โควิด-19 : รัฐมนตรีอังกฤษลาออกหลังสื่อแฉภาพทำผิดกฎคุมโรคกับเพื่อนสาว

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายแมตต์ แฮนค็อก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรลาออกจากตำแหน่งแล้ว หนึ่งวันหลังหนังสือพิมพ์แนวสีสันตีพิมพ์ภาพเขากอดจูบกับเพื่อนสาวที่ชวนมาร่วมทำงานด้วยภายในสำนักงาน ซึ่งถือเป็นการละเมิดมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมระหว่างที่โควิดกำลังระบาด
"ทุกคนในประเทศนี้ทำงานกันอย่างหนักเพื่อสู้กับการระบาด สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากเห็นก็คือเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของผม ไปเบี่ยงเบนความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของทุกคนที่มุ่งมั่นพาพวกเราออกจากวิกฤตนี้" นายแฮนค็อกขึ้นต้นจดหมายลาออกความยาว 1 หน้า ที่ส่งถึง นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีเมื่อ 26 มิ.ย. นี้
"ผมขอกล่าวย้ำคำขออภัยต่อการฝ่าฝืนแนวปฏิบัติ และขอโทษต่อครอบครัวและคนที่ผมรัก ทำให้พวกเขาต้องตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ ผมจำเป็นต้องอยู่เคียงข้างลูก ๆ ของผมในขณะนี้"

ที่มาของภาพ, Handout
เกิดอะไรขึ้น
เรื่องอื้อฉาวครั้งนี้ตกเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในอังกฤษ หลังจากเดอะซัน หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ชื่อดังได้เผยแพร่ภาพ เมื่อ 25 มิ.ย. ของนายแฮนค็อก ซึ่งแต่งงานมา 15 ปีและมีลูก 3 คนกับภรรยา กำลังกอดและจูบอย่างดูดดื่มกับนางจีนา โคลาแดนเจโล ซึ่งแต่งงานแล้วเช่นกัน และเป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด
เดอะซันระบุว่าภาพดังกล่าวถ่ายได้จากภายในกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทางการอังกฤษแนะนำให้ใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม 2 เมตรในที่ทำงาน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่กัน อีกทั้งยังเกิดก่อนที่รัฐบาลจะอนุญาตให้คนจากต่างครัวเรือนสามารถกอดกันได้ในวันที่ 17 พ.ค.
หลังจากภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมา นายแฮนค็อกได้ยอมรับว่าได้ละเมิดมาตรการควบคุมโรคระบาดจริง และขอโทษที่ทำให้หลายคนต้องผิดหวัง แต่ยังประกาศจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
"ผมยังคงมุ่งมั่นจะทำงานต่อไปเพื่อให้ประเทศชาติหลุดพ้นจากโรคระบาดครั้งนี้ และจะขอบคุณมากสำหรับความเป็นส่วนตัวที่ให้แก่ครอบครัวผมเกี่ยวกับประเด็นส่วนตัวนี้"
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์
ก่อนการลาออก โฆษกทำเนียบนายกรัฐมนตรีระบุว่า นายบอริส จอห์นสัน ยอมรับคำขอโทษของนายแฮนค็อกแล้ว และถือว่าเรื่องนี้ได้จบลงแล้ว
อย่างไรก็ตาม พรรคเลเบอร์ ฝ่ายค้าน และพรรคลิเบอรัล เดโมแครตส์ ต่างเรียกร้องให้ปลดนายแฮนค็อก ออกจากตำแหน่ง
โจนาธาน เบลก ผู้สื่อข่าวการเมืองของบีบีซีระบุว่า กรณีที่เกิดขึ้นได้สร้างความไม่พอใจในหมู่ ส.ส.พรรคคอนเซอร์เวทีฟหลายคน และอดีตรัฐมนตรีคนหนึ่งไม่คิดว่า นายแฮนค็อกจะรอดจากเรื่องอื้อฉาวครั้งนี้ไปได้
ครอบครัวผู้สูญเสียสมาชิกจากโควิด-19 ชี้ว่าภาพอื้อฉาวนี้อาจทำลายความพยายามของรัฐบาลในการต่อสู้กับวิกฤตโรคระบาด

