โลกร้อน : ย้อนมองปี 2021 ปีของคลื่นความร้อน ไฟป่า ภัยแล้ง และน้ำท่วมใหญ่

Fire

ที่มาของภาพ, Luis Sinco

เวลาอ่าน: 4 นาที

ย้อนไปเมื่อเดือน ก.พ. บีบีซีไทยเสนอข่าวที่ชาวดัตช์พากันออกไปเล่นสเก็ตน้ำแข็งกันอย่างสนุกสนานหลังจากอากาศที่เย็นทะลุจุดเยือกแข็งนานต่อเนื่องหลายวัน ทำให้แม่น้ำ ลำคลอง ทะเลสาบ และแหล่งน้ำหลายแห่งทั่วประเทศกลายเป็นน้ำแข็ง

ภาพคู่หนุ่มสาวจูงมือกันหรือเด็ก ๆ ที่เล่นฮอกกี้ และการนั่งเลื่อนน้ำแข็ง อาจทำให้หลายคนลืมตั้งคำถามว่าเหตุใดปีนี้ถึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่แหล่งน้ำต่าง ๆ ในเนเธอร์แลนด์มีอุณหภูมิเย็นจัดและจับตัวเป็นน้ำแข็งที่หนาพอจะลงไปเล่นสเก็ตได้

People skate on the Nannewiid, a lake frozen over as temperatures stay below zero and locals enjoy activities like speed skating, ice hockey, using sleds and walking dogs on February 12, 2021 in Oudehaske, Netherlands.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทะเลสาบที่กลายเป็นน้ำแข็งในเนเธอร์แลนด์

ภาพเหตุการณ์เลวร้ายในเวลาต่อมาในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกถึงได้ทำให้คนเริ่มตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับสภาพอากาศสุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง น้ำท่วมใหญ่ คลื่นความร้อน หรือไฟป่า

ย้อนไปเมื่อปลายเดือน ต.ค. องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organisation) ออกมาระบุว่า ตอนนี้เหตุสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้วหรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า "extreme weather events" ได้กลายเป็น "นิวนอร์มอล" หรือ "เรื่องปกติใหม่" ไปแล้ว

รายงานสถานะของสภาพภูมิอากาศ (The State of Global Climate 2021 report) ในปี 2021 ได้เน้นย้ำให้เห็นว่าโลกกำลัง "เปลี่ยนแปลงต่อหน้าต่อตาเรา"

อุณหภูมิเฉลี่ยระหว่างปี 2002-2021 กำลังจะเพิ่มเกิน 1 องศาเซลเซียสครั้งแรกเมื่อเทียบกับช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม รายงานฉบับดังกล่าวยังบอกอีกว่า ระดับน้ำทะเลโลกก็สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปี 2021 ด้วย

ขณะเรากำลังจะเข้าสู่ช่วงท้ายปีเตรียมต้อนรับปีใหม่ บีบีซีไทยชวนย้อนมองเหตุสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้วในปีนี้ที่เป็นอุทาหรณ์ว่าโลกจะต้องเผชิญอะไรต่อไปหากไม่สามารถควบคุมระดับอุณหภูมิไว้ได้

คลื่นความร้อน

ศาสตราจารย์เพตเตอรี ทาลัส จากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก บอกว่า มีหลักฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มนุษย์มีส่วนทำให้เกิดขึ้น โดยยกตัวอย่างปรากฏการณ์คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นในแคนาดาและบางรัฐที่อยู่ติดกันของสหรัฐอเมริกา

