You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
โลกร้อน : ย้อนมองปี 2021 ปีของคลื่นความร้อน ไฟป่า ภัยแล้ง และน้ำท่วมใหญ่
ย้อนไปเมื่อเดือน ก.พ. บีบีซีไทยเสนอข่าวที่ชาวดัตช์พากันออกไปเล่นสเก็ตน้ำแข็งกันอย่างสนุกสนานหลังจากอากาศที่เย็นทะลุจุดเยือกแข็งนานต่อเนื่องหลายวัน ทำให้แม่น้ำ ลำคลอง ทะเลสาบ และแหล่งน้ำหลายแห่งทั่วประเทศกลายเป็นน้ำแข็ง
ภาพคู่หนุ่มสาวจูงมือกันหรือเด็ก ๆ ที่เล่นฮอกกี้ และการนั่งเลื่อนน้ำแข็ง อาจทำให้หลายคนลืมตั้งคำถามว่าเหตุใดปีนี้ถึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่แหล่งน้ำต่าง ๆ ในเนเธอร์แลนด์มีอุณหภูมิเย็นจัดและจับตัวเป็นน้ำแข็งที่หนาพอจะลงไปเล่นสเก็ตได้
ภาพเหตุการณ์เลวร้ายในเวลาต่อมาในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกถึงได้ทำให้คนเริ่มตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับสภาพอากาศสุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง น้ำท่วมใหญ่ คลื่นความร้อน หรือไฟป่า
ย้อนไปเมื่อปลายเดือน ต.ค. องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organisation) ออกมาระบุว่า ตอนนี้เหตุสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้วหรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า "extreme weather events" ได้กลายเป็น "นิวนอร์มอล" หรือ "เรื่องปกติใหม่" ไปแล้ว
รายงานสถานะของสภาพภูมิอากาศ (The State of Global Climate 2021 report) ในปี 2021 ได้เน้นย้ำให้เห็นว่าโลกกำลัง "เปลี่ยนแปลงต่อหน้าต่อตาเรา"
อุณหภูมิเฉลี่ยระหว่างปี 2002-2021 กำลังจะเพิ่มเกิน 1 องศาเซลเซียสครั้งแรกเมื่อเทียบกับช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม รายงานฉบับดังกล่าวยังบอกอีกว่า ระดับน้ำทะเลโลกก็สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปี 2021 ด้วย
ขณะเรากำลังจะเข้าสู่ช่วงท้ายปีเตรียมต้อนรับปีใหม่ บีบีซีไทยชวนย้อนมองเหตุสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้วในปีนี้ที่เป็นอุทาหรณ์ว่าโลกจะต้องเผชิญอะไรต่อไปหากไม่สามารถควบคุมระดับอุณหภูมิไว้ได้
คลื่นความร้อน
ศาสตราจารย์เพตเตอรี ทาลัส จากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก บอกว่า มีหลักฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มนุษย์มีส่วนทำให้เกิดขึ้น โดยยกตัวอย่างปรากฏการณ์คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นในแคนาดาและบางรัฐที่อยู่ติดกันของสหรัฐอเมริกา
แต่ก่อนที่สหรัฐฯ ที่จะเจอกับคลื่นความร้อน ย้อนไปเดือน ก.พ. รัฐเท็กซัสต้องเผชิญกับอากาศหนาวเหน็บที่สุดในรอบกว่า 30 ปีจนประธานาธิบดีโจ ไบเดน ต้องประกาศภาวะภัยพิบัติร้ายแรง สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของสหรัฐฯ ระบุว่า สภาพอากาศหนาวเย็นผิดปกติในรัฐเท็กซัส ซึ่งมีภูมิประเทศบางส่วนเป็นทะเลทราย และมักเผชิญกับคลื่นความร้อนนั้น เป็นผลมาจากมวลอากาศหนาวจากขั้วโลก (Arctic outbreak) ซึ่งมักเกิดขึ้นบริเวณเหนือพรมแดนแคนาดา-สหรัฐฯ ได้ทะลักเข้าสู่สหรัฐฯ แล้วหอบเอาพายุหิมะเข้าถล่มพื้นที่รัฐเท็กซัสซึ่งอยู่ทางภาคใต้ทั้งหมด 254 เขตเป็นครั้งแรก
นสพ.นิวยอร์กไทมส์ รายงานเมื่อเดือน ก.ค. ว่าพายุฤดูหนาวในรัฐเท็กซัสทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 210 คน
