You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
จักรวาลนฤมิต บล็อกเชน เน็ตซีโร การฟอกเขียว และคำอื่น ๆ ที่คนไทยควรรู้ สำหรับปี 2022
- Author, เอกรินทร์ บำรุงภักดิ์
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ในช่วงที่ผ่านมามีคำศัพท์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นหลายคำตามการพัฒนาของเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงไปของโลก บางคำเราอาจจะเคยได้ยินกันมานานหลายปีแล้ว แต่อาจจะยังไม่ได้ใส่ใจ แต่เมื่อมีคนเริ่มพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำความเข้าใจให้ดีขึ้น เพื่อที่จะให้ก้าวทันโลกที่เดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว หรืออย่างน้อยก็ให้คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง
บีบีซีไทยรวบรวม 22 คำ จากข่าวที่ปรากฏในรอบปีที่ผ่านจากหลากหลายวงการทั้งการเงิน เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ที่คนไทยควรจะทำความเข้าใจกับคำเหล่านี้ เพื่อเตรียมพร้อมก้าวเข้าสู่ปี 2022
ระบบการเงินแบบไร้ตัวกลาง (Decentralized Finance--DeFi)
บิตคอยน์ เป็นคำที่มีการพูดถึงกันมากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมาคำหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่มูลค่าของบิตคอยน์ทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ หรือดิ่งลง แต่ก่อนที่จะทำความเข้าใจความหมายของบิตคอยน์ เราต้องเข้าใจความหมายของคำว่า ระบบการเงินแบบไร้ตัวกลาง (Decentralized Finance—DeFi) และบล็อกเชน (Blockchain) เสียก่อน
ระบบการเงินที่ทั่วโลกใช้กันอยู่ในปัจจุบัน มีธนาคารเป็นตัวกลางในการทำธุรกรรมการเงินต่าง ๆ โดยอาศัยความไว้วางใจของธนาคารผู้ให้บริการ หรือเรียกว่าเป็นระบบการเงินแบบรวมศูนย์ (Centralized Finance) แต่ระบบการเงินที่กำลังถูกพูดถึงกันอย่างมากคือ ระบบการเงินแบบไร้ตัวกลาง (Decentralized Finance) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า DeFi มีเป้าหมายในการให้บริการทางการเงินต่าง ๆ เกิดขึ้นได้โดยตรงระหว่างต้นทางและปลายทางของธุรกรรมการเงิน เช่น การโอนเงิน ปกติจะต้องมีธนาคารเป็นตัวกลางระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน แต่ DeFi จะช่วยให้เกิดการโอนเงินโดยตรงระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน
คำถามคือ แล้วจะไว้ใจได้อย่างไร สิ่งที่ทำให้ระบบนี้มีความน่าเชื่อถือคือ บล็อกเชน (Blockchain)
บล็อกเชน (Blockchain)
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งบริษัทบิทคับ (Bitkub) เคยเขียนอธิบายไว้ในเว็บไซต์ของ brandinside.asia ว่า "บล็อกเชนเปรียบเสมือนเครือข่ายการเก็บข้อมูลแบบหนึ่ง ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและได้รับข้อมูลเดียวกัน เราจึงรู้ว่าใครมีสิทธิและเป็นเจ้าของข้อมูลเหล่านี้จริง ๆ โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บอยู่ในแต่ละบล็อก (Block) ที่เชื่อมโยงกันบนเครือข่ายเหมือนกับห่วงโซ่ (Chain) นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้เราเรียกรูปแบบการเก็บและแชร์ข้อมูลแบบนี้ว่า Blockchain"
เขาบอกว่า เมื่อธุรกรรมต่าง ๆ ถูกบันทึกในบล็อกเหล่านี้แล้ว เราจะไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลใด ๆ ได้ เพราะทุกคนต่างก็มีสำเนาหรือประวัติการทำธุรกรรมทั้งหมดอยู่กับตัว จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ที่ใครจะมาปลอมแปลงข้อมูล โดยปราศจากการรับรู้จากผู้คนส่วนใหญ่
เมื่อข้อมูลใหม่เกิดขึ้นก็จะเกิดบล็อกใหม่เชื่อมต่อกันกับบล็อกเดิมไปเรื่อย ๆ และทุกคนที่อยู่ในเครือข่ายจะรับรู้พร้อมกัน หากมีแฮ็กเกอร์เข้ามาแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่จุดหนึ่งในระบบ ทุกคนที่อยู่ในเครือข่ายก็จะรับรู้ บล็อกข้อมูลที่ผิดไปจากคนส่วนใหญ่ก็จะถูกตัดทิ้งจากห่วงโซ่นั้นและมีการกู้ข้อมูลที่ถูกต้องกลับคืนมาไว้ที่เดิม การแฮ็กจะสำเร็จได้จะต้องแฮ็กคนส่วนใหญ่ในเครือข่ายพร้อมกัน ดังนั้นเครือข่ายยิ่งกว้างขวาง ระบบก็จะยิ่งมีความปลอดภัยมากขึ้น
การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีบล็อกเชน จึงเป็นตัวที่ทำให้เกิด DeFi ขึ้นได้นั่นเอง เพราะบล็อกเชนถูกนำมาใช้ในการเก็บข้อมูลที่ถูกส่งให้กับทุกคนในเครือข่ายโดยไม่ผ่านตัวกลาง และระบบยังมีความปลอดภัยสูง จากการตรวจสอบของทุกคนในเครือข่าย
คริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency)
คริปโตเคอร์เรนซี เป็นนวัตกรรมทางการเงินอีกอย่างหนึ่งที่ได้นำข้อดีของบล็อกเชนมาใช้ เว็บไซต์ฟอร์บส์ระบุนิยามของคริปโตเคอร์เรนซีไว้ว่า คือเงินดิจิทัลที่ไร้ศูนย์กลางซึ่งใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน
เว็บไซต์ Investopedia ระบุว่า ณ เดือน พ.ย. 2021 มีคริปโตเคอร์เรนซีหมุนเวียนอยู่ในระบบมากกว่า 14,000 สกุล
บิตคอยน์ (Bitcoin)
ฟอร์บส์ ระบุว่า บิตคอยน์คือคริปโตเคอร์เรนซีสกุลแรก เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ไร้ตัวกลาง ที่คุณสามารถซื้อ, ขาย และแลกเปลี่ยนกันได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางอย่างธนาคาร "ซาโตชิ นากาโมโตะ" ผู้สร้างบิตคอยน์ ระบุถึงความจำเป็นในการมีบิตคอยน์ว่า "เพื่อเป็นระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้การพิสูจน์การเข้ารหัส แทนความไว้เนื้อเชื่อใจ"
บิตคอยน์ ถูกสร้างขึ้นในเดือน ม.ค. ปี 2009 แต่มีการเผยแพร่แนวคิดของบิตคอยน์ไว้ในเอกสารในปี 2008 โดยผู้ที่ใช้นามแฝงว่า "ซาโตชิ นากาโมโตะ" ซึ่งตัวตนของผู้ที่สร้างเทคโนโลยีนี้ขึ้นยังเป็นปริศนา โดยจำนวนของบิตคอยน์ถูกกำหนดไว้สูงสุดที่ 21 ล้านเหรียญ
เว็บไซต์ไทม์ระบุว่า เมื่อมีการปล่อยคริปโตเคอร์เรนซีสกุลหนึ่งออกมา ผู้สร้างสามารถกำหนดเงื่อนไขของคริปโตเคอร์เรนซีสกุลนี้ได้ เช่น จำนวน, กฎในการซื้อขาย, วิธีการในการเพิ่มบิตคอยน์เหรียญใหม่ในตลาด เป็นต้น ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลัง การที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มต้น กฎเกณฑ์เหล่านี้ส่งผลให้บิตคอยน์เป็นทรัพยากรที่หายาก
"ไม่มีใคร ไม่มีรัฐบาลไหน ไม่แม้แต่ตัวของซาโตชิเอง สามารถแก้ไขเรื่องนั้นที่ถูกเผยแพร่ออกมาแล้วได้" ออลลี ลีช บรรณาธิการของ CoinDesk สำนักข่าวคริปโตเคอร์เรนซีชั้นนำ กล่าวตามรายงานของเว็บไซต์ไทม์ "คุณไม่สามารถทำบิตคอยน์ซ้ำ หรือสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้"
ลีช กล่าวตามรายงานของไทม์ในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมาว่า มีบิตคอยน์เข้ามาหมุนเวียนเพิ่มเติมแล้ว 18 ล้านเหรียญจาก 21 ล้านเหรียญ นับตั้งแต่บล็อกแรกของบิตคอยน์ถูกขุดขึ้นโดยซาโตชิ นากาโมโตะ และทุก ๆ 4 ปี จำนวนบิตคอยน์เหรียญใหม่ที่เข้าสู่ระบบจะลดลงครึ่งหนึ่ง จนกระทั่งเหรียญสุดท้ายถูกขุดขึ้นซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2140
ฟอร์บส์ อ้างคำพูดของ บูชิ โอโกโร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Quidax ตลาดแลกเปลี่ยนคริปโตเคอร์เรนซีของแอฟริกา ว่า การขุดบิตคอยน์คือกระบวนการในการเพิ่มธุรกรรมใหม่ในบล็อกเชนของบิตคอยน์ คนที่เลือกขุดบิตคอยน์ต้องใช้กระบวนการที่เรียกว่า proof of work ในการใช้คอมพิวเตอร์แข่งกันแก้สมการทางคณิตศาสตร์ที่ตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมต่าง ๆ โดยผู้ที่ขุดบิตคอยน์จะได้รับเหรียญบิตคอยน์เหรียญใหม่เป็นรางวัล
Investopedia ระบุว่า ค่าตอบแทนที่นักขุดบิตคอยน์ได้รับจะลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อมีการเพิ่มบล็อก 210,000 บล็อก โดยในปี 2009 มีการให้รางวัลเป็นบิตคอยน์เหรียญใหม่ 50 เหรียญแก่บล็อกที่ถูกเพิ่มเข้ามา ส่วนเมื่อ 11 พ.ค. 2020 ซึ่งเป็นวันที่รางวัลตอบแทนการขุดบิตคอยน์ลดลงเป็นครั้งที่ 3 ทำให้การค้นพบบล็อกใหม่แต่ละบล็อกจะได้รับบิตคอยน์เหรียญใหม่ตอบแทนที่ 6.25 เหรียญ