แต่ก่อนที่สหรัฐฯ ที่จะเจอกับคลื่นความร้อน ย้อนไปเดือน ก.พ. รัฐเท็กซัสต้องเผชิญกับอากาศหนาวเหน็บที่สุดในรอบกว่า 30 ปีจนประธานาธิบดีโจ ไบเดน ต้องประกาศภาวะภัยพิบัติร้ายแรง สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของสหรัฐฯ ระบุว่า สภาพอากาศหนาวเย็นผิดปกติในรัฐเท็กซัส ซึ่งมีภูมิประเทศบางส่วนเป็นทะเลทราย และมักเผชิญกับคลื่นความร้อนนั้น เป็นผลมาจากมวลอากาศหนาวจากขั้วโลก (Arctic outbreak) ซึ่งมักเกิดขึ้นบริเวณเหนือพรมแดนแคนาดา-สหรัฐฯ ได้ทะลักเข้าสู่สหรัฐฯ แล้วหอบเอาพายุหิมะเข้าถล่มพื้นที่รัฐเท็กซัสซึ่งอยู่ทางภาคใต้ทั้งหมด 254 เขตเป็นครั้งแรก

Anna Thomasson walks her dog, Penny, across the White Rock Lake Spillway after winter weather caused electricity blackouts in Dallas, Texas, U.S. February 18, 2021

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, อุณหภูมิที่เมืองดัลลัสรัฐเท็กซัสแตะ -10 องศาเซลเซียล ทั้งที่ช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ๆ จะมีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 15 องศาเซลเซียล
A woman carries bottled water she received from a shelter after record-breaking temperatures in Galveston, Texas, 18 February 2021

ที่มาของภาพ, Reuters

นสพ.นิวยอร์กไทมส์ รายงานเมื่อเดือน ก.ค. ว่าพายุฤดูหนาวในรัฐเท็กซัสทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 210 คน

ต่อมาในช่วงปลายเดือน มิ.ย. ภูมิภาคอเมริกาเหนือเริ่มเผชิญกับคลื่นความร้อนระลอกแรก ไม่ว่าจะเป็นที่รัฐโอเรกอน หรือรัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดา

People rest at the Oregon Convention Centre cooling station in Oregon, Portland

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ชาวเมืองพอร์ตแลนด์ต้องอพยพไปหลบคลื่นความร้อนในศูนย์พักพิงชั่วคราว

หมู่บ้านลิตตันในรัฐบริติชโคลัมเบียเคยมีอุณหภูมิสูงสุด 44.4 องศาเซลเซียส แต่มาในปีนี้อาการร้อนขึ้นเป็นประวัติการณ์ อุณหภูมิสูงขึ้นเป็น 49.6 องศาเซลเซียส ขณะที่รัฐซีแอตเทิลของสหรัฐฯ ที่อยู่ใกล้เคียงกันอากาศร้อนถึง 42.2 องศาเซลเซียสจากที่เคยสูงสุดแค่ 39.4 องศาเซลเซียส ส่วนที่เมืองพอร์ตแลนด์ในรัฐโอเรกอน อุณหภูมิสูงถึง 46.7 องศาเซลเซียส

ต่อมาในเดือน ส.ค. อุณหภูมิที่อุทยานแห่งชาติหุบเขามรณะ (Death Valley National Park) ในสหรัฐฯ พุ่งสูงแตะ 54.4 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจเป็นอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดในโลกที่เคยมีการวัดที่เชื่อถือได้ สถิติดังกล่าว ซึ่งได้รับการยืนยันจากหน่วยงานสภาพอากาศแห่งชาติสหรัฐฯ เกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญคลื่นความร้อนทางชายฝั่งตะวันตกของประเทศ

สภาพอากาศสุดขั้วเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไร

ทีมนักวิทยาศาสตร์การแพทย์จากนานาชาติตีพิมพ์เผยแพร่ผลวิจัยข้างต้นในวารสาร The Lancet Planetary Health ฉบับเดือน ก.ค. ซึ่งเผยว่า จากการเก็บข้อมูลอัตราการเสียชีวิตของผู้คนในขณะที่อากาศมีอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินขอบเขตที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตหรืออุณหภูมิห้องจากสถานที่ทั้งหมด 750 แห่งทั่วโลก พบว่าอุณหภูมิทั้งร้อนจัดและหนาวจัดแบบสุดขั้วได้ทำให้ผู้คนทั่วโลกต้องล้มตายไปถึงปีละ 5 ล้านคน