ต่อมาในช่วงปลายเดือน มิ.ย. ภูมิภาคอเมริกาเหนือเริ่มเผชิญกับคลื่นความร้อนระลอกแรก ไม่ว่าจะเป็นที่รัฐโอเรกอน หรือรัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดา
หมู่บ้านลิตตันในรัฐบริติชโคลัมเบียเคยมีอุณหภูมิสูงสุด 44.4 องศาเซลเซียส แต่มาในปีนี้อาการร้อนขึ้นเป็นประวัติการณ์ อุณหภูมิสูงขึ้นเป็น 49.6 องศาเซลเซียส ขณะที่รัฐซีแอตเทิลของสหรัฐฯ ที่อยู่ใกล้เคียงกันอากาศร้อนถึง 42.2 องศาเซลเซียสจากที่เคยสูงสุดแค่ 39.4 องศาเซลเซียส ส่วนที่เมืองพอร์ตแลนด์ในรัฐโอเรกอน อุณหภูมิสูงถึง 46.7 องศาเซลเซียส
ต่อมาในเดือน ส.ค. อุณหภูมิที่อุทยานแห่งชาติหุบเขามรณะ (Death Valley National Park) ในสหรัฐฯ พุ่งสูงแตะ 54.4 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจเป็นอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดในโลกที่เคยมีการวัดที่เชื่อถือได้ สถิติดังกล่าว ซึ่งได้รับการยืนยันจากหน่วยงานสภาพอากาศแห่งชาติสหรัฐฯ เกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญคลื่นความร้อนทางชายฝั่งตะวันตกของประเทศ
ทีมนักวิทยาศาสตร์การแพทย์จากนานาชาติตีพิมพ์เผยแพร่ผลวิจัยข้างต้นในวารสาร The Lancet Planetary Health ฉบับเดือน ก.ค. ซึ่งเผยว่า จากการเก็บข้อมูลอัตราการเสียชีวิตของผู้คนในขณะที่อากาศมีอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินขอบเขตที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตหรืออุณหภูมิห้องจากสถานที่ทั้งหมด 750 แห่งทั่วโลก พบว่าอุณหภูมิทั้งร้อนจัดและหนาวจัดแบบสุดขั้วได้ทำให้ผู้คนทั่วโลกต้องล้มตายไปถึงปีละ 5 ล้านคน
ด้านทีมนักวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศนานาชาติ 27 คน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเครือข่ายความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศนานาชาติ หรือ World Weather Attribution บอกว่า หากมนุษย์ไม่ได้สร้างผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศอย่างที่ทำมา สิ่งที่เกิดขึ้นจะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลงถึง 150 เท่า
หากอยากจะเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเพียงเล็กน้อยสามารถส่งผลกระทบยิ่งใหญ่ได้อย่างไร ให้ลองนึกถึงกราฟเส้นโค้งที่มีสภาวะร้อนและเย็นสุดขั้วอยู่ 2 ฝั่ง ส่วนตรงกลางเป็นระดับอุณหภูมิโดยเฉลี่ย การเปลี่ยนแปลงของส่วนกึ่งกลางเพียงเล็กน้อยทำให้เส้นโค้งนั้นไปแตะบริเวณที่เป็นสุดขั้วมากขึ้น ดังนั้น คลื่นความร้อนที่บางประเทศเจอจึงได้เกิดขึ้นบ่อยและนานขึ้น
ไฟป่ารุนแรง
ผลกระทบร้ายแรงที่ตามมาจากคลื่นความร้อนก็คือไฟป่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดความร้อนอย่างยาวนานและเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นวงจร เป็นผลให้พื้นดินและต้นไม้ไร้ความชุ่มชื้น ความแห้งแล้งนี้เองเป็นเชื้อเพลิงให้เกิดไฟป่าซึ่งลุกลามไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากหมู่บ้านลิตตันของแคนาดาเผชิญอุณหภูมิสูงสุดเป็นกระวัติการณ์ไม่นานก็เกิดเหตุไฟป่าลุกลามทำลายพื้นที่จำนวนมาก ลองอ่านคำบอกเล่าของเหยื่อไฟป่าในครั้งนั้นจากบทความนี้ว่า คลื่นความร้อนทำลายหมู่บ้านในแคนาดาภายในวันเดียวได้อย่างไร