เงินบาทดิจิทัล (Digital Baht)
ส่วนในประเทศไทยของเรา ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังจะนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพของระบบการชำระเงิน เช่นเดียวกับที่ธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกกำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน โดยไม่ต้องใช้เงินที่พิมพ์ออกมาในรูปแบบของธนบัตรกระดาษหรือเหรียญกษาปณ์ เรียกเงินชนิดนี้ว่า สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency--CBDC) หรือในกรณีของไทยก็คือ เงินบาทดิจิทัล
ดร.ฐิติมา ชูเชิด ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เขียนบทความที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมาว่า "ปกติเวลาจะใช้เงินสด หลายคนต้องถอนเงินฝากมานับและใช้จ่ายเงินผ่านมือกัน ซึ่งจะต่างจาก 'เงินบาทดิจิทัล' ที่ไม่มีอะไรให้จับต้องได้ แต่เป็นเงินที่ออกโดยธนาคารกลาง สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และมีสินทรัพย์ภาครัฐหนุนหลังเหมือนเงินสด ก่อนจะใช้งานได้ประชาชนจะต้องเอาเงินฝากหรือเงินสดมาแลกไปเก็บไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัล สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีสมาร์ตโฟน อินเทอร์เน็ต หรือบัญชีเงินฝากกับสถาบันการเงิน ก็จะสามารถเข้าถึงการใช้งานได้ด้วย เช่น ผ่านการ์ดที่ใช้แตะเพื่อรับจ่ายเงินได้"
เงินบาทดิจิทัล หรือ CBDC สกุลอื่น ๆ อย่าง เงินหยวนดิจิทัลของจีน จึงต่างจากคริปโตเคอร์เรนซี เพราะมีสินทรัพย์ภาครัฐหนุนหลังเหมือนเงินสดทุกอย่าง
เหรียญที่ไม่สามารถทดแทนได้ (Non-Fungible Token--NFT)
นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนไปใช้กับงานศิลปะและทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า เหรียญที่ไม่สามารถทดแทนได้ (non-fungible token--NFT) หรือ เอ็นเอฟที
เอ็นเอฟที คือการรับรองทางดิจิทัลรูปแบบหนึ่ง ที่ให้การยืนยันผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่มีความเฉพาะเจาะจง โดยในวงการคริปโตอาร์ต เอ็นเอฟทีแต่ละเหรียญจะเป็นตัวแทนการเป็นเจ้าของผลงานศิลปะของแท้ 1 ชิ้น มีรายละเอียดต่าง ๆ อย่างเช่น ผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะชิ้นนั้นขึ้นมาคือใคร ผลงานถูกขายเมื่อไหร่ และใครซื้อไปบ้าง
แม้ว่าทุกคนสามารถชมสำเนาภาพทางออนไลน์ได้ แต่คนที่ซื้อเหรียญเอ็นเอฟที เพียงคนเดียวเท่านั้นที่พูดได้ว่าเป็นเจ้าของภาพนั้น
เหรียญเหล่านี้สามารถนำไปขายต่อได้และโอนกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของให้แก่อีกคนหนึ่งได้ ขณะที่ศิลปินยังคงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทางปัญญาของภาพที่เกี่ยวข้องกับเหรียญเอ็นเอฟทีนั้นอยู่ และสามารถที่จะได้รับค่าลิขสิทธิ์ในทุกครั้งที่มีการขายเหรียญนั้นต่อให้กับคนอื่น
เกมที่เล่นแล้วได้เงิน (Play-To-Earn Games)
เอ็นเอฟที ไม่ได้ใช้เฉพาะกับผลงานศิลปะเท่านั้น แต่ในวงการเกมก็ได้มีการนำเอ็นเอฟทีมาใช้ประโยชน์เช่นกัน โดยเกมที่เล่นแล้วได้เงิน (Play-To-Earn Games) นั้น เป็นวิวัฒนาการที่ต่อมาจากรูปแบบของเกม 2 ยุคคือ เกมที่ต้องจ่ายเงินเพื่อเล่น (pay-to-play) และเกมที่เล่นโดยไม่เสียเงิน (free-to-play)
เว็บไซต์ one37pm ระบุว่า เกมที่เล่นแล้วได้เงินเป็นแบบจำลองทางธุรกิจแบบใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมวิดีโอเกม และเปิดโอกาสให้ผู้เล่นเกมครอบครองทรัพย์สินที่พวกเขาสามารถนำไปขายเป็นเงินในตลาดได้ ในขณะที่เล่นเกม พวกเขาจะได้รับเงินสกุลที่นำไปซื้อขายแลกเปลี่ยนเป็นเงินจริง ๆ ได้ ทรัพย์สินบางอย่างเหล่านี้อยู่ในรูปแบบของเอ็นเอฟที ซึ่งอาจจะเป็นชุดที่ใส่ในเกม อาวุธ หรือแม้แต่สัตว์ที่คุณเพาะพันธุ์ขึ้นมาในเกม แทนที่จะเสียเงินซื้อหาสิ่งของเหล่านี้ในเกม คุณก็สามารถที่จะหาเงินจากการเล่นเกมได้
ความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality--VR) กับ ความเป็นจริงเสริม (Augmented Reality--AR)
อุตสาหกรรมเกมนั้นพัฒนาไปพร้อมกับเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality—VR) หรือ วีอาร์ และความเป็นจริงเสริม (Augmented Reality—AR) หรือ เออาร์ ซึ่งมีการนำมาใช้เพื่อเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมมากขึ้น แต่เทคโนโลยี้ถูกนำไปใช้ในหลากหลายวงการด้วยเช่นกัน
องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) อธิบายถึง 2 คำนี้ว่า
วีอาร์ คือ การจำลองภาพให้เสมือนจริง แบบ 360 องศา ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะต้องใช้ควบคู่ไปกับอุปกรณ์สำคัญ นั่นก็คือแว่นตาวีอาร์ โดยผ่านการรับรู้ของเราไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น เสียง การสัมผัส หรือแม้กระทั่งกลิ่น และทำให้เราสามารถตอบสนองกับสิ่งที่จำลองนั้นได้
เออาร์ คือ การนำเทคโนโลยีมาผสานระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงและความเสมือนจริงเข้าด้วยกัน ด้วยการใช้ระบบซอฟต์แวร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่าง ๆ เช่น เว็บแคมคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้อง โดยวัตถุเสมือนที่ว่านั้น อาจจะเป็น ภาพ วิดีโอ เสียง ข้อมูลต่าง ๆ ที่ประมวลผลมาจากคอมพิวเตอร์ มือถือ หรืออุปกรณ์สวมใส่ขนาดเล็กต่าง ๆ และทำให้เราสามารถตอบสนองกับสิ่งที่จำลองนั้นได้
"จะเห็นได้ว่าความแตกต่างระหว่างเออาร์และวีอาร์ ทำให้การนำไปประยุกต์ใช้งานนั้นแตกต่างกัน โดยเออาร์นั้นจะเน้นไปที่การผสานรวบรวมระหว่างวัตถุเสมือนรอบตัวเราเข้ากับสภาพแวดล้อมขณะนั้นจริง ๆ ส่วนวีอาร์จะเน้นที่ตัดขาดออกจากโลกจริงเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนอย่างเต็มรูปแบบ" อพวช. ระบุ
เมตาเวิร์ส (Metaverse)
คำว่าเมตาเวิร์ส ถูกสร้างขึ้นในช่วงยุคทศวรรษ 1990 ในนวนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง Snow Crash แต่เพิ่งถูกพูดถึงกันมากในช่วงไม่นานนี้ และยังไม่มีนิยามที่ชัดเจน เมทาเวิร์สกลายเป็นคำที่คุ้นหูมากยิ่งขึ้น เมื่อเฟซบุ๊กถึงกับเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Meta (เมตา) เพื่อสื่อถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างเมตาเวิร์สให้เกิดขึ้นในอนาคต
หลายคนมองว่า เมตาเวิร์สอาจจะเป็นเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality) ในแบบที่ล้ำสมัยขึ้นไปอีก แต่สำหรับบางคนอาจคิดว่า เมตาเวิร์สคืออนาคตแห่งโลกอินเทอร์เน็ต เป็นที่ที่ผู้คนใช้เวลาจำนวนมากในชีวิตของพวกเขาในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายแห่งเชื่อว่า มันอาจจะเป็นอินเทอร์เน็ต 3 มิติ ที่เชื่อมต่อโลกดิจิทัลซึ่งผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยและพบปะกันในโลกเสมือนจริง
"มันคืออนาคตที่ไกลเกินกว่าที่บริษัทหนึ่งจะทำได้ มันจะสร้างขึ้นโดยพวกเราทุกคน" มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก กล่าว โดยเขาเห็นว่า เมทาเวิร์สไม่ใช่เกม ไม่มีด่านเล่นเกม ปริศนา หรือเรื่องราวอะไรในนั้น มันเป็นเพียงแค่สถานที่ให้คนได้ไปเข้าไปพบปะกัน
เมื่อต้นเดือนธันวาคม ราชบัณฑิตยสภามีมติบัญญัติคำว่า Metaverse ให้มีชื่อภาษาไทยว่า "จักรวาลนฤมิต" ส่วนคำว่า Metaverse สามารถเขียนเป็นคำทับศัพท์ว่า "เมตาเวิร์ส"
ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence—AI)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้นิยามของคำว่า "ปัญญา" ไว้ว่า "ความรอบรู้, ความรู้ทั่ว, ความฉลาดเกิดแต่เรียนและคิด" ดังนั้นหากแปลตามตัวปัญญาประดิษฐ์ ก็คือความฉลาดที่เกิดจากการเรียนและการคิดที่มาจากการประดิษฐ์ขึ้น พูดง่าย ๆ ก็คือ การทำให้เครื่องจักรกลคิดได้เองเหมือนกับมนุษย์