ด้านทีมนักวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศนานาชาติ 27 คน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเครือข่ายความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศนานาชาติ หรือ World Weather Attribution บอกว่า หากมนุษย์ไม่ได้สร้างผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศอย่างที่ทำมา สิ่งที่เกิดขึ้นจะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลงถึง 150 เท่า

สภาพอากาศสุดขั้วเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไร

หากอยากจะเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเพียงเล็กน้อยสามารถส่งผลกระทบยิ่งใหญ่ได้อย่างไร ให้ลองนึกถึงกราฟเส้นโค้งที่มีสภาวะร้อนและเย็นสุดขั้วอยู่ 2 ฝั่ง ส่วนตรงกลางเป็นระดับอุณหภูมิโดยเฉลี่ย การเปลี่ยนแปลงของส่วนกึ่งกลางเพียงเล็กน้อยทำให้เส้นโค้งนั้นไปแตะบริเวณที่เป็นสุดขั้วมากขึ้น ดังนั้น คลื่นความร้อนที่บางประเทศเจอจึงได้เกิดขึ้นบ่อยและนานขึ้น

ไฟป่ารุนแรง

Lytton

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, หมู่บ้านลิตตันหลังโดนไฟป่าลุกลาม

ผลกระทบร้ายแรงที่ตามมาจากคลื่นความร้อนก็คือไฟป่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดความร้อนอย่างยาวนานและเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นวงจร เป็นผลให้พื้นดินและต้นไม้ไร้ความชุ่มชื้น ความแห้งแล้งนี้เองเป็นเชื้อเพลิงให้เกิดไฟป่าซึ่งลุกลามไปอย่างรวดเร็ว

Smoke rises above the small western Canadian town of Lytton after wildfires forced its residents to evacuate, in Lytton, British Columbia, Canada June 30, 2021.

ที่มาของภาพ, JR Adams/Handout via REUTERS

หลังจากหมู่บ้านลิตตันของแคนาดาเผชิญอุณหภูมิสูงสุดเป็นกระวัติการณ์ไม่นานก็เกิดเหตุไฟป่าลุกลามทำลายพื้นที่จำนวนมาก ลองอ่านคำบอกเล่าของเหยื่อไฟป่าในครั้งนั้นจากบทความนี้ว่า คลื่นความร้อนทำลายหมู่บ้านในแคนาดาภายในวันเดียวได้อย่างไร

The charred remnants of a building in Lytton

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, สภาพอาคารแห่งหนึ่งในลิตตันหลังเหตุไฟป่า
A view of Lytton burning from across the Fraser River

ที่มาของภาพ, Nonie McCann

คำบรรยายภาพ, สมาชิกสภาท้องถิ่น แบรด วิส บอกว่า เวลาผ่านไปแค่ 15 นาทีเท่านั้น ไฟก็ลุกไหม้ทั้งหมู่บ้าน

แต่ขณะที่หลายคนอาจเคยได้ยินข่าวไฟป่าทำลายหมู่บ้านในแคนาดาแล้ว เหตุที่ร้ายแรงที่สุด ไม่ใช่แค่ในปีนี้แต่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของรัสเซียคือเหตุไฟป่าที่เขตไซบีเรีย สร้างความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อมโลกอย่างมหาศาล โดยเหตุเพลิงไหม้ป่าสนหิมะได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศมากเป็นสองเท่าของสถิติเมื่อปีที่แล้ว และผลักให้อัตราการปล่อยคาร์บอนจากไฟป่าทั่วโลกในปีนี้ พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 2 ทศวรรษ

พื้นที่ป่า Gorny Ulus ในเขตไซบีเรียไหม้เกรียม หลังไฟป่าลุกลามเป็นบริเวณกว้าง

ที่มาของภาพ, AFP/GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, พื้นที่ป่า Gorny Ulus ในเขตไซบีเรียไหม้เกรียม หลังไฟป่าลุกลามเป็นบริเวณกว้าง