แต่ขณะที่หลายคนอาจเคยได้ยินข่าวไฟป่าทำลายหมู่บ้านในแคนาดาแล้ว เหตุที่ร้ายแรงที่สุด ไม่ใช่แค่ในปีนี้แต่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของรัสเซียคือเหตุไฟป่าที่เขตไซบีเรีย สร้างความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อมโลกอย่างมหาศาล โดยเหตุเพลิงไหม้ป่าสนหิมะได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศมากเป็นสองเท่าของสถิติเมื่อปีที่แล้ว และผลักให้อัตราการปล่อยคาร์บอนจากไฟป่าทั่วโลกในปีนี้ พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 2 ทศวรรษ
สำนักงานควบคุมดาวเทียมคอเปอร์นิคัสเพื่อการติดตามสภาพบรรยากาศโลกแห่งยุโรป (CAMS) เผยว่าไฟป่าในไซบีเรียซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ ตั้งแต่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัสเซียไปจนถึงภูมิภาคอเมริกาเหนือ ได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลกแล้วกว่า 800 ล้านตัน นับแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา สูงกว่าอัตราการปล่อยคาร์บอนทั้งปีของประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นผู้ปล่อยคาร์บอนในปริมาณสูงสุดของยุโรปและอยู่ในอันดับ 6 ของโลก
นสพ.เดอะการ์เดียน รายงานเมื่อเดือน ก.ย. ว่าเหตุดังกล่าวทำลายป่ารัสเซียไปกว่า 113 ล้านไร่ ทำลายสถิติเมื่อปี 2012
การเกิดไฟป่ารุนแรงในเขตอากาศหนาวจัดเช่นนี้ สะท้อนถึงสถานการณ์ปัจจุบันของภาวะโลกร้อนที่ยิ่งเลวร้ายลงทุกที โดยสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของกลุ่มกรีนพีซประจำรัสเซียได้ชี้ถึงสาเหตุของไฟป่าขนาดใหญ่ ว่าเกิดจากความละเลยไม่ใส่ใจของภาครัฐ ทั้งยังมีกฎหมายห้ามไม่ให้จัดการดับไฟ หากหน่วยปฏิบัติการผจญเพลิงต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงเกินมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง หรือในกรณีที่ไฟป่าไม่ได้ไหม้ลามถึงเขตที่อยู่อาศัย
น้ำท่วม
ปีเตอร์ เกลค ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำจากสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ บอกว่า เมื่อมีพื้นที่ที่แห้งแล้งมากขึ้นอย่างในไซบีเรียหรือภาคตะวันตกของสหรัฐฯ ฝนก็ไปตกที่อื่นแทน ในพื้นที่ที่เล็กกว่า เกิดเป็นน้ำท่วมที่รุนแรงกว่า อย่างที่จีน เยอรมนี เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ ที่เกิดน้ำท่วมเป็นประวัติการณ์
หลายคนน่าจะจำได้ดีถึงเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เป็นผลจากฝนที่ตกหนักเป็นประวัติการณ์ในภาคกลางของจีนเมื่อช่วงเดือน ก.ค. ซึ่งมีกว่า 12 เมืองในมณฑลเหอหนานที่ได้รับผลกระทบ
ถึงเดือน ส.ค. บีบีซีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 302 คน มีคนราวสูญหายราว 50 คน โดยรวมมีคนที่ได้รับผลกระทบเกือบ 13 ล้านคน และครัวเรือนเกือบ 9 พันหลังได้รับความเสียหาย
ย้อนไปตอนนั้น มีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ แต่มีความเป็นไปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกทำให้เกิดฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์
มณฑลเหอหนานตั้งอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำฮวงโห หรือ Yellow River โดยมีช่องทางน้ำหลายช่องทางไหลผ่านซึ่งทำให้มีแนวโน้มเกิดน้ำท่วมได้ง่าย โดยเมืองเจิ้งโจวซึ่งมีประชากร 12 ล้านคนตั้งอยู่ริมแม่น้ำฮวงโหเลย
