“เราเจอทารกที่สถานีรถไฟใต้ดิน ตอนนี้เขากลายเป็นลูกชายของเรา”

Pete, Kevin and Danny in 2001

ที่มาของภาพ, Pete Mercurio

คำบรรยายภาพ, พีต เควิน และแดนนี ในปี 2001
    • Author, ลูซี วอลลิส
    • Role, บีบีซีเวิลด์ เซอร์วิส

แดนนี สจวร์ต กำลังรีบไปพบแฟนหนุ่มเพื่อทานอาหารค่ำร่วมกัน ตอนที่เขาวิ่งผ่านอะไรบางอย่างบนพื้นสถานีรถไฟในนิวยอร์ก จากนั้นไม่นานมันได้กลายของล้ำค่าที่สุดในโลกสำหรับเขา

ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณสองทุ่มของวันที่ 28 ส.ค. ปี 2000 ซึ่งเพิ่งจะผ่านพ้นช่วงเวลาเร่งด่วนที่แสนวุ่นวายของสถานีรถไฟใต้ดินถนนสาย 14 (14th Street) ในเขตแมนแฮตตันของนครนิวยอร์ก แดนนี วัย 34 ปี มีนัดทานอาหารค่ำร่วมกับ พีต เมอร์คิวริโอ วัย 32 ปี และเขากำลังไปสาย

ทั้งสองรู้จักกัน 3 ปีก่อนหน้านี้ผ่านเพื่อนคนหนึ่งในทีมซอฟต์บอลของพีต หลังจากนั้นแดนนีก็ย้ายเข้าไปอยู่กับพีตและเพื่อนร่วมห้องของเขา แต่ในค่ำวันนี้เขานั่งรถไฟใต้ดินกลับไปเอาจดหมายที่ห้องเช่าเก่า

ตอนที่แดนนีกำลังรีบวิ่งไปที่สถานีรถไฟใต้ดินนั้น สายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง

"ผมเห็นอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนตุ๊กตาทารกถูกซุกไว้บนพื้นติดกับกำแพง" แดนนีเล่า

แม้จะรู้สึกสงสัย แต่แดนนียังคงเดินขึ้นบันไดมุ่งหน้าไปที่ทางออกสถานี

"ผมหันกลับไปดูอีกครั้ง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ผมเห็นขากำลังขยับ"

แดนนีวิ่งกลับลงไปดู แล้วก็พบว่าสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นตุ๊กตานั้น ที่จริงคือทารกเพศชายที่ถูกห่อเอาไว้ในเสื้อวอร์ม โดยที่มีขาคู่น้อย ๆ โผล่ออกมา

"เขา (ทารก) ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า เขาแค่ถูกห่อเอาไว้ด้วยเสื้อวอร์ม และยังคงมีสายสะดือบางส่วนติดอยู่ ผมจึงบอกได้ว่าเขาเป็นเด็กแรกเกิด ผมคิดว่าน่าจะอายุประมาณ 1 วัน" แดนนียังจำรายละเอียดวันนั้นได้แม่นยำ

14th Street subway station

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สถานีรถไฟใต้ดินถนนสาย 14 อยู่ในเขตแมนแฮตตันของนครนิวยอร์ก

แดนนีไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง เขาไม่เข้าใจว่าทารกน้อยถูกทิ้งไว้ที่พื้นสถานีรถไฟใต้ดินได้อย่างไร หรือใครเป็นคนทำ

เด็กน้อยอยู่เงียบ ๆ โดยไม่ส่งเสียงร้อง แต่ยังคงตื่นตัวและดวงตาเบิกกว้าง

"เขามองขึ้นมา และผมก็ลูบหัวเขา จากนั้นเขาก็ส่งเสียงร้องเล็กน้อย สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดดูแปลกประหลาดจนไม่น่าจะเป็นเรื่องจริงได้ และตอนนั้นเองผมพยายามบอกให้ผู้คนรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น แต่กลับไม่มีใครสนใจ"

แดนนีเริ่มตะโกน "ช่วยโทรเรียกตำรวจที" ทว่าไม่มีใครสนใจเขา ถึงแม้จะมีผู้หญิงคนหนึ่งหันมาดูเขา แต่ดูเหมือนเธอจะฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่องจึงไม่เข้าใจว่าเขากำลังพูดว่าอะไร