สำนักงานควบคุมดาวเทียมคอเปอร์นิคัสเพื่อการติดตามสภาพบรรยากาศโลกแห่งยุโรป (CAMS) เผยว่าไฟป่าในไซบีเรียซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ ตั้งแต่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัสเซียไปจนถึงภูมิภาคอเมริกาเหนือ ได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลกแล้วกว่า 800 ล้านตัน นับแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา สูงกว่าอัตราการปล่อยคาร์บอนทั้งปีของประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นผู้ปล่อยคาร์บอนในปริมาณสูงสุดของยุโรปและอยู่ในอันดับ 6 ของโลก

ภาพถ่ายดาวเทียมจากนาซาแสดงให้เห็นขอบเขตของควันไฟป่าที่กระจายตัวเป็นวงกว้าง

ที่มาของภาพ, NASA

คำบรรยายภาพ, ภาพถ่ายดาวเทียมจากนาซาแสดงให้เห็นขอบเขตของควันไฟป่าที่กระจายตัวเป็นวงกว้าง

นสพ.เดอะการ์เดียน รายงานเมื่อเดือน ก.ย. ว่าเหตุดังกล่าวทำลายป่ารัสเซียไปกว่า 113 ล้านไร่ ทำลายสถิติเมื่อปี 2012

การเกิดไฟป่ารุนแรงในเขตอากาศหนาวจัดเช่นนี้ สะท้อนถึงสถานการณ์ปัจจุบันของภาวะโลกร้อนที่ยิ่งเลวร้ายลงทุกที โดยสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของกลุ่มกรีนพีซประจำรัสเซียได้ชี้ถึงสาเหตุของไฟป่าขนาดใหญ่ ว่าเกิดจากความละเลยไม่ใส่ใจของภาครัฐ ทั้งยังมีกฎหมายห้ามไม่ให้จัดการดับไฟ หากหน่วยปฏิบัติการผจญเพลิงต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงเกินมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง หรือในกรณีที่ไฟป่าไม่ได้ไหม้ลามถึงเขตที่อยู่อาศัย

น้ำท่วม

คำบรรยายวิดีโอ, ฝนตกหนัก-น้ำท่วมใหญ่ที่จีน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ต้องอพยพคนนับแสน

ปีเตอร์ เกลค ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำจากสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ บอกว่า เมื่อมีพื้นที่ที่แห้งแล้งมากขึ้นอย่างในไซบีเรียหรือภาคตะวันตกของสหรัฐฯ ฝนก็ไปตกที่อื่นแทน ในพื้นที่ที่เล็กกว่า เกิดเป็นน้ำท่วมที่รุนแรงกว่า อย่างที่จีน เยอรมนี เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ ที่เกิดน้ำท่วมเป็นประวัติการณ์

ข้าม X โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก X

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด X โพสต์

หลายคนน่าจะจำได้ดีถึงเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เป็นผลจากฝนที่ตกหนักเป็นประวัติการณ์ในภาคกลางของจีนเมื่อช่วงเดือน ก.ค. ซึ่งมีกว่า 12 เมืองในมณฑลเหอหนานที่ได้รับผลกระทบ

ถึงเดือน ส.ค. บีบีซีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 302 คน มีคนราวสูญหายราว 50 คน โดยรวมมีคนที่ได้รับผลกระทบเกือบ 13 ล้านคน และครัวเรือนเกือบ 9 พันหลังได้รับความเสียหาย

This photo taken on July 20, 2021 shows people wading through flood waters along a street following heavy rains in Zhengzhou

ที่มาของภาพ, Getty Images

Man stands in flooded subway carriage, China

ย้อนไปตอนนั้น มีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ แต่มีความเป็นไปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกทำให้เกิดฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์

มณฑลเหอหนานตั้งอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำฮวงโห หรือ Yellow River โดยมีช่องทางน้ำหลายช่องทางไหลผ่านซึ่งทำให้มีแนวโน้มเกิดน้ำท่วมได้ง่าย โดยเมืองเจิ้งโจวซึ่งมีประชากร 12 ล้านคนตั้งอยู่ริมแม่น้ำฮวงโหเลย

