ปณิธานปีใหม่: ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาแนะ 3 วิธีที่จะช่วยให้เราคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น

Typewriter with 'This year I will..' message

ที่มาของภาพ, Getty Images

หลายคนใช้โอกาสวันขึ้นปีใหม่ในการพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตั้งเป้าหมายว่าจะคิดและปฏิบัติตัวอย่างเป็นเหตุเป็นผลขึ้นเพื่อชีวิตที่ดีกว่าเดิม

แต่การเปลี่ยนตัวเองก็อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด

นี่คือคำแนะนำ 3 ประการจากรายการวิทยุ "Think with Pinker" ทางช่อง BBC 4 โดยสตีเฟน พิงเกอร์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด

1. คุณในอนาคต

เวลาคนเราเปรียบเทียบสิ่งที่ตัวเองกำลัง "คิด" และกำลัง "รู้สึก" ส่วนใหญ่แล้วความแตกต่างของสองสิ่งนี้ในหัวคนเราคือ ความสุขที่จะได้มาแบบทันทีทันใดกับความสุขในระยะยาว

ความแตกต่างนี้มาจากความขัดแย้งกันในตัวเราเอง ด้านหนึ่งของตัวตนเราอยากจะดูซีรีส์ต่อยาว ๆ ขณะเดียวกันก็มีอีกด้านที่ชอบเวลาตัวเองสอบได้คะแนนดี ๆ

ในตอนหนึ่งของซีรีส์การ์ตูน "เดอะซิมป์สันส์" มาร์จ เตือนโฮเมอร์ สามีของเธอ ว่าวันหนึ่งเขาจะเสียใจเพราะการกระทำของตัวเอง แต่โฮเมอร์บอกว่า "นั่นเป็นปัญหาของโฮเมอร์ในอนาคต ผมไม่อิจฉาผู้ชายคนนั้นเลย"

ประโยคข้างต้นทำให้เราตั้งคำถามว่า เราควรจะเสียสละเวลา ณ ปัจจุบัน เพื่อผลประโยชน์ที่ตัวเราจะได้รับในอนาคตหรือเปล่า

คำตอบคือไม่จำเป็นเสมอไป การไม่นึกถึงอนาคตเป็นการกระทำที่สมเหตุสมผลในระดับหนึ่ง เหมือนกับที่สติกเกอร์ท้ายรถบอกไว้ว่า "ชีวิตมันสั้น รีบกินของหวานก่อน" ไม่แน่กองทุนบำเหน็จบำนาญที่เราสะสมไว้อาจจะล่มตอนเราเกษียณก็ได้ เราอยู่ในวัยหนุ่มสาวได้แค่ครั้งเดียวในชีวิต จะเก็บเงินไว้ซื้อเครื่องเสียงดี ๆ ทำไมในเมื่อตอนแก่เราอาจจะหูไม่ดีแล้ว

ปัญหาไม่ใช่ว่าเราไม่นึกถึงอนาคต ปัญหาคือบางคนไม่นึกถึงอนาคตเอาซะเลย เรากินดื่มเฉลิมฉลองราวกับว่าจะตายภายในอีกไม่กี่ปี

การต่อสู้ระหว่างตัวตนเราที่อยากได้รางวัลเลยตอนนี้กับอีกตัวตนของเราที่อยากได้รางวัลชิ้นใหญ่กว่าในอนาคต เป็นเงื่อนไขของชีวิตมนุษย์ เหมือนกับที่อีฟกินแอปเปิลแม้ว่าพระเจ้าจะเตือนว่าเธอและอดัมจะถูกเนรเทศออกจากสวนเอเดนหากขัดคำสั่ง

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าตัวเราในปัจจุบันจะเอาชนะตัวเราในอนาคตไม่ได้

ตอนที่เรารู้สึกอิ่มเราก็สามารถโยนช็อกโกแลตที่มีทิ้งไปได้ ต่อไปพอหิวขึ้นมาเราก็จะไม่มีช็อกโกแลตให้กินแล้ว

นี่เป็นหนทางที่เราจะใช้เหตุผลในการเอาชนะสิ่งล่อใจโดยไม่ต้องใช้พลังความตั้งใจอะไรมากขนาดนั้น