ตอนนั้นเป็นยุคก่อนที่โทรศัพท์มือถือจะเฟื่องฟู แดนนีไม่กล้าอุ้มทารกน้อยขึ้นจากพื้น เขาจึงได้แต่วิ่งขึ้นไปที่ตู้โทรศัพท์ที่ถนนเพื่อโทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน 911

"ผมเจอทารก" แดนนีพูดละล่ำละลัก แล้วบอกตำแหน่งที่เขาอยู่กับตำรวจ จากนั้นก็วิ่งกลับไปดูว่าหนูน้อยยังอยู่ดีไหม เขารอความช่วยเหลือด้วยความรู้สึกราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์

"ผมคิดว่ามันกินเวลาแค่ไม่กี่นาที แต่มันเหมือนเวลาหยุดนิ่งตอนที่...ผมคิดว่าพวกเขา (ตำรวจ) คงคิดว่านี่เป็นการโทรไปแกล้ง และอาจไม่เชื่อผม ดังนั้นใครสักคนจะต้องโทรแจ้งเหตุอีก และตอนนั้นเองผมก็นึกถึงพีต"

แดนนีวิ่งกลับไปที่ตู้โทรศัพท์อีกครั้ง "ผมพูดละล่ำละลัก 'ผมเจอทารก ผมคิดว่าตำรวจไม่เชื่อผม ช่วยโทรแจ้งพวกเขาให้ที'"

พีต ซึ่งกำลังเฝ้ารอแฟนหนุ่มด้วยความเป็นห่วงเล่าถึงตอนที่ได้ยินเสียงแดนนีว่า ขนที่หลังและคอของเขาลุกชันไปหมด

"เพราะแดนนีไม่ใช่คนชอบพูดเล่น เขาจะไม่พูดอะไรที่ไม่เป็นความจริง" พีต เล่า

Danny and Pete picked up Kevin from the foster care agency on Friday 22 December 2000

ที่มาของภาพ, Pete Mercurio

คำบรรยายภาพ, แดนนี พีต และหนูน้อยที่พวกเขาพบที่สถานีรถไฟใต้ดิน

พีตรีบวิ่งไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน เมื่อไปถึงตำรวจกำลังอุ้มทารกน้อยไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล หลังจากแดนนีให้ปากคำเสร็จ ทั้งคู่ก็กลับบ้าน

"ผมยังจำได้ตอนที่หันไปหาแดนนีแล้วพูดกับเขาที่ริมถนนขณะตำรวจขับรถออกไปว่า "คุณรู้ไหมว่าคุณจะผูกพันกับเด็กคนนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งไปตลอดชีวิต" พีต กล่าว

"แดนนีถามว่าผมหมายความว่าอย่างไร" ผมตอบไปว่า "ในที่สุดเด็กคนนี้ก็จะได้รู้เรื่องในคืนที่เขาถูกพบ และอาจอยากตามหาคนที่ไปพบเขาเข้า บางทีอาจมีทางที่เราจะรู้ว่าเขาถูกรับไปเลี้ยงที่ไหน แล้วส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาทุกปีในวันนี้"

วันรุ่งขึ้น ข่าวการพบทารกในสถานีรถไฟใต้ดินกลายเป็นข่าวใหญ่

"แดนนี สจวร์ต คือพลเมืองดีที่พบทารกน้ำหนัก 7 ปอนด์ (3.17 กก.)" ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งกล่าวระหว่างสัมภาษณ์แดนนีทางโทรทัศน์

ผู้สื่อข่าวอีกรายพูดว่า "ทารกมีเชื้อสายฮิสแปนิก (ลาตินอเมริกา) และมีหย่อมผมสีน้ำตาล"

แดนนีอยากรู้ว่าทารกเป็นอย่างไร เขาจึงไปโรงพยาบาลที่หนูน้อยถูกนำตัวไปตรวจร่างกาย แต่ก็ไม่ได้ข่าวอะไร

แดนนีและพีตกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ โดยแดนนีทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ ส่วนพีตเป็นนักเขียนบทละครและเป็นนักออกแบบเว็บไซต์

ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน แดนนีก็ได้รับเชิญจากหน่วยงานบริการเยาวชนให้ไปขึ้นให้ปากคำต่อศาลถึงเหตุการณ์ที่เขาเจอเด็กคนนี้ ตอนนั้นเป็นเดือน ธ.ค. ปี 2000 หรือเกือบ 4 เดือนให้หลัง