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทำลายความเชื่อมั่นของรัฐบาล
กลุ่มเพื่อความเป็นธรรมสำหรับครอบครัวที่สูญเสียสมาชิกจากโควิด-19 (Covid-19 Bereaved Families for Justice) ในอังกฤษชี้ว่า การที่นายกรัฐมนตรีจอห์นสันไม่ยอมสั่งปลดนายแฮนค็อกออกจากตำแหน่งอาจเป็นการทำลายความเชื่อมั่นในรัฐบาล แบบเดียวกับกรณีที่นายโดมินิก คัมมิงส์ อดีตหัวหน้าที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีจอห์นสัน ฝ่าฝืนมาตรล็อกดาวน์ก่อนหน้านี้ อีกทั้งอาจทำให้ประชาชนไม่สนใจปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคอีกต่อไป
โดยกลุ่มได้เรียกร้องให้ผู้นำอังกฤษสั่งปลดนายแฮนค็อก หากเขาไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งด้วยตัวเอง พร้อมตั้งคำถามว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขผู้นี้จะยังถือเป็น "ผู้มีสิทธิอันชอบธรรมทางจริยธรรม" ในการสั่งให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโควิดอยู่อีกหรือไม่
น.ส.ริพกา กอตลีบ จากกลุ่มเพื่อความเป็นธรรมสำหรับครอบครัวที่สูญเสียสมาชิกจากโควิด-19 ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า "หากเขา (นายแฮนค็อก) จะประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง หรือมาตรการอื่น ๆ ทำไมผู้คนจะต้องเชื่อฟังคนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎเสียเอง มันเป็นกรณีเดียวกับนายคัมมิงส์"
เมื่อเดือน มี.ค.ปีที่แล้ว นายคัมมิงส์ ขับรถระยะทาง 260 ไมล์ (418 กม.) ออกจากกรุงลอนดอนไปยังเมืองเดอรัม หลังจากเขาและภรรยาติดโควิด ทั้งที่ช่วงนั้นรัฐบาลยังประกาศใช้มาตรการจำกัดการเดินทางอย่างเข้มงวด
แม้นายคัมมิงส์จะถูกตำหนิอย่างรุนแรงจากสังคม แต่นายกรัฐมนตรีจอห์นสันกลับแก้ต่างให้ที่ปรึกษาของเขา ซึ่งปัจจุบันได้พ้นจากตำแหน่งแล้ว โดยชี้ว่า นายคัมมิงส์ "ไม่มีทางเลือก" นอกจากต้องเดินทางเช่นนั้น
น.ส. กอตลีบ กล่าวว่าประชาชนต่างไม่พอใจกับการกระทำของนายคัมมิงส์ และเธอเกรงว่า จะมีคนฝ่าฝืนกฎมากยิ่งขึ้นหากนายแฮนค็อกยังอยู่ในตำแหน่งต่อไป

ที่มาของภาพ, Getty Images
ศาสตราจารย์ สตีเฟน ไรเชอร์ จากคณะจิตวิทยามหาวิทยาลัยเซนต์แอนดูรว์ส ในสกอตแลนด์ กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้กรณีของนายคัมมิงส์ "เป็นพิษภัยขนานแท้" ไม่ใช่การกระทำของตัวเขา แต่คือการที่นายกรัฐมนตรีจอห์นสันได้ออกมาปกป้องเขามากกว่า
"การกระทำที่ไม่สมควรของบุคคลหนึ่งได้กลายเป็นปัญหาต่อทั้งระบบ ทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีกฎเกณฑ์หนึ่งสำหรับพวกเรา และอีกกฎเกณฑ์สำหรับพวกเขา" ศาสตราจารย์ ไรเชอร์ กล่าว
เขาบอกกับบีบีซีว่า "ท่ามกลางวิกฤตชาติครั้งใหญ่ เราต้องการรัฐบาลที่เราเชื่อมั่น และเราต้องการรัฐบาลที่เราจะฟังและปฏิบัติตาม"
กรณีล่าสุดนี้ ไม่ใช่แค่นายจอห์นสันที่เข้าข้างนายแฮนค็อก แต่ยังรวมถึงรัฐมนตรีคนอื่น ๆ ในรัฐบาลที่กล่าวปกป้องและสนับสนุนเขาด้วย
นายโรเบิร์ต เจนริค รัฐมนตรีด้านการเคหะ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า "ยังคงมีงานที่ต้องทำ แมตต์ก็กำลังทำหน้าที่นี้ และผมคิดว่าเราควรให้เขาได้ทำงานนี้ต่อไป"
สองมาตรฐาน?
เมื่อเดือน พ.ค.ปีก่อน ศาสตราจารย์ นีล เฟอร์กูสัน นักระบาดวิทยาชั้นแนวหน้าของอังกฤษได้ลาออกจากกลุ่มที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาล หลังจากมีข่าวว่าเขาฝ่าฝืนมาตรการล็อกดาวน์จากการที่หญิงสาวที่เขากำลังคบหาเดินทางมาหาเขาที่บ้านพัก
ตอนนั้น นายแฮนค็อก กล่าวว่า "ศาสตราจารย์ เฟอร์กูสัน เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความสามารถโดดเด่น และงานที่เขาทำมีส่วนสำคัญในการให้คำแนะนำต่อรัฐบาล และผมคิดว่าเขาตัดสินใจถูกต้องแล้ว...ที่ลาออก"
เมื่อช่องสกายนิวส์ถามนายแฮนค็อกว่าเขาคิดว่าศาสตราจารย์ เฟอร์กูสัน ควรอยู่ในตำแหน่งต่อไปหรือไม่ เขาตอบว่า "มันเป็นไปไม่ได้ในสถานการณ์นี้ครับ"