สตีเฟน แมคโดเนล ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศจีน บอกว่า นักวิทยาศาสตร์หลายคนเคยเตือนว่าการสร้างเขื่อนมากมายยิ่งทำให้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมยิ่งรุนแรงเข้าไปใหญ่ มีการไปตัดเส้นทางแม่น้ำและทะเลสาบที่เคยเชื่อมโยงกัน ทำให้ไม่สามารถระบายออกไปยังพื้นที่ราบน้ำท่วมถึงซึ่งเคยดูดซับน้ำฝนที่ตกในช่วงฤดูร้อนของทุกปี

ข้ามมาที่ฝั่งยุโรปในช่วงเดือน ก.ค. เหมือนกัน เกิดเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ในเบลเยียม และอีกหลายพื้นที่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 220 คน โดยคาดว่าน่าจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Flooding in Erftstadt-Blessem, Germany - 15 July 2021

ที่มาของภาพ, Getty Images

คณะนักวิจัยพบว่า ในภูมิภาคใหญ่นี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากจากมนุษย์ ทำให้ปริมาณฝนตกในหนึ่งวันเพิ่มสูงขึ้น 3-19% ในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ยังมีโอกาสทำให้เกิดฝนตกที่คล้ายกันกับฝนที่ทำให้เกิดน้ำท่วมมากขึ้น 1.2-9 เท่า

การที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อเนื่องและอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ฝนตกหนักที่ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อหลายพื้นที่ในยุโรป จะกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น

Firefighters next to a damaged road after flooding in Schuld, Germany

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, ถนนถูกตัดขาดในเยอรมนี

ศาสตราจารย์เฮย์ลีย์ ฟาวเลอร์ จากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล กล่าวว่า แบบจำลองสภาพภูมิอากาศที่ทันสมัย บ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นของเหตุฝนตกหนักรุนแรงในโลกที่ร้อนขึ้นในอนาคต

"เหตุการณ์นี้เผยให้เห็นว่า หลายพื้นที่ไม่สามารถทนทานต่อความรุนแรงของสภาพอากาศในปัจจุบันได้ เราต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงการพัฒนาการเตือนภัยฉุกเฉินและระบบการจัดการ และทำให้โครงสร้างพื้นฐานของเรา 'ทนทานต่อสภาพอากาศ' เพื่อลดการบาดเจ็บล้มตาย และความเสียหาย ทำให้พวกมันทนทานต่อเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงให้ได้"

A woman is trying to move in a flooded street following heavy rains in Liege

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, มีผู้เสียชีวิตหลายรายในเบลเยียม

การศึกษานี้ ซึ่งใช้วิธีการตรวจทานผลงานที่ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญอีกคนหนึ่ง ได้รับการจัดทำขึ้นจากนักวิจัย 39 คน

หลังจากเจอกับความหนาวเหน็บ คลื่นความร้อน สหรัฐฯ ก็ต้องเจอกับน้ำเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นพายุโซนร้อนเอลซา (Elsa) ในเดือน ก.ค. ที่เข้าซัดที่รัฐฟลอริดาทางฝั่งตะวันตกของประเทศจนทำให้ผู้คนกว่า 20,000 คน ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไปจนถึงเฮอร์ริเคนไอดาในช่วงปลายเดือน ส.ค. ซึ่งเคลื่อนขึ้นฝั่งตอนใต้ของสหรัฐฯ ที่รัฐลุยเซียนา โดยตรงกับวาระครบรอบ 16 ปี เหตุภัยพิบัติครั้งรุนแรงจากเฮอร์ริเคนแคทรีนา

Hurricane Ida is seen in this image taken aboard the International Space Station

ที่มาของภาพ, ESA/NASA

คำบรรยายภาพ, โธมัส แพสเกต์ นักบินอวกาศขององค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency) ถ่ายภาพเฮอร์ริเคนไอดาเมื่อวันอาทิตย์ (29 ส.ค.) จากสถานีอวกาศนานาชาติ