สตีเฟน แมคโดเนล ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศจีน บอกว่า นักวิทยาศาสตร์หลายคนเคยเตือนว่าการสร้างเขื่อนมากมายยิ่งทำให้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมยิ่งรุนแรงเข้าไปใหญ่ มีการไปตัดเส้นทางแม่น้ำและทะเลสาบที่เคยเชื่อมโยงกัน ทำให้ไม่สามารถระบายออกไปยังพื้นที่ราบน้ำท่วมถึงซึ่งเคยดูดซับน้ำฝนที่ตกในช่วงฤดูร้อนของทุกปี
ข้ามมาที่ฝั่งยุโรปในช่วงเดือน ก.ค. เหมือนกัน เกิดเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ในเบลเยียม และอีกหลายพื้นที่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 220 คน โดยคาดว่าน่าจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
คณะนักวิจัยพบว่า ในภูมิภาคใหญ่นี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากจากมนุษย์ ทำให้ปริมาณฝนตกในหนึ่งวันเพิ่มสูงขึ้น 3-19% ในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ยังมีโอกาสทำให้เกิดฝนตกที่คล้ายกันกับฝนที่ทำให้เกิดน้ำท่วมมากขึ้น 1.2-9 เท่า
การที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อเนื่องและอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ฝนตกหนักที่ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อหลายพื้นที่ในยุโรป จะกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น
ศาสตราจารย์เฮย์ลีย์ ฟาวเลอร์ จากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล กล่าวว่า แบบจำลองสภาพภูมิอากาศที่ทันสมัย บ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นของเหตุฝนตกหนักรุนแรงในโลกที่ร้อนขึ้นในอนาคต
"เหตุการณ์นี้เผยให้เห็นว่า หลายพื้นที่ไม่สามารถทนทานต่อความรุนแรงของสภาพอากาศในปัจจุบันได้ เราต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงการพัฒนาการเตือนภัยฉุกเฉินและระบบการจัดการ และทำให้โครงสร้างพื้นฐานของเรา 'ทนทานต่อสภาพอากาศ' เพื่อลดการบาดเจ็บล้มตาย และความเสียหาย ทำให้พวกมันทนทานต่อเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงให้ได้"
การศึกษานี้ ซึ่งใช้วิธีการตรวจทานผลงานที่ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญอีกคนหนึ่ง ได้รับการจัดทำขึ้นจากนักวิจัย 39 คน
หลังจากเจอกับความหนาวเหน็บ คลื่นความร้อน สหรัฐฯ ก็ต้องเจอกับน้ำเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นพายุโซนร้อนเอลซา (Elsa) ในเดือน ก.ค. ที่เข้าซัดที่รัฐฟลอริดาทางฝั่งตะวันตกของประเทศจนทำให้ผู้คนกว่า 20,000 คน ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไปจนถึงเฮอร์ริเคนไอดาในช่วงปลายเดือน ส.ค. ซึ่งเคลื่อนขึ้นฝั่งตอนใต้ของสหรัฐฯ ที่รัฐลุยเซียนา โดยตรงกับวาระครบรอบ 16 ปี เหตุภัยพิบัติครั้งรุนแรงจากเฮอร์ริเคนแคทรีนา
นสพ.เดอะการ์เดียนรายงานเมื่อวันที่ 9 ก.ย. ว่าเฮอร์ริเคนไอดาทำให้มีผู้เสียชีวิตในรัฐลุยเซียนา 26 ราย นอกจากรัฐลุยเซียน ครัวเรือนอีกหลายแสนครัวเรือนในรัฐนิวยอร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย และรัฐมิสซิสซิปปี ไม่มีไฟฟ้าใช้
ที่นครนิวยอร์ก น้ำท่วมฉับพลันทำให้ระบบรถไฟใต้ดินเกือบทั้งหมดต้องหยุดชะงัก มีคนอย่างน้อย 14 รายเสียชีวิต โดย 11 คนในจำนวนนี้จมน้ำขณะติดอยู่ในที่พักชั้นใต้ดิน
ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ระบุก่อนเดินทางไปลุยเซียนาว่า "นี่เป็นเรื่องของความเป็นความตาย และเราทุกคนต้องเผชิญกับมันด้วยกัน นี่เป็นความท้าทายที่ใหญ่หลวงที่สุดในยุคนี้แต่ผมก็มั่นใจว่าเราจะจัดการได้"