2. อย่าตีความสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร้แบบแผน

Cloud formation showing a dog

ที่มาของภาพ, Getty Images

ตัวละครแฮมเล็ตในบทละครโดยวิลเลียม เชคสเปียร์ ไม่ใช่คนเดียวที่ชอบมองกลุ่มก้อนเมฆและครุ่นคิดถึงรูปร่างของมัน การมองท้องฟ้าเป็นสิ่งที่มนุษย์เราชอบทำกันอยู่แล้ว เรามีนิสัยชอบพยายามมองหาแบบแผนของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเพราะคิดว่านี่อาจเป็นสัญญาณของอะไรบางอย่าง

เวลาเราโยนเหรียญแล้วออกมาเป็นด้าน "หัว, ก้อย, หัว, ก้อย, หัว, ก้อย" กับออกมาเป็น "หัว, หัว, หัว, ก้อย, ก้อย, ก้อย" คนมักจะคิดว่าลำดับที่ออกแบบหลังมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยกว่าทั้งที่จริง ๆ แล้วทั้งสองแบบมีโอกาสเกิดขึ้นเท่ากัน บางคนถึงขั้นลงเงินพนันว่าหลังจากโยนเหรียญออกหัวมาหลายครั้ง เหรียญต้องออกก้อยได้แล้ว ราวกับว่าเหรียญมีความทรงจำหรืออยากที่จะทำตัวให้มีความยุติธรรมกว่าเดิม

ที่เราคิดแบบนี้เป็นเพราะเรามักจะไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ากระบวนการสุ่มสามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ออกมาเหมือนมีแบบแผนได้ เรารู้สึกประทับใจกับเหตุบังเอิญเพราะว่าเราลืมไปว่ามีหนทางมากแค่ไหนที่เหตุบังเอิญต่าง ๆ นานาจะเกิดขึ้นได้ เหมือนกับเวลาเราไปงานปาร์ตี้สักงานและตกใจมากว่ามีคนอีกคนในงานที่เกิดวันเดียวกัน เรามักลืมคิดไปว่าจริง ๆ แล้ววันเกิดมีแค่ 365 วัน - หรือ 366 วันในบางปี - เราคิดว่านั่นเป็นเรื่องบังเอิญโดยลืมคิดไปว่าจริง ๆ แล้วมีโอกาสให้เรื่องบังเอิญเกิดขึ้นมากแค่ไหน

เมื่อเราไม่ไปนั่งตีความเรื่องบังเอิญ เราก็จะเลิกคิดว่าบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง

เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว เราก็จะสามารถหลีกเลี่ยงการตัดสินใจเรื่องบางเรื่องในชีวิตโดยอ้างอิงเหตุผลที่ไม่มีอยู่จริง

3. การเป็นฝ่ายถูก หรือการเข้าใจอะไรอย่างถ่องแท้จริง ๆ

Couple arguing

ที่มาของภาพ, Getty Images

จุดประสงค์ในการพูดคุยถกเถียงกับใครอีกคนควรจะเป็นเพื่อการเข้าถึงความจริงบางอย่างให้ได้มากที่สุด แต่บ่อยครั้งที่มนุษย์อย่างเรา ๆ แค่อยากจะเป็นผู้ชนะในการถกเถียงเรื่องนั้น ๆ

การกระทำเช่นนี้สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้คำพูด มันอาจจะออกมาจากท่าทาง การจ้องมอง การพูดขัดจังหวะ หรือการแสดงท่าทีว่าเหนือกว่าในแบบอื่น ๆ อาทิ

  • โจมตีคนที่พูดด้วย ไม่ใช่ประเด็นที่คนคนนั้นกำลังพูดถึง
  • บิดเบือนประเด็นที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังพูดถึงและมุ่งโจมตีประเด็นนั้น
  • ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นฝ่ายผิด ไม่ใช่จากข้อบกพร่องในสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังพูด แต่พยายามโยงว่ามีคนที่มีชื่อเสียงไม่ดีที่เห็นด้วยกับประเด็นที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังเสนออยู่

แต่หากจุดประสงค์ของการถกเถียงคือการเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ให้ถ่องแท้มากขึ้น เราต้องหาวิธีควบคุมนิสัยเหล่านี้เพราะจุดประสงค์หลักไม่ใช่การเอาชนะใครอีกคนหนึ่ง

หากทำเช่นนี้ได้ ความเชื่อของคนก็จะได้รับการปฏิบัติในฐานะข้อเสนอที่ถกเถียงกันได้ ไม่ใช่คำขวัญที่ต้องได้รับการปกป้อง