หลังให้การเสร็จสิ้น ผู้พิพากษาถามว่า "คุณสจวร์ต ดิฉันอยากแจ้งให้ทราบถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ เรามีทารกที่ถูกทอดทิ้ง และเราต้องส่งเขาไปอยู่สถานรับเลี้ยงก่อนที่จะให้คนรับไปเป็นบุตรบุญธรรมโดยเร็วที่สุด"

ตอนนั้นแดนนีคิดว่า "นั่นเป็นเรื่องที่เหมาะสมดี...จากนั้นเธอก็พูดขึ้นมาว่า 'คุณสนใจจะรับอุปการะเด็กคนนี้ไหมคะ'"

แดนนีมองไปรอบห้องพิจารณาคดี และพบว่าสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เขา

"ผมคิดว่าทุกคนอ้าปากค้าง รวมถึงผมด้วย ผมบอกว่า 'อยากครับ แต่ผมไม่คิดว่ามันจะทำกันได้ง่าย ๆ' จากนั้นผู้พิพากษาก็บอกว่า "มันสามารถทำให้เป็นเรื่องง่ายได้"

โดยทั่วไป กระบวนการรับเด็กไปเป็นบุตรบุญธรรมต้องใช้เวลา 6 - 9 เดือน เพื่อตรวจสอบประวัติของผู้รับบุตรบุญธรรม และการฝึกเลี้ยงเด็ก

"ผมไม่เคยคิดเรื่องการรับเด็กมาเลี้ยงเลย" แดนนีบอก "แต่ขณะเดียวกัน ผมก็ไม่สามารถหยุดคิดได้ว่า...ผมมีความรู้สึกผูกพัน ผมรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นของขวัญ แล้วคุณจะปฏิเสธของขวัญนี้ได้อย่างไรกัน"

Danny, Kevin and Pete at the beach in 2002

ที่มาของภาพ, Pete Mercurio

ที่ด้านนอกศาล แดนนีโทรศัพท์หาพีตเพื่อบอกข่าวดี

"ปฏิกิริยาแรกของผมคือได้แต่พูดว่า 'ไม่ ไม่นะ คุณไม่ได้อยากทำแบบนี้ กลับเข้าไปที่ศาลแล้วบอกผู้พิพากษาว่าคุณคิดผิด แค่บอกว่าคุณไม่เอาแล้ว'" พีตเล่า

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างเคร่งเครียดระหว่างแดนนีกับพีตในช่วงสัปดาห์ถัดมา จนทำให้ทั้งคู่เกือบต้องแยกทางกัน

"ผมไม่อยากให้ชีวิตเปลี่ยนแปลง ผมมีความสุขกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ และนี่จะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป" พีต กล่าว

เขาเล่าว่าตอนนั้นทั้งคู่ไม่มีเงิน ไม่มีที่ และยังอยู่ร่วมกับรูมเมต แถมพีตยังรู้สึกโกรธแดนนีอยู่นิด ๆ ว่า "คุณตอบตกลงไปได้อย่างไร โดยที่ไม่ปรึกษาผมเสียก่อน"

พีตเล่าต่อว่า "แดนนีพูดขึ้นในตอนหนึ่งว่า 'ผมจะเดินหน้ากับเรื่องนี้ไม่ว่าคุณจะไปด้วยหรือไม่' และผมตอบไปว่า 'คุณเลือกเด็กคนนี้มากกว่าความสัมพันธ์ของเราเหรอ'"

ในตอนนั้นแดนนีบอกกับพีตว่า เขาอยากให้พีตร่วมสร้างครอบครัวด้วยกัน แต่ถ้าพีตไม่พร้อม เขาก็เข้าใจ และจะเดินหน้ารับทารกคนนี้มาเลี้ยงเองตามลำพัง

พีตจำได้ว่าเขา "สบถคำแย่ ๆ" ใส่แดนนี เช่น "ขอให้โชคดีกับการเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวในนิวยอร์ก"

แต่ถึงจะทะเลาะกันขนาดนั้น แต่ในส่วนลึก พีตกลับมีความรู้สึกอยากให้เด็กคนนี้เข้ามาอยู่ในชีวิตของเขา

ในที่สุดแดนนีก็โน้มน้าวใจให้พีตตามไปเยี่ยมหนูน้อยที่สถานเลี้ยงเด็ก ตอนที่ไปถึงพวกเขาก็รับรู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ที่ที่หนูน้อยควรจะอยู่ เด็กชายมีรอยผื่นผ้าอ้อมตั้งแต่สะดือเรื่อยไปถึงรอบเอว ต้นขา และแผ่นหลัง