นสพ.เดอะการ์เดียนรายงานเมื่อวันที่ 9 ก.ย. ว่าเฮอร์ริเคนไอดาทำให้มีผู้เสียชีวิตในรัฐลุยเซียนา 26 ราย นอกจากรัฐลุยเซียน ครัวเรือนอีกหลายแสนครัวเรือนในรัฐนิวยอร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย และรัฐมิสซิสซิปปี ไม่มีไฟฟ้าใช้

Vehicles damaged by collapsed building in New Orleans as Hurricane Ida makes landfall.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, รถยนต์ได้รับความเสียหายจากอาคารที่พังถล่มจากความรุนแรงของเฮอร์ริเคนไอดา

ที่นครนิวยอร์ก น้ำท่วมฉับพลันทำให้ระบบรถไฟใต้ดินเกือบทั้งหมดต้องหยุดชะงัก มีคนอย่างน้อย 14 รายเสียชีวิต โดย 11 คนในจำนวนนี้จมน้ำขณะติดอยู่ในที่พักชั้นใต้ดิน

People navigate heavy rains and flooded walkways at the Billie Jean King National Tennis Center as the remnants of Hurricane Ida hit the area in Flushing Meadows, New York, USA, 01 September 2021.

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, น้ำท่วมฉับพลันทำให้ระบบรถไฟใต้ดินของนิวยอร์กเกือบทั้งหมดต้องหยุดชะงัก
คำบรรยายวิดีโอ, ฝนตกหนัก-น้ำท่วมใหญ่ที่จีน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ต้องอพยพคนนับแสน

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ระบุก่อนเดินทางไปลุยเซียนาว่า "นี่เป็นเรื่องของความเป็นความตาย และเราทุกคนต้องเผชิญกับมันด้วยกัน นี่เป็นความท้าทายที่ใหญ่หลวงที่สุดในยุคนี้แต่ผมก็มั่นใจว่าเราจะจัดการได้"

ผู้นำสหรัฐฯ บอกว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุของน้ำท่วมในครั้งนี้ และบอกว่าต้องมี "การลงทุนครั้งประวัติศาสตร์" เพื่อจัดการกับวิกฤตดังกล่าว

เมื่อพูดถึงปัญหาน้ำท่วม ปัจจัยที่น่ากังวลอีกอย่างคือระดับน้ำทะเลโลกที่สูงมากขึ้น

จากรายงานขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นปีละ 2.1 มิลลิเมตรระหว่างปี 1993 ถึง 2002 แต่จากปี 2013 ถึง 2021 ระดับน้ำเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเป็น 4.4 มิลลิเมตร โดยส่วนใหญ่เป็นผลมากจากการละลายของธารน้ำแข็ง

ice

ที่มาของภาพ, Mario Tama

คำบรรยายภาพ, แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลาย

ศาสตราจารย์โจนาธาน บอมเบอร์ ผู้อำนวยการศูนย์ธรณีวิทยาน้ำแข็งและธารน้ำแข็งแห่งเมืองบริสตอล บอกว่า ระดับน้ำทะเลในตอนนี้เพิ่มขึ้นเร็วกว่าช่วงเวลาใด ๆ ในช่วง 2 พันปีที่ผ่านมา

"หากเรายังให้ทุกอย่างเดินหน้าไปเช่นนี้ ระดับน้ำทะเลอาจสูงกว่า 2 เมตรภายในปี 2100 ซึ่งจะทำให้คนราว 630 ล้านคนทั่วโลกต้องผลัดถิ่น ไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าผลกระทบของปรากฏการณ์นั้นจะเป็นอย่างไร"

น้ำท่วม

ที่มาของภาพ, PANUMASSANGUANWONG

คำบรรยายภาพ, เหตุน้ำท่วมจากน้ำทะเลหนุนสูงในกรุงเทพฯ และบางจังหวัดปริมณฑล เมื่อต้นเดือน พ.ย.