เว็บไซต์ไทยโปรแกรมเมอร์ ระบุว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ คือ เครื่องจักร(machine) ที่มีฟังก์ชันที่มีความสามารถในการทำความเข้าใจ เรียนรู้องค์ความรู้ต่าง ๆ อาทิ การรับรู้ การเรียนรู้ การให้เหตุผล และการแก้ปัญหาต่าง ๆ
ปัจจุบันยังมีการพัฒนาเอไอให้มีความสามารถมากขึ้น และมีการใช้งานในหลากหลายวงการ
คอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Computer)
คอมพิวเตอร์ควอนตัมต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไปในปัจจุบันตรงที่รูปแบบการเก็บข้อมูลที่เปลี่ยนไป คอมพิวเตอร์ทั่วไปมีหน่วยเล็กที่สุดของข้อมูลเรียกว่าบิต(bit) ซึ่งเป็นเลขฐานสองคือ 0 หรือ 1 ตัวใดตัวหนึ่ง แต่คอมพิวเตอร์ควอนตัมมีหน่วยเล็กที่สุดของข้อมูลเป็นคิวบิต (qubit) ซึ่งสามารถเป็นเลขฐานสอง 0 และ 1 ได้พร้อมกันทั้ง 2 ตัวในเวลาเดียวกัน
คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่คำนวณได้เร็วยิ่งกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์หลายพันเท่านั้น จะช่วยให้คนเราไขปัญหาซับซ้อน เช่น สามารถจะคิดค้นยารักษาโรคชนิดใหม่ได้เร็วขึ้น ปลดล็อกระบบความปลอดภัยที่เข้ารหัสไว้แน่นหนา ออกแบบวัสดุใหม่ ๆ รวมทั้งพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่มีความฉลาดสูงยิ่งขึ้นได้อีกด้วย
นอกจากคำศัพท์ในวงการเทคโนโลยี ยังมีคำศัพท์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นประเด็นที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ โดยเฉพาะมีการตั้งเป้าหมายที่ท้าทายว่า จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้
คาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint)
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์คือความหมายของคาร์บอนฟุตพรินต์ ที่เรามักจะเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษกันมากกว่า โดยก๊าซเรือนกระจกมีอยู่หลายชนิดรวมถึง คาร์บอนไดออกไซด์, มีเทน, ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน แต่เวลาคำนวณจะนำมาอ้างอิงกับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ โดยการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 1 กิโลกรัม เท่ากับ คาร์บอนฟุตพรินต์ 1 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนใหญ่มักจะมีการคำนวณน้ำหนักต่อปีและใช้หน่วยเป็น ตันคาร์บอนไดออกไซด์
เว็บไซต์โครงการ care the bear โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งรณรงค์เกี่ยวกับการลดโลกร้อน ระบุว่า มีเทน มีค่าศักยภาพทำให้โลกร้อน 28 เท่าของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้นหากเราปล่อยก๊าซมีเทน 1 กิโลกรัม เท่ากับเราปล่อยคาร์บอนฟุตพรินต์เทียบเท่า 28 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์
เน็ตซีโร (Net Zero)
เน็ตซีโร หมายถึง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เรื่องนี้มีความสำคัญต่อเป้าหมายการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้ โดยผู้เชี่ยวชาญบอกว่า จะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ก็ต่อเมื่อโลกบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050
หมายความว่า การไม่ปล่อยก๊าซที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนนี้เพิ่มขึ้นไปในชั้นบรรยากาศอีก โดยทำได้ทั้งลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือชดเชยด้วยการกำจัดก๊าซดังกล่าวเท่ากับจำนวนที่ปล่อยออกไป
การฟอกเขียว (Greenwashing)
