมตลอดเวลา และใช้เวลาหน้าจอโทรศัพท์วันละ 13 ชั่วโมง มันบ้ามาก"
นับตั้งแต่ลืมตาตื่นจนเข้านอน หญิงสาววัย 26 ปี จะไถหน้าจอโทรศัพท์และคอยกดไลก์รูปคนอื่นอยู่ตลอดเวลา
"ฉันเคยคิดว่าถ้าฉันเปลี่ยนตัวเอง จะมีคนมาติดตามฉันเพิ่มขึ้น และได้มาซึ่งโอกาสใหม่ ๆ" เธอเล่า
"ฉันสร้างมโนภาพขึ้นมาว่าถ้าฉันออกไปและทำอย่างนี้ ผลลัพธ์จะเป็นแบบนี้ และมันเป็นแค่เรื่องโกหก"
สารคดี The Instagram Effect หรือ อาจแปลเป็นไทยว่า ผลกระทบของอินสตาแกรม จากบีบีซี ทรี ไปรับฟังเรื่องราวจากผู้คนแบบลอเรน รวมถึงอดีตพนักงานของอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก เพื่ออธิบายต่อสังคมว่าแอปพลิเคชันนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานอย่างไร
"เมื่อฉันย้อนไปดูรูปพวกนั้น มันชัดเจนว่าช่วงนั้นฉันป่วย"
ขณะที่ลอเรนใช้เวลามากขึ้นทางอินสตาแกรม อาการที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการกินอาหารผิดปกติของเธอก็เลวร้ายลง
เมื่อเธอคอยติดตามและมีปฏิสัมพันธ์กับอินฟลูเอนเซอร์คนอื่นที่มีขนาดรูปร่างอยู่ที่ไซส์สี่ถึงหก เธอก็มักได้รับเนื้อหาทางอินสตาแกรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ
เธออธิบายว่ามันเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับผู้ที่ความผิดปกติทางการทานอาหารที่จะตกลงไปในหลุมดำแห่งตัวกระตุ้น
"เมื่อฉันเจอเข้ากับเนื้อหาที่กระตุ้น (อาการกินอาหารผิดปกติ) มันเป็นเรื่องง่ายมากที่ฉันจะพาตัวเองไปเจอกับสิ่งกระตุ้นอื่น ๆ เนื่องจากสมองส่วนนั้นของคุณชอบสิ่งนี้"
ลอเรนอธิบายว่า การตกเข้าไปอยู่ในหลุมของสิ่งกระตุ้นเหล่านั้นเป็นเรื่องอันตรายมากเนื่องจาก "ฉันอาจไปเจออะไรเข้า แล้วเลือกไม่กินอาหารเย็น"
ณ จุดที่อาการกินอาหารผิดปกติกำเริบมาก ลอเรนไม่กินอะไรเลย หรือไม่ก็กินน้อยมาก
"ฉันแค่เลือกที่จะเมินเฉยต่อความหิวของตัวเอง" เธอเล่า "และเมื่อฉันเลือกที่จะกินอะไร ฉันก็จะกินแค่ในปริมาณที่น้อยมาก ฉันตื่นขึ้นมาและก็ยุ่งอยู่กับการทำงานมากจนเลื่อนการกินอาหารออกไปให้ได้นานที่สุด"
ลอเรนเล่าว่าเธอรู้สึกเหมือนทำร้ายตัวเองผ่านการปล่อยให้ตัวเองหิวไปเรื่อย ๆ "เมื่อฉันย้อนกลับไปดูรูปพวกนั้น มันชัดเจนว่าช่วงนั้นฉันป่วย"
ในที่สุดลอเรนก็เข้ารับการรักษาโรคกินอาหารผิดปกติเมื่อ มิ.ย. 2020
"เป็นเรื่องยากที่จะลดความรู้สึกกดดันบนอิสตาแกรม"
อดีตพนักงานของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมยอมรับว่าแอปพลิเคชันทั้งสองเป็นปัจจัยหนึ่งที่สร้างความกดดันแก่ผู้ใช้งาน
เกร็ก ฮอชมุธ วิศวกรคอมพิวเตอร์คนแรก ๆ ที่ อินสตาแกรม อธิบายว่า "ความท้าทายของการทำให้อินสตาแกรมไม่ไปกดดันผู้ใช้งานเป็นเรื่องยากมาก หรืออาจจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ" เขายังเสริมว่าตัวเองรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงหลังจากที่เฟซบุ๊กซื้ออินสตาแกรมในปี 2012
ฮานนา เรย์ อดีตผู้จัดการชุมชนของอินสตาแกรมเล่าว่าเธอเห็นคนธรรมดาจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จบนแพลตฟอร์มนี้ แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่กังวลว่าจะตกงาน เพราะยอดคนติดตามน้อยเกินไป
เธออธิบายต่อไปว่ายอดผู้ติดตามบนอินสตาแกรมนับเป็นการแสดง "ความมีอิทธิพล" อย่างหนึ่ง และ "เราอาจไม่ตระหนักในตอนนั้นว่ากำลังส่งเสริมพฤติกรรมสร้างราชา"
คนวงในเหล่านี้ยังย้ำถึงประเด็นอัลกอริทึมของแอปพลิเคชันที่ถูกพัฒนาขึ้นมาผ่านการเขียนกฎเกณฑ์บางอย่างให้กับคอมพิวเตอร์ซึ่งอาจมีส่วนทำให้ปัญหาของผู้ใช้งานแต่ละคนเลวร้ายลง