ภัยแล้ง

ย้อนไปเมื่อเดือน มิ.ย. นสพ.เดอะการ์เดียน รายงานว่า สหประชาชาติบอกว่าภัยแล้งเสี่ยงเป็น "โรคระบาดใหญ่โรคถัดไป" หากประเทศต่าง ๆ ไม่รีบดำเนินมาตรการจัดการกับน้ำและผืนดิน

รายงานของสหประชาชาติระบุว่า ในศตวรรษนี้ มีคนอย่างน้อย 1.5 พันล้านคนได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้งโดยตรง โดยคิดเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 1.24 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ศาสตราจารย์เพตเตอรี ทาลัส จากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก บอกว่า นี่เป็นปีที่สองติดต่อกันแล้วที่เขตกึ่งร้อนของทวีปอเมริกาใต้ประสบกับภัยแล้ง ส่งผลต่อปริมาณน้ำและการเกษตร การคมนาคม และการผลิตพลังงาน

In this aerial view environmentalist Luis Martinez walks along a sand bank at the Parana River, during a historic drought, near Paso de la Patria, Corrientes, Argentina, on August 20, 2021.

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, แม่น้ำปารานาเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดเป็นอันดับสองของอเมริกาใต้รองจากแอมะซอน

เมื่อเดือน ส.ค. สถานีโทรทัศน์อัลจาซีรา รายงานว่า องค์การนอกภาครัฐ 13 แห่ง อาทิ สภาผู้ลี้ภัย และสภาผู้ลี้ภัยเดนมาร์ก บอกว่า คนในซีเรียและอิรักมากกว่า 12 ล้านคนกำลังเผชิญภาวะเข้าไม่ถึงแหล่งน้ำ

รายงานของกลุ่มเอ็นจีโอเหล่านี้ระบุว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้น ประมาณน้ำฝนที่น้อยเป็นประวัติการณ์ และภัยแล้ง ทำให้ผู้คนในภูมิภาคนี้ไม่มีน้ำดื่มและน้ำสำหรับทำการเกษตร

พวกเขาบอกอีกว่า สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปยังไปส่งผลกระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟ้าเนื่องจากเขื่อนไม่มีน้ำ ผลที่ตามมาก็คือส่งผลต่อการดำเนินการของระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ อาทิ สถานบริการด้านสาธารณสุข

เมื่อปลายเดือน ก.ย. นสพ.เดอะการ์เดียน รายงานว่า ภัยแล้งที่เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2019 กำลังทำให้ประเทศบราซิล ปารากวัย และอาร์เจนตินา เข้าจุดวิกฤต โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการตัดไม้ทำลายป่าเป็นปัจจัยสำคัญ

People walk past a stranded barge on the shore of the Rio Paraguay (Paraguay River), which flows down to the Parana River, as the lack of rain in Brazil, where the river originates, has brought water levels down, forcing cargo ships to reduce the amount of grains that are loaded for export, in Ypane, Paraguay August 30, 2021

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ระดับน้ำแม่น้ำปารากวัยก็ต่ำมากเช่นกัน

แม่น้ำปารานา ซึ่งไหลผ่านบราซิล ปารากวัย และอาร์เจนตินา ลดระดับลงต่ำสุดในรอบ 77 ปี ตั้งแต่ภูมิภาคนี้เผชิญภัยแล้งช่วงปลายปี 2019

วิกฤตนี้ดังกล่าวทำให้อาร์เจนตินาเสี่ยงภาวะขาดแคลนน้ำ ทำให้ราคาพลังงานในบราซิลสูงขึ้น และก็ยิ่งทำให้เกิดไฟป่าลุกลามไปทั่วภูมิภาค

ด้านปารากวัยซึ่งไม่ได้อยู่ติดชายฝั่งทะเลและต้องพึ่งน้ำจากแม่น้ำต่าง ๆ ต้องเผชิญกับวิกฤตสาหัสเป็นพิเศษ

อุณหภูมิร้อนที่สุดของโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้น
คำบรรยายวิดีโอ, โลกร้อน : การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ชาวมอริเตเนียหลายคนต้องทิ้งบ้านเกิด