เมื่อคนทั่วโลกให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ภาคธุรกิจจึงพยายามแสดงออกว่า พวกเขาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นกัน เวลาที่เราเข้าไปดูสินค้าตามห้างร้านต่าง ๆ อาจจะพบป้ายที่ติดบอกว่า สินค้านั้นเป็น "มิตรต่อสิ่งแวดล้อม" หรือเป็นสินค้า "ออร์แกนิก" เป็นต้น แต่บางครั้งป้ายเหล่านี้ก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดเสมอไป และถูกนำมาใช้เพื่อปิดบังปัญหาและดึงดูดลูกค้าเท่านั้น
การฟอกเขียวจึงเป็นการทำการตลาดประเภทหนึ่งที่ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าดึงดูดใจต่อลูกค้าที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม โดยทำให้ลูกค้าคิดว่า การใช้ผลิตภัณฑ์นั้นมีส่วนช่วยสิ่งแวดล้อมทั้งที่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ไฮเปอร์ลูป (Hyperloop)
เมื่อนึกถึงคำศัพท์เกี่ยวกับการเดินทางขนส่งผู้คนในโลกอนาคต ไฮเปอร์ลูป คือหนึ่งในคำที่น่าสนใจ ไฮเปอร์ลูป ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและทดลอง โดยมีแนวคิดมาจากรถไฟแม็กเลฟ (maglev) ซึ่งเป็นรถไฟความเร็วสูงที่ใช้เทคโนโลยีพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าในการสร้างแรงยกตัวให้รถไฟวิ่งไปโดยที่ลอยอยู่เหนือรางแทนการใช้ล้อ แต่ไฮเปอร์ลูป จะใช้ยานพาหนะที่เรียกว่า "พ็อด" วิ่งไปในอุโมงค์สุญญากาศด้วยความเร็วสูง
ในการทดสอบในทะเลทรายรัฐเนวาดาของ เวอร์จิน ไฮเปอร์ลูป (Virgin Hyperloop) บริษัทด้านเทคโนโลยีการคมนาคมขนส่งในสหรัฐฯ เมื่อ พ.ย. 2020 พ็อดที่มีผู้โดยสารสองคน ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัท สามารถเดินทางไปตามทางวิ่งยาว 500 เมตร โดยใช้เวลา 15 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุด 172 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ไฮเปอร์ลูปเป็นเทคโนโลยีที่ใช้เวลาในการพัฒนาหลายปี โดยสร้างขึ้นจากแนวคิดของนายอีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งบริษัทเทสลา ซึ่งได้เสนอแนวคิดระบบขนส่งนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2013 โดยตั้งเป้าว่าจะพัฒนาระบบนี้ให้มีความเร็วสูงสุดที่ 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อย่นระยะเวลาการเดินทางในอนาคต
ความรุ่งเรืองร่วมกัน (Common Prosperity)
"ความรุ่งเรืองร่วมกัน" ภาษาจีนกลางคือคำว่า "ก้งถงฟู่อวี้" คำนี้มาจากแนวคิดของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งรับปากว่าจะทำให้สังคมเท่าเทียมกันมากขึ้น มีชนชั้นกลางที่มีฐานะดีขึ้นและจำนวนมากขึ้น บริษัทต่าง ๆ ควรจะเป็นฝ่ายให้แทนที่จะแค่รับอย่างเดียว
โลกของเราน่าจะได้ยินคำนี้บ่อยขึ้นในอนาคต ขณะที่นายสีเองก็น่าจะเป็นผู้นำจีนต่อไปอีกหลายปีข้างหน้า หลังจากที่เมื่อปี 2018 สภาประชาชนแห่งชาติจีนได้ลงมติผ่านความเห็นชอบให้แก้ไขธรรมนูญของพรรคคอมมิวนิสต์ ว่าด้วยวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี จากที่จำกัดไว้สูงสุดเพียง 2 สมัย ให้เป็นการดำรงตำแหน่งอย่างไม่มีกำหนดได้ ซึ่งช่วยเปิดทางให้ประธานาธิบดีสี สามารถครองเก้าอี้ผู้นำจีนได้ตลอดชีพ
เมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา พรรคคอมมิวนิสต์ ยังได้มี "มติครั้งประวัติศาสตร์" ที่มีเป้าหมายในการยกสถานะของประธานาธิบดีสีให้เทียบเท่ากับอดีตผู้นำที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองคนคือ เหมา เจ๋อตุง และเติ้ง เสี่ยวผิง ด้วย
สตีเฟนส์ แม็กโดเนลล์ ผู้สื่อข่าวบีบีซี นิวส์ ระบุว่า ตั้งแต่เกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงันในยุคทศวรรษ 1970 จีนได้ทะยานขึ้นไปสู่จุดสูงสุด จีนกลายเป็นคู่แข่งกับสหรัฐฯ ในการเป็นชาติที่มีอิทธิพลทางเศรษกิจครอบงำโลก แต่ก็ทำให้เกิดช่องว่างของความไม่เสมอภาคทางรายได้เกิดขึ้น
"ชีวิตชาวจีนในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาอยู่กับทุนนิยมแบบของจีนมาโดยตลอด แม้ว่าตามหลักการแล้ว จีนคือประเทศคอมมิวนิสต์" สตีเฟนส์ เขียนไว้ในบทความ เขาระบุว่า จีนมักจะอ้างว่า แนวคิดสังคมนิยม "ที่เป็นลักษณะเฉพาะของจีน" ทำให้รัฐบาลมีทางเลี่ยงในการกำกับดูแลสังคมซึ่งในหลายกรณีไม่ถือว่าเป็นสังคมนิยมเลย