คนดูแลเด็กพาหนูน้อยมาหาแดนนีและพีต เขาจ้องมองชายทั้งคู่ด้วยดวงตาเบิกกว้าง แดนนีสังเกตว่าทารกไม่ยอมกะพริบตา และเงียบมาก

ตอนที่แดนนีอุ้มหนูน้อยไว้ในอ้อมกอดเป็นครั้งแรก เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "จำฉันได้ไหม"

เมื่อถึงตาของพีตได้อุ้มบ้าง เขาก็ได้สัมผัสถึง "คลื่นความอบอุ่น" ขึ้นมาในทันใด

พีตเล่าว่า "เด็กน้อยใช้ทั้งมือของเขาบีบนิ้วมือผมเอาไว้แน่น…เขาเอาแต่จ้องมองผม และผมก็เอาแต่จ้องมองเขา มันเหมือนกับว่าเขาพบจุดกดที่นิ้วมือของผมซึ่งช่วยเปิดประตูหัวใจไปสู่สมองของผม และทำให้ผมเห็นในตอนนั้นว่าผมสามารถเป็นพ่ออีกคนของเขาได้"

Pete, Kevin and Danny on a visit to Kevin's school in 2007

ที่มาของภาพ, Pete Mercurio

หลังจากนั้น กระบวนการรับบุตรบุญธรรมก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว มีการไปตรวจเยี่ยมบ้าน การตรวจสอบประวัติ และมีคำถามมากมายที่ต้องตอบ แดนนีและพีตได้รับแจ้งว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าที่พวกเขาจะรับหนูน้อยไปอยู่ที่บ้านได้ ดังนั้นพวกเขาจึงมีเวลาเตรียมตัวกันอีกนาน

แต่เมื่อพวกเขาไปขึ้นศาลในวันที่ 20 ธ.ค. เพื่อแสดงเจตจำนงรับอุปการะเด็ก ผู้พิพากษาคนเดิมนั่งเป็นประธาน เธอมองดูปฏิทินบนโต๊ะของเธอ แล้วหันไปหาพีตกับแดนนี

"เธอถามว่า 'พวกคุณอยากได้เขา (เด็ก) ไปเลี้ยงช่วงวันหยุดเทศกาลไหมคะ' ผมคิดว่าเราทั้งคู่ต่างผงกหัวตอบรับ แต่ในใจผมคิดว่า วันเทศกาลไหนกันแน่ ผมหวังว่าเธอจะไม่ได้หมายถึงเทศกาลคริสต์มาส เพราะมันอีกแค่ไหม่กี่วันข้างหน้า"

แต่นั่นคือสิ่งที่ผู้พิพากษาหมายถึง และเธอเริ่มสั่งการเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลคดีและทนายความให้เตรียมเด็กให้พร้อมเพื่อให้แดนนีและพีตไปรับมาจากสถานเลี้ยงเด็กในอีก 2 วันข้างหน้า

เมื่อกลับถึงบ้านพีตรีบโทรขอความช่วยเหลือจากครอบครัว

เขาได้เล่าถึงแผนการรับเด็กมาเป็นบุตรบุญธรรมและได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากครอบครัว

"ผมบอกว่าเราจะตั้งชื่อเขาว่า เควิน และแม่ผมก็ร้องออกมาเสียงดัง เพราะแม่ตั้งชื่อลูกที่เกิดก่อนผม แต่ตายระหว่างคลอดว่า เควิน" พีตเล่า

"นี่จึงเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่หนูน้อยเควินของพวกเขาได้กลับมาหาพวกเขาอีกครั้งในฐานะลูกของลูกชายเกย์ของพวกเขา"

Pete, Kevin and Danny in 2011

ที่มาของภาพ, Pete Mercurio

ด้วยความที่มีเวลาเตรียมตัวเพียง 2 วัน ทุกคนจึงต้องวิ่งวุ่น ครอบครัวของพีตช่วยซื้อของใช้ที่จำเป็นต่าง ๆ ส่วนแดนนีและพีตต่างเร่งอ่านคู่มือเลี้ยงลูก และเปลี่ยนอะพาร์ตเมนต์ของพวกเขาให้กลายเป็นห้องเลี้ยงเด็กที่เต็มไปด้วยกล่องผ้าอ้อมและเตียงนอนเด็ก

