โควิด-19 : เปิดผลการทดลองใช้พลาสมาของผู้หายป่วยจากโควิดในอังกฤษ ที่ทำให้แผนขอรับบริจาคสะดุด

ผู้ชายกำลังบริจาคพลาสมา

ที่มาของภาพ, NHSBT

คำบรรยายภาพ, ผู้ชายที่เคยป่วยเป็นโควิด-19 ถูกร้องขอให้บริจาคพลาสมาเพื่อใช้ในการทดลอง

สภากาชาดไทยเชิญชวนผู้หายป่วยจากโควิด-19 บริจาคพลาสมา เพื่อนำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยโควิด ขณะที่ผลการทดลองในสหราชอาณาจักรที่ออกมาเมื่อ ก.พ. ระบุว่า การใช้พลาสมาของผู้หายป่วยจากโควิดให้ผลการรักษาที่ไม่แตกต่างไปจากการรักษาด้วยวิธีการปกติ

นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก เมื่อ 27 เม.ย. ว่า "ขณะนี้พลาสมาจากผู้ที่หายป่วยได้หมดแล้ว (จากการที่เก็บไว้มากกว่า 200 ถุง) ได้รับการรักษาไปแล้วมากกว่า 160 คน ในรอบเดือนเมษายนนี้ ความต้องการขณะนี้สูงมาก มีผู้ป่วยที่รออยู่เป็นจำนวนมาก เราจะนำพลาสมาที่มีภูมิต้านทานสูงมาให้กับกลุ่มเสี่ยงสูง ที่เริ่มมีอาการปอดบวมและมีภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำเท่ากับหรือน้อยกว่า 94% ทำให้การรักษาเริ่มแรกในช่วงที่ผู้ป่วยยังไม่สามารถสร้างภูมิต้านทานต่อไวรัสได้ เพื่อลดจำนวนไวรัส และจะลดการดำเนินโรคให้รุนแรงน้อยลง มีโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น มีผู้ป่วยจำนวนมากที่รออยู่"

นพ.ยงระบุด้วยว่า "ไม่ต้องเกรงว่าไวรัสจะกลายพันธุ์อย่างที่มีผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ให้ข่าวเพราะคนไข้ทุกคนอยู่ในโรงพยาบาล ไม่สามารถไปแพร่เชื้อให้ใครได้ เราต้องการรักษาแต่เริ่มแรกในกลุ่มเสี่ยงสูงจึงมีความต้องการมาก อยากจะเชิญชวนขอให้ผู้ที่หายแล้วโดยเฉพาะผู้ชาย ติดต่อศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยทางออนไลน์ ทางศูนย์ฯ จะได้ติดต่อมาตรวจวัดภูมิต้านทานและรายละเอียดต่าง ๆ ตามกฎเกณฑ์การบริจาคพลาสมาเพื่อการรักษา"

แคปหน้าจอโพสต์เฟซบุ๊กของนายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ

เว็บไซต์ของสำนักงาอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ หรือ เอฟดีเอ ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการบริจาคพลาสมาของผู้หายป่วยจากโควิด-19 เช่นเดียวกัน

"ถ้าคุณหายจากโควิด-19 แล้ว คุณอาจสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยที่กำลังต่อสู้กับการติดเชื้อได้ด้วยการบริจาคพลาสมา" เว็บไซต์เอฟดีเอระบุ

เอฟดีเอระบุเพิ่มเติมว่า "เพราะคุณได้ต่อสู้กับการติดเชื้อแล้ว ขณะนี้พลาสมาของคุณมีแอนติบอดีของโควิด-19 อยู่ แอนติบอดีเหล่านี้ช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณต่อสู้กับไวรัสเมื่อคุณล้มป่วย ดังนั้นพลาสมาของคุณจึงอาจสามารถใช้ในการช่วยเหลือผู้อื่นในการต่อสู้ให้หายจากโรคนี้ได้"

ผลการทดลองในอังกฤษ

เมื่อช่วงเดือน ก.พ. บีบีซีได้รายงานข่าวเกี่ยวกับการใช้พลาสมาของผู้ที่หายป่วยจากโควิดทดลองรักษาผู้ป่วย โดยระบุว่าการทดลองเผยให้เห็นว่า โอกาสในการรักษาโควิดด้วยการใช้พลาสมาไม่ได้ช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตในกลุ่มผู้ป่วยในโรงพยาบาล

ผลการศึกษานี้สร้างความไม่พอใจให้แก่นักวิจัยและศูนย์บริการสุขภาพแห่งชาติ (National Health Service—NHS) ซึ่งเป็นผู้นำในการเชิญชวนให้มีการบริจาคพลาสมา

การทดลองรีคัฟเวอรี (Recovery trial) ในส่วนนี้ ซึ่งเป็นการตรวจสอบการรักษาโควิดที่ได้ผลดีว่ามีจำนวนเท่าใด ได้ยุติลงแล้ว

นักวิจัยของอ็อกซ์ฟอร์ดที่เข้าร่วมระบุว่า พวกเขา "รู้สึกขอบคุณอย่างมาก" ต่อการมีส่วนร่วมของคนไข้ทั่วประเทศ

ก่อนหน้านี้หน่วยงานโลหิตและการปลูกถ่ายของ NHS ระบุว่า การบริจาคพลาสมาได้มีการยุติลงเป็นการชั่วคราว และได้กลับมาเริ่มรับบริจาคพลาสมาเมื่อ 20 ม.ค. โดยพลาสมาเหล่านี้อาจถูกใช้ในการตรวจสอบว่า ส่งผลดีต่อคนไข้กลุ่มใดบ้าง อย่างเช่นกลุ่มที่มีระดับแอนติบอดีต่ำ