ฟรานเซส ฮาวเกน อดีตพนักงานเฟซบุ๊กผู้ออกมาเปิดโปงงานวิจัยของอินสตาแกรมเองที่ระบุถึงผลกระทบทางลบของตัวแอปพลิเคชันต่อผู้ใช้งาน อธิบายว่า "คุณอาจจะมี … วันที่ไม่ค่อยดี และคุณอาจจะเข้าไปค้นหาบางอย่างบนอินสตาแกรมที่โดยปกติคุณจะไม่ค้นหา"
"ทันใดนั้น เสมือนว่าอัลกอริทึมมีเมล็ดพันธุ์ให้มันบ่มเพาะ และเพราะว่าเนื้อมีความรุนแรง … เมื่ออัลกอริทึมแสดงนื้อหาพวกนั้นมากขึ้น คุณก็จะยิ่งมีปฏิสัมพันธ์กับมันมากขึ้น"
มานิช รักคะวัน อดีตนักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ของเฟซบุ๊ก ระบุว่า "หากคุณต้องการเข้าใจว่าทำไมอินสตาแกรมถึงเป็นแบบที่มันเป็นในปัจจุบัน คุณต้องทำความเข้าใจอัลกอริทึมที่บงการให้มันเป็นแบบนี้ นี่คือผลลัพธ์จากการที่มนุษย์ช่วยเลือกให้"
ในปี 2016 อินสตาแกรมเปลี่ยนรูปแบบการแสดงเนื้อหาจากการเรียงตามเวลาเป็นแบบการใช้อัลกอริทึมแทน
"ฉันไม่เคยรู้ว่าการใช้ฟิลเตอร์จะทำร้ายกันได้ขนาดนี้"
การใช้ฟิลเตอร์เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทั้งลอเรนและผู้ใช้งานรายอื่นต้องเผชิญ
ลอเรนเล่าว่ารูปภาพแทบทั้งหมดบนอินสตาแกรมล้วนถูกปรับแต่งด้วยทักษะขั้นสูงทั้งสิ้น "ตอนนั้นฉันเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่ไม่มีอยู่จริง"
"ฉันใช้ฟิวเตอร์ตลอดเวลาบนอินสตาแกรม และฉันไม่เคยรู้เลยว่าการใช้ฟิวเตอร์จะทำร้ายกันได้ขนาดนี้"
โคล ไรซ์ นักออกแบบโลโก้แรกของอินสตาแกรมและฟิลเตอร์ดั้งเดิม 7 แบบอธิบายว่า อินสตาแกรมเริ่มให้บริการในช่วงเวลาเดียวกับไอโฟน 4 และตอนนั้นฟิลเตอร์ถูกออกแบบขึ้นมาชดเชยคุณภาพของกล้องที่ยังต่ำอยู่
"คุณจะรับรองได้ยังไงว่าเซลฟีจะออกมาสวย นั่นเป็นปัญหาที่เราพยายามแก้ไข และทำให้มั่นใจว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณถ่ายรูป ผิวของคุณจะดูดีเสมอ" เขาเสริม
แนวคิดของเขาเปลี่ยนไปตั้งแต่คุณภาพของกล้องพัฒนาขึ้น ตอนนี้เขาสนับสนุนให้มีการระบุว่ามีการใช้ฟิลเตอร์กับภาพบนอินสตาแกรม
"ถ้าคุณทำให้ผู้คนรับทราบว่ามีการใช้ฟิลเตอร์ นั่นจะเป็นเรื่องที่ดีเพราะพวกเขาจะได้รู้ว่าในมิติหนึ่งภาพเหล่านี้ผ่านการปรับแต่งมา" เขากล่าว "มันเป็นความรับผิดชอบของเราที่ต้องบอกสิ่งนี้กับผู้คน"
กฎหมายว่าด้วยคำเตือนว่าภาพถ่ายผ่านการปรับแต่งกำลังถูกผลักดันในรัฐสภาสหราชอาณาจักร และเริ่มมีการใช้จริงแล้วในนอร์เวย์และฝรั่งเศส
คำชี้แจงจากเมตา
เมตาซึ่งเป็นบริษัทแม่ของทั้งอินสตาแกรมและเฟซบุ๊กกล่าวว่านโยบายของบริษัทถูกออกแบบมาเพื่อลดความกดดันทางสังคมที่ผู้ใช้บางคนอาจรู้สึกได้
โฆษกหญิงของเมตาชี้ว่า "ผู้คนเข้ามายังอินสตาแกรมเพื่อแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง เปิดโลก และเชื่อมต่อ" เธอเสริมว่า "ในปีที่แล้วเพียงปีเดียว เราทุ่มเงินราว 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปกับประเด็นความปลอดภัย (ของผู้ใช้งาน) และสิ่งนี้จะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของเราต่อไป"
เธออธิบายต่อว่าเมตาทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเพื่อพัฒนากฎและฟีเจอร์ที่ช่วยปกป้องผู้คนและมอบอิสระให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมประสบการณ์ของพวกเขาได้เอง "เราให้ความสำคัญอย่างมากกับสิ่งนี้และการทำให้ผู้คนรู้สึกดีระหว่างที่ใช้เวลาบนอินสตาแกรม"
ลอเรนเล่าว่าตอนนี้เธอใช้แพลตฟอร์มของตัวเองในการเผยแพร่เนื้อหาสนับสนุนให้ผู้คนหันมารักรูปร่างตัวเองและเลิกแต่งรูปไปแล้ว
"วันนั้นที่ฉันเริ่มงานนี้ ฉันไม่ได้นึกถึงเลยว่าการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของฉันมากขนาดนี้" เธอเสริมว่า "ถ้าฉันไถหน้าจอโทรศัพท์ 13 ชั่วโมงต่อวัน ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันย่อมส่งผลลบ"