วันศุกร์ที่ 22 ธ.ค. ปี 2000 แดนนีและพีตไปรับหนูน้อยเควินจากสถานเลี้ยงเด็ก พวกเขาห่อทารกน้อยไว้ในผ้าห่มอันอบอุ่น แล้วพากันขึ้นรถไฟใต้ดินกลับบ้าน

แดนนีเล่าถึงตอนนั้นว่า "หิมะเริ่มโปรยปรายลงมา มันเลยยิ่งให้ความรู้สึกที่วิเศษขึ้นไปอีก"

ตอนที่ได้อยู่ด้วยกันสามคนพ่อลูกในค่ำคืนนั้น พวกเขาก็ได้มีโอกาสคิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

แดนนีเล่าว่า "ผมจำความรู้สึกที่ไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือเรื่องจริง"

ส่วนหนูน้อยเควิดหลับผล็อยอยู่บนอกของพีต น้ำลายไหลย้อย

กระบวนการรับเควินเป็นบุตรบุญธรรมต้องล่าช้าออกไป เนื่องจากศาลครอบครัวเขตแมนฮัตตันอยู่ใกล้กับบริเวณ "กราวด์ซีโร" ตอนที่เกิดเหตุวินาศกรรม 9/11 ในนครนิวยอร์ก แต่ในที่สุดกระบวนการดังกล่าวก็เสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 17 ธ.ค. ปี 2002

แดนนี พีต และเควิน ปรับตัวกับการใช้ชีวิตเป็นครอบครัวเดียวกันได้อย่างรวดเร็ว แดนนีจำได้ว่าลูกชายเป็นเด็กที่รักหนังสือ ทุกคืนพ่อทั้งสองจะอ่านนิทานก่อนนอน หรือไม่ก็ร้องเพลงกล่อมเควินจนหลับไป

พีตทำหนังสือภาพที่บอกเล่าเรื่องราวการพบเควินขึ้นมา พอหนูน้อยอายุได้ 3 - 4 ขวบ แดนนีก็อ่านหนังสือเล่มนี้ให้ลูกฟังก่อนเข้านอนทุกคืน

"มันเป็นเรื่องโปรดของลูก" พีต บอก

เควินฟังพ่ออ่านหนังสือเรื่องนี้ให้ฟังอยู่เกือบหนึ่งปี จึงจะเริ่มเข้าใจว่านี่คือเรื่องราวของตัวเอง พีตบอกว่าเมื่อลูกรู้เช่นนั้นเขารู้สึกภูมิใจและตื่นเต้นมาก แล้วเอาหนังสือไปอวดเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน

Pete, Danny and Kevin pictured in 2011

ที่มาของภาพ, Pete Mercurio

เมื่อโตขึ้นเควินเริ่มมีความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับครอบครัวผู้ให้กำเนิดเขา

พีตเล่าว่า เวลาที่เห็นผู้คนเดินผ่านไปมา หรือเวลาที่ออกไปข้างนอก บางครั้งเควินจะชี้ไปที่คนที่ดูเหมือนกับเขา แล้วพูดว่า "ผู้หญิงที่อยู่ตรงโน้นมีสีผิวแบบผม" แต่เขาก็ไม่ได้จริงจังกับเรื่องนี้มากมาย และไม่ได้หยิบขึ้นมาพูดถึงบ่อยนัก

ตอนเควินอายุได้ 10 ขวบ พีตถามว่าเขาคิดอย่างไรกับเรื่องที่ "ป๊ะป๋าพีต" จะแต่งงานกับ "แด๊ดดี้แดนนี"

ตอนนั้นเป็นปี 2011 ซึ่งนิวยอร์กเป็นรัฐที่ 6 ในสหรัฐฯ ที่อนุมัติให้การสมรสระหว่างคนเพศเดียวกันเป็นเรื่องถูกกฎหมาย

หนุ่มน้อยเควินตื่นเต้นกับความคิดดังกล่าว แล้วหันมาถามพ่อว่า "ผู้พิพากษาทำพิธีแต่งงานให้ได้ไหม"

พีตจึงส่งอีเมลไปยังศาลครอบครัวเขตแมนฮัตตันเพื่อขอให้ผู้พิพากษาคนเดิม "ผู้พิพากษาคูเปอร์" เป็นผู้จดทะเบียนสมรสให้พวกเขา ภายใน 2 ชั่วโมงพวกเขาก็ได้รับอีเมลตอบกลับมาว่าผู้พิพากษามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง

Danny, Kevin and Pete pose for a picture after Danny and Pete's wedding ceremony

ที่มาของภาพ, Pete Mercurio

คำบรรยายภาพ, แดนนี เควิน และพีต ถ่ายภาพครอบครัวในพิธีแต่งงาน

เมื่อได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ผู้พิพากษาอธิบายให้ฟังว่าเมื่อปี 2000 เธอเข้าร่วมโครงการนำร่องที่ดูแลเด็กที่ถูกทอดทิ้ง และมีอำนาจในการเร่งรัดกระบวนการรับบุตรบุญธรรม

ตอนที่เธอเห็นแดนนีขึ้นให้การต่อศาลถึงเรื่องการพบเด็ก เธอมีความคิดว่าเขาเป็นคนที่มีความเกี่ยวข้องกับหนูน้อยเควินมากที่สุดจึงลองถามว่าเขาสนใจจะรับทารกคนนี้ไปเป็นลูกบุญธรรมไหม และลางสังหรณ์ของเธอก็ถูกต้อง เมื่อเธอได้พบกับหนุ่มน้อยเควินอีกครั้งในการจดทะเบียนสมรสของแดนนีและพีต

แดนนีบอกว่าพิธีดังกล่าวท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ ความสุข และความตื่นเต้น

"ผู้หญิงคนนี้คือสาเหตุที่เราได้เป็นครอบครัวเดียวกัน และเป็นสาเหตุที่เราได้แต่งงานกัน…" แดนนี กล่าว

Danny, Kevin and Pete in Yellowstone National Park in 2018

ที่มาของภาพ, Pete Mercurio

ปัจจุบันเควินอายุ 20 ปี กำลังศึกษาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ ทารกน้อยที่แดนนีพบนอนอยู่ที่พื้นสถานีรถไฟใต้ดินได้เติบใหญ่ขึ้นเป็นชายหนุ่มสูงกว่า 6 ฟุต (กว่า 182 ซม.) สูงกว่าพ่อทั้งสองคนของเขา

เควินชอบเล่นกีฬาจานร่อนที่เรียกว่า ultimate frisbee เขาลงแข่งวิ่งมาราธอนหลายรายการ และเป็นนักเต้นของสถาบันการเต้นแห่งชาติตั้งแต่อายุ 9 - 14 ปี ทั้งยังศึกษาการเล่นเปียโนและกีตาร์ด้วยตัวเอง

"เควินเป็นเด็กที่มีสัมมาคารวะ" พีต เล่า "เขาจิตใจดีและเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น…เขาเป็นคนช่างสังเกตที่ไม่ชอบเรียกร้องความสนใจ เขาเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง แต่ก็มีความเป็นผู้นำด้วย แถมยังเป็นคนตลกมาก"

Pete, Kevin and Danny in Yosemite National Park in 2019

ที่มาของภาพ, Pete Mercurio

สามคนพ่อลูกรักการไปเที่ยวตามอุทยานแห่งชาติด้วยกัน พวกเขายังชอบทำกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ เช่นการพายเรือคายัก และยังเชียร์บาสเก็ตบอลทีมเดียวกันอย่างทีมนิวยอร์กเม็ตส์

"ผมนึกถึงชีวิตตัวเองไม่ออกเลยถ้ามันไม่ได้ออกมาในรูปนี้" แดนนี ในวัย 55 ปี กล่าว "ชีวิตผมมีคุณค่าและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น มันได้เปลี่ยนการมองโลก และทัศนคติทั้งหมดของผม"

ส่วนพีต ซึ่งปัจจุบันอายุ 52 ปี บอกว่า เมื่อ 20 ปีที่แล้วเขาไม่เคยจินตนาการว่าตัวเองจะได้เป็นพ่อคน แต่ตอนนี้เขากลับจินตนาการไม่ออกยิ่งกว่าที่จะไม่ได้เป็นพ่อคน

"ตอนนั้นผมไม่เคยรู้ว่ามีความรักที่ลึกซึ้งแบบนี้อยู่ในโลก จนกระทั่งลูกชายของผมได้เข้ามาในชีวิตผม"

พีตเขียนหนังสือเด็กบอกเล่าเรื่องราวครอบครัวของเขาที่มีชื่อว่า Our Subway Baby

ผู้พิพากษาคูเปอร์ เป็นนามแฝงที่พีตใช้ในหนังสือของเขา