ผู้นำสหรัฐฯ บอกว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุของน้ำท่วมในครั้งนี้ และบอกว่าต้องมี "การลงทุนครั้งประวัติศาสตร์" เพื่อจัดการกับวิกฤตดังกล่าว
เมื่อพูดถึงปัญหาน้ำท่วม ปัจจัยที่น่ากังวลอีกอย่างคือระดับน้ำทะเลโลกที่สูงมากขึ้น
จากรายงานขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นปีละ 2.1 มิลลิเมตรระหว่างปี 1993 ถึง 2002 แต่จากปี 2013 ถึง 2021 ระดับน้ำเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเป็น 4.4 มิลลิเมตร โดยส่วนใหญ่เป็นผลมากจากการละลายของธารน้ำแข็ง
ศาสตราจารย์โจนาธาน บอมเบอร์ ผู้อำนวยการศูนย์ธรณีวิทยาน้ำแข็งและธารน้ำแข็งแห่งเมืองบริสตอล บอกว่า ระดับน้ำทะเลในตอนนี้เพิ่มขึ้นเร็วกว่าช่วงเวลาใด ๆ ในช่วง 2 พันปีที่ผ่านมา
"หากเรายังให้ทุกอย่างเดินหน้าไปเช่นนี้ ระดับน้ำทะเลอาจสูงกว่า 2 เมตรภายในปี 2100 ซึ่งจะทำให้คนราว 630 ล้านคนทั่วโลกต้องผลัดถิ่น ไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าผลกระทบของปรากฏการณ์นั้นจะเป็นอย่างไร"
ภัยแล้ง
ย้อนไปเมื่อเดือน มิ.ย. นสพ.เดอะการ์เดียน รายงานว่า สหประชาชาติบอกว่าภัยแล้งเสี่ยงเป็น "โรคระบาดใหญ่โรคถัดไป" หากประเทศต่าง ๆ ไม่รีบดำเนินมาตรการจัดการกับน้ำและผืนดิน
รายงานของสหประชาชาติระบุว่า ในศตวรรษนี้ มีคนอย่างน้อย 1.5 พันล้านคนได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้งโดยตรง โดยคิดเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 1.24 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
ศาสตราจารย์เพตเตอรี ทาลัส จากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก บอกว่า นี่เป็นปีที่สองติดต่อกันแล้วที่เขตกึ่งร้อนของทวีปอเมริกาใต้ประสบกับภัยแล้ง ส่งผลต่อปริมาณน้ำและการเกษตร การคมนาคม และการผลิตพลังงาน
เมื่อเดือน ส.ค. สถานีโทรทัศน์อัลจาซีรา รายงานว่า องค์การนอกภาครัฐ 13 แห่ง อาทิ สภาผู้ลี้ภัย และสภาผู้ลี้ภัยเดนมาร์ก บอกว่า คนในซีเรียและอิรักมากกว่า 12 ล้านคนกำลังเผชิญภาวะเข้าไม่ถึงแหล่งน้ำ
รายงานของกลุ่มเอ็นจีโอเหล่านี้ระบุว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้น ประมาณน้ำฝนที่น้อยเป็นประวัติการณ์ และภัยแล้ง ทำให้ผู้คนในภูมิภาคนี้ไม่มีน้ำดื่มและน้ำสำหรับทำการเกษตร
พวกเขาบอกอีกว่า สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปยังไปส่งผลกระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟ้าเนื่องจากเขื่อนไม่มีน้ำ ผลที่ตามมาก็คือส่งผลต่อการดำเนินการของระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ อาทิ สถานบริการด้านสาธารณสุข
เมื่อปลายเดือน ก.ย. นสพ.เดอะการ์เดียน รายงานว่า ภัยแล้งที่เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2019 กำลังทำให้ประเทศบราซิล ปารากวัย และอาร์เจนตินา เข้าจุดวิกฤต โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการตัดไม้ทำลายป่าเป็นปัจจัยสำคัญ
แม่น้ำปารานา ซึ่งไหลผ่านบราซิล ปารากวัย และอาร์เจนตินา ลดระดับลงต่ำสุดในรอบ 77 ปี ตั้งแต่ภูมิภาคนี้เผชิญภัยแล้งช่วงปลายปี 2019
วิกฤตนี้ดังกล่าวทำให้อาร์เจนตินาเสี่ยงภาวะขาดแคลนน้ำ ทำให้ราคาพลังงานในบราซิลสูงขึ้น และก็ยิ่งทำให้เกิดไฟป่าลุกลามไปทั่วภูมิภาค
ด้านปารากวัยซึ่งไม่ได้อยู่ติดชายฝั่งทะเลและต้องพึ่งน้ำจากแม่น้ำต่าง ๆ ต้องเผชิญกับวิกฤตสาหัสเป็นพิเศษ