โควิด-19: สหรัฐฯ จะให้คนเข้าเมืองต้องฉีดวัคซีนครบโดส อนามัยโลกวอนหยุดฉีดเข็ม 3 แบ่งให้ชาติยากจนบ้าง

Passengers at John Wayne Airport in Santa Ana, CA

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ขณะนี้การเดินทางเข้าสหรัฐฯ ถูกระงับไว้เกือบทั้งหมด เนื่องจากมาตรการควบคุมโรคระบาด

รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมออกกฎให้คนต่างชาติที่จะเดินทางเข้าประเทศ ต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ครบโดสเสียก่อน ส่วนองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ออกมาเรียกร้องให้ชาติร่ำรวยระงับโครงการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันเข็มที่สามเอาไว้ชั่วคราว เพื่อแบ่งปันวัคซีนให้ประเทศที่ขาดแคลนบ้าง

เจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งของทางการสหรัฐฯ ที่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อ ได้แจ้งกับสำนักข่าวหลายแห่งว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้มอบหมายให้คณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงต่าง ๆ วางแผนการเพื่อเตรียมเปิดพรมแดนระหว่างประเทศให้เดินทางไปมาหาสู่กันได้เช่นเดิม โดยจะดำเนินการเปิดประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้นตอน

ยังไม่มีการเปิดเผยว่าแผนการเพื่อเปิดประเทศนี้จะเริ่มขึ้นเมื่อใด แต่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯต้องการเปิดพรมแดนอีกครั้งภายใต้กรอบการดำเนินงานที่มีความปลอดภัยและยั่งยืน จึงกำลังพิจารณาให้ชาวต่างชาติจากทุกประเทศที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ จะต้องได้รับวัคซีนต้านโควิดครบโดสมาแล้วเท่านั้น โดยกฎเกณฑ์นี้อาจมีข้อยกเว้นได้ในบางกรณี

ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ เคยสั่งห้ามชาวต่างชาติบางกลุ่มเดินทางเข้าประเทศ รวมทั้งชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากจีน สหราชอาณาจักร ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป 26 ประเทศ รวมทั้งบราซิล ไอร์แลนด์ อินเดีย อิหร่าน และแอฟริกาใต้ ส่วนผู้ที่มีวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ จะต้องแสดงผลตรวจหาเชื้อโควิดที่เป็นลบ โดยจะต้องทำการตรวจภายใน 3 วันก่อนเดินทางเท่านั้น

ปัจจุบันสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับการระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลตาทำให้ต้องมีการล็อกดาวน์และบังคับใช้มาตรการป้องกันโรคระบาดอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐฟลอริดาซึ่งจำนวนผู้ติดเชื้อกำลังพุ่งสูงในหมู่ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน แม้ว่าชาวอเมริกันทั้งประเทศกว่า 70% จะผ่านการฉีดวัคซีนกันไปแล้วอย่างน้อย 1 เข็มก็ตาม

A gravedigger wearing personal protective equipment rests

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตในประเทศยากจนกำลังพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับวัคซีน

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาเรียกร้องให้บรรดาประเทศที่ร่ำรวย ซึ่งกำลังมีโครงการจะฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันโควิดเป็นเข็มที่สาม ให้ระงับแผนการดังกล่าวเอาไว้ก่อน โดยควรจะรอให้ผ่านช่วงสิ้นเดือนกันยายนไปแล้วเป็นอย่างน้อย

นายเทดรอส อาดานอม เกเบรเยซัส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า หากชาติที่ร่ำรวยพร้อมใจกันปฏิบัติตามข้อเรียกร้องดังกล่าว ก็จะช่วยให้ประชากรอย่างน้อย 10% ของทุกประเทศในโลกได้รับวัคซีนภายในเดือนกันยายนนี้

ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกชี้ว่า ปัจจุบันประเทศที่ยากจนสามารถกระจายวัคซีนให้กับพลเมืองของตนได้เพียง 1.5 โดสต่อประชากร 100 คนเท่านั้น ส่วนบางประเทศอย่างเฮติและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) ยังไม่มีผู้ใดได้รับวัคซีนโควิดครบโดสเลยแม้แต่คนเดียว

ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกเห็นว่า ประเทศรายได้ปานกลางและยากจนซึ่งเป็นที่อยู่ของประชากรส่วนใหญ่ของโลก ควรจะเป็นผู้ได้รับวัคซีนส่วนมากที่ผลิตได้ในขณะนี้ แต่สถานการณ์ที่เป็นอยู่กลับกลายเป็นว่า ชาติร่ำรวยส่วนน้อยได้ครอบครองวัคซีนส่วนมากเอาไว้

"ผมเข้าใจความห่วงกังวลของรัฐบาลชาติต่าง ๆ ที่ต้องการปกป้องพลเมืองจากไวรัสสายพันธุ์เดลตา แต่เราไม่อาจยอมรับกรณีของบางชาติซึ่งเป็นผู้ใช้วัคซีนส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในโลกจนจะหมดไปอยู่แล้ว และกำลังจะตักตวงไปใช้เพิ่มขึ้นอีก" นายเกเบรเยซัสกล่าว

ขณะนี้อิสราเอลและเยอรมนีได้ประกาศจะฉีดวัคซีนโควิดเข็มที่ 3 ให้กับประชาชนของตนแล้ว ในขณะที่สหรัฐฯ ยังไม่มีโครงการดังกล่าว แต่แถลงว่ามีวัคซีนในคลังเพียงพอที่จะฉีดให้กับชาวอเมริกันทั้งหมด รวมถึงผู้ที่พำนักอยู่ในต่างประเทศ