การรักษานี้ใช้พลาสมาจากเลือดของคนที่หายจากโรคนี้ ซึ่งมีแอนติบอดีของไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 ไปให้แก่ผู้ป่วยที่มีอาการหนัก

โดยหวังว่า การบริจาคพลาสมาจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของผู้รับบริจาคให้ต่อสู้กับโควิด

NHS ได้เชิญชวนให้คนร่วมบริจาคพลาสมา โดยเฉพาะผู้ชายซึ่งเชื่อว่ามีแอนติบอดีในเลือดในระดับที่สูงกว่า

ผู้ชายที่หายป่วยจากโควิดบริจาคพลาสมา

ที่มาของภาพ, PA Media

คำบรรยายภาพ, บริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร เคยเชิญชวนให้ผู้หายป่วยจากโควิดบริจาคพลาสมาเพื่อใช้ในการทดลองรักษาผู้ป่วยโควิดรายอื่น ๆ

ประโยชน์ของการทดลอง

แต่จากการวิเคราะห์เบื้องต้นในผู้เสียชีวิต 1,873 คนในการศึกษาที่มีผู้ป่วยในสหราชอาณาจักรเข้าร่วม 40,000 คน เผยให้เห็นว่า การรักษา "ไม่ได้ให้ความแตกต่างที่มีนัยสำคัญ"

ในกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยพลาสมาของผู้ที่หายป่วยจากโควิด มีคนไข้ 18% ของทั้งหมด เสียชีวิตภายใน 28 วัน ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับกลุ่มที่ได้รับการรักษาตามมาตรฐาน

ส่วนการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งพบว่า ไม่มีหลักฐานว่า การรักษาเดียวกันนี้ช่วยพัฒนาผลการรักษาผู้ป่วยที่อยู่ในแผนกผู้ป่วยวิกฤตได้

มาร์ติน แลนด์เรย์ หัวหน้าผู้ตรวจสอบและศาสตราจารย์ด้านแพทยศาสตร์และระบาดวิทยา มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ระบุว่า การศึกษารีคัฟเวอรี เผยให้เห็นถึง "ประโยชน์ของการทดลองสุ่มขนาดใหญ่เพื่อประเมินบทบาทโอกาสในการรักษาวิธีต่าง ๆ"

การทดลองนี้ยังได้ตรวจสอบถึงการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ด้วย รวมถึงการใช้ยาโทซิลิซูแมบ (tocilizumab), ยาแอสไพริน (aspirin) และการใช้สูตรผสมแอนติบอดี

ศ.ปีเตอร์ ฮอร์บี ซึ่งทำงานในการทดลองนี้ด้วย กล่าวว่า การทดลองพลาสมาของผู้ที่หายป่วยครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา "เกิดขึ้นได้เพราะน้ำจิตน้ำใจจากการบริจาคพลาสมาของผู้ป่วยที่หายจากโควิดและความเต็มใจของผู้ป่วยปัจจุบันในการเข้าร่วมกระบวนการรักษาที่ล้ำหน้า"

ตั้งแต่ 18 มี.ค. กระทรวงสุขภาพและบริการสังคม ได้สั่งการให้สำนักงานโลหิตและการปลูกถ่ายอวัยวะ (NHS Blood and Transplant) หยุดการรับบริจาคพลาสมาจากผู้ป่วยโควิดที่หายแล้ว หลังผลการศึกษาพบว่า การรักษาด้วยพลาสมาไม่ได้ช่วยในการรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล

สภากาชาดไทย เดินหน้า

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ระบุว่า คุณสมบัติผู้ที่จะมาบริจาคพลาสมาเพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 มีดังนี้คือ

1. เพศชาย

2. ผู้ป่วยที่รักษาหายแล้วพำนักอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลที่เดินทางได้สะดวก

3. รักษาหายแล้วออกจากโรงพยาบาลอย่างน้อย 14 วันและมีผลตรวจเป็นลบแล้ว

4. หรือออกจากโรงพยาบาลและกักตัวอยู่บ้านรวมกันแล้วครบ 28 วัน

5. อายุ 18 ถึง 60 ปี

6. น้ำหนักตัวไม่ต่ำกว่า 55 กก. ขึ้นไป

7. สุขภาพแข็งแรงดี

ประกาศเชิญชวนบริจาคพลาสมา

ที่มาของภาพ, ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

"ถ้าอาการหนักแล้วไม่ช่วย"

ศ.นพ.ยง จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวกับ บีบีซีไทย เมื่อ 29 เม.ย. ว่า แนวทางการรักษาของแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกัน อย่างการให้พลาสมาในไทยนั้น จะใช้ในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยง และใช้แต่เนิ่น ๆ เท่านั้น

"ถ้าอาการหนักแล้วไม่ช่วย ถ้ากลุ่มเสี่ยง เช่นผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัวต่าง ๆ ที่จะเสี่ยงก่อน เราเอามาให้เร็วเนี่ย มันมีการรายงานว่าช่วย แต่ถ้าให้ตอนหนักแล้วไม่ช่วยครับ"อย่างไรก็ตาม นพ.ยง กล่าวว่า ทางทีมแพทย์ไทยรับรู้และได้ติดตามกรณีที่มีการยกเลิกการใช้พลาสมาในอังกฤษ และญี่ปุ่นแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายประเทศที่เดินหน้ารับบริจาคต่อไป"ถ้ามีตัวที่ดีกว่าก็โอเค แต่พลาสมาไม่ใช่ตัวเลื่อนลอยหรอก"