นายสี จิ้นผิง เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ดูเหมือนจะตัดสินใจแล้วว่า จะปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไปไม่ได้แล้ว รัฐบาลจีน ภายใต้การนำของเขา ได้เริ่มนำพาความเป็นคอมมิวนิสต์กลับมาสู่พรรคคอมมิวนิสต์อีกครั้ง อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง
"ความรุ่งเรืองร่วมกัน" คือหลักการพื้นฐานของสิ่งที่ผู้นำจีนกำลังทำอยู่ และอาจจะมีการออกนโยบายและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นเพื่อตอบสนองต่อหลักการนี้
สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society)
กรมกิจการผู้สูงอายุของไทย ระบุว่า ตอนนี้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และอีกไม่ถึง 15 ปีข้างหน้า ไทยจะแซงสิงคโปร์ นอกจากนี้อายุของคนไทยจะยืนยาวขึ้น ปัจจุบันมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 75 ปี แต่ในปี 2568 อายุของคนไทยโดยประมาณจะอยู่ที่ 85 ปี ยิ่งอายุยาวนานขึ้น ทำให้ยิ่งต้องเตรียมเงินเยอะขึ้น
นี่คือสภาพการณ์บางส่วนที่ทำให้คนไทยต้องตระหนักและรับรู้ โดยกรมกิจการผู้สูงอายุระบุว่า สังคมไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในปี 2568
กรมกิจการผู้สูงอายุระบุว่า ข้อมูลของ United Nations World Population Ageing แบ่งสังคมผู้สูงอายุเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่
สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เป็นสังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน และมีอัตราเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 10 ขึ้นไป หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน อัตราเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 7 ขึ้นไป
สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) จะเป็นสังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน และมีอัตราเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 20 ขึ้นไป หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน อัตราเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 14 ขึ้นไป
นอน-ไบนารี (Non-Binary)
เมื่อพูดถึงเรื่องเพศในโลกยุคนี้ คำหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมากขึ้นคือ นอน-ไบนารี (non-binary) ซึ่งเป็นคำที่หมายถึงคนที่ไม่เห็นว่าเพศของตัวเองจำกัดอยู่กับเฉพาะกับเพศชายและเพศหญิงเท่านั้น
คนบางส่วนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศไม่ใช่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงใช้คำนี้ บางคนรู้สึกว่า พวกเขาอยู่บนแถบสเปกตรัม และอาจจะนิยามเพศของตัวเองว่า อยู่จุดใดจุดหนึ่งระหว่างผู้ชายและผู้หญิง
แว็กซ์ (Vax)
แว็กซ์ ได้รับเลือกจากนักพจนานุกรมของพจนานุกรมภาษาอังกฤษของอ็อกซ์ฟอร์ด ให้เป็นคำแห่งปี 2021 โดยคำนี้มีนิยามตามความหมายในพจนานุกรมของอ็อกซ์ฟอร์ดว่า กรณีเป็นคำนาม หมายถึง วัคซีน หรือการให้วัคซีน กรณีเป็นคำกริยา หมายถึง รักษาด้วยวัคซีนเพื่อให้มีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านเชื้อโรค, ให้วัคซีน
นอกจากนี้ยังมีคำที่เกี่ยวข้องเช่น แว็กซ์ซี (vaxxie) ซึ่งเป็นคำนามหมายถึง รูปที่คนถ่ายระหว่าง, ก่อนหรือหลัง การรับวัคซีน โดยเฉพาะวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 และมักจะมีการแชร์ลงในโซเชียลมีเดีย
แอนตี้-แว็กซ์ (anti-vax) เป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง ต่อต้านการให้วัคซีน
แอนตี้-แว็กซ์เซอร์ (anti-vaxxer) เป็นคำนาม หมายถึง คนที่ต่อต้านการให้วัคซีน
พาสปอร์ตวัคซีน (Vaccine Passport)
หลังจากโลกของเราเผชิญกับการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ตั้งแต่ปลายปี 2019 ทำให้ต้องใช้มาตรการจำกัดการระบาดต่าง ๆ มากมาย รวมถึง การห้ามเดินทาง แต่หลังจากเริ่มมีการให้วัคซีนป้องกันโรคโควิดแก่คนทั่วโลก ผลกระทบจากการระบาดเริ่มลดลง จึงเริ่มมีการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่าง ๆ และหนึ่งในมาตรการที่นำมาใช้คือ พาสปอร์ตวัคซีน
พาสปอร์ตวัคซีนคือ หลักฐานที่รับรองว่าบุคคลได้รับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 หรือเคยติดโรคนี้แล้ว เนื่องจากคนกลุ่มนี้จะมีภูมิคุ้มกันในร่างกายที่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคโควิด-19 ได้ และทำให้มีแนวโน้มจะติดหรือแพร่เชื้อโรคนี้ได้น้อยกว่าคนทั่วไป ช่วยให้พวกเขามีอิสระมากขึ้นในการเดินทางท่องเที่ยว ไปซื้อของ หรือไปทำงาน ในพื้นที่ที่ใช้มาตรการควบคุมโรค
พาสปอร์ตวัคซีนอาจอยู่ในรูปแบบของใบรับรองหรือในรูปแบบดิจิทัลที่อยู่ในแอปพลิเคชันทางโทรศัพท์สมาร์ตโฟนก็ได้
อยู่กับโควิด (Live with Covid)
โควิด-19 แพร่ระบาดมาแล้วราว 2 ปี โดยในช่วงแรกของการระบาด ซึ่งยังไม่มีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ และผู้คนยังพยายามทำความเข้าใจเชื้อโรคชนิดนี้มากขึ้น หลายประเทศใช้นโยบายปลอดโควิด (zero covid) อย่างเข้มงวด ซึ่งหมายถึงการพยายามควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดเป็นศูนย์ ส่งผลให้มีการล็อกดาวน์เป็นระยะเวลานาน ควบคุมการเดินทางของผู้คน ทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาล
แต่เมื่อเวลาผ่านไป และเริ่มมีการตระหนักว่า การระบาดอาจจะเกิดขึ้นต่อไป โดยเชื้อไวรัสโคโรนาอาจจะกลายพันธุ์ไปเรื่อย ๆ แต่การมีวัคซีนที่ช่วยลดความรุนแรงของอาการ และทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลลดลงอย่างมาก ทำให้หลายประเทศเลือกที่จะใช้นโยบายอยู่กับโควิด ซึ่งหมายถึงการควบคุมการระบาดให้อยู่ในระดับที่รับมือได้ และเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้คนกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ
ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้นโยบายนี้ โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำแนวคิดในการจัดการสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ของไทยเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมาว่า คือการ "อยู่กับโควิด-19 ให้ได้"
ขณะที่ประเทศที่ยังยึดนโยบายปลอดโควิดอยู่ที่เห็นชัดที่สุดคือ จีน ซึ่งเป็นประเทศแรกที่พบการระบาดของโควิด-19 โดยทางการยังมีการสั่งตรวจหาเชื้อและล็อกดาวน์เป็นระยะ ๆ เมื่อพบผู้ติดเชื้อแม้แต่เพียงแค่รายเดียว
การฟื้นตัวแบบรูปตัวเค (K-shaped Recovery)
การฟื้นตัวแบบรูปตัวเค คือลักษณะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในหลายประเทศช่วงหลังการระบาดของโควิด-19 รวมถึงประเทศไทย
เว็บไซต์ Investopedia อธิบายว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแบบรูปตัวเคเกิดขึ้นหลังจากการถดถอยทางเศรษฐกิจ ที่หลายภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวในอัตราที่แตกต่างกัน ใช้เวลาไม่เท่ากันและมีขนาดการฟื้นตัวที่ต่างกัน
ดร.ดอน นาครทรรพ เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ในเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทยว่า "การฟื้นตัวแบบรูปตัว K ซึ่งเพิ่งมาใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงวิกฤตโควิด-19 เป็นการมองในรูปขององค์ประกอบย่อย หลัก ๆ คือ นักเศรษฐศาสตร์มองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสองกลุ่มที่ไม่ไปด้วยกัน โดยกลุ่มหนึ่งฟื้นตัวได้ดี ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งยังไม่ฟื้น หรือกระทั่งย่ำแย่ลงต่อเนื่อง เหมือนกับเส้นทแยงมุมของตัวอักษร K ที่มีทั้งชี้ขึ้นและชี้ลง"