โควิด-19: ความจริงเกี่ยวกับการใช้วิตามินดีในการรักษาผู้ป่วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ราเชล เชรเออร์
- Role, ผู้สื่อข่าวสุขภาพ
ขณะที่โควิด-19 กำลังระบาดไปทั่วโลก ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการรักษาโควิดก็แพร่กระจายไปทั่วเช่นกัน แต่บางครั้งข้อมูลที่ไม่ถูกต้องก็อาจพัฒนาไปสู่การทำความเข้าใจความจริงบางอย่างเกี่ยวกับมัน และนั่นเป็นเรื่องยากที่สุดที่จะต้องรับมือ
ทำไมต้องเป็นวิตามินดี
มีข้อแนะนำเกี่ยวกับวิธีการรักษาโควิด-19 ออกมาหลายวิธี
ตัวอย่างเช่นการใช้ยาไฮดรอกซีคลอโรควิน (Hydroxychloroquine) ยาไอเวอร์เม็กติน (Ivermectin) และวิตามินดีซึ่งเคยมีการศึกษาและกำลังศึกษาอยู่ว่าได้ผลหรือไม่ เมื่อผลออกมาว่าวิธีหนึ่งอาจได้ผล แต่ต่อมาเมื่อมีการวิจัยเพิ่มเติมกลับพบว่าไม่ได้ผล เป็นเรื่องปกติของกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์
แต่เมื่อมีการส่งต่อการวิจัยคุณภาพต่ำหรือผลการวิจัยในช่วงเริ่มต้นในโลกออนไลน์โดยปราศจากบริบทประกอบ ความสับสนที่เกิดขึ้นจากเรื่องนี้อาจจะถูกผู้ที่สนับสนุนทฤษฎีสมคบคิดต่าง ๆ นำไปใช้หาประโยชน์ได้
มีเหตุผลบางอย่างอยู่เบื้องหลังว่า ทำไมวิตามินดี อาจเป็นประโยชน์ในการรักษาหรือป้องกันโควิด
วิตามินดีมีส่วนสำคัญต่อภูมิคุ้มกันและมีการแนะนำให้ทุกคนในสหราชอาณาจักรรับวิตามินดีเสริมในช่วงฤดูหนาว ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะพร่องวิตามินดีได้รับคำแนะนำให้รับวิตามินดีเสริมตลอดทั้งปี จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีงานวิจัยที่สนับสนุนว่า การรับวิตามินดีในปริมาณที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้มีการป้องกันหรือรักษาโรคได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เรื่องนี้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ดังนั้นจึงเข้าใจได้ว่าเหตุใดการเสริมวิตามินดีจึงกลายคำแนะนำที่ส่งต่อกันอย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ แต่บางคนก็ไปไกลกว่านั้น เช่น ในกระดานสนทนาทางเรดดิต (Reddit) มีคนวิจารณ์รัฐบาลว่า "แทบไม่เอ่ยถึง" ประสิทธิผลของวิตามินดีเลย แต่กลับมุ่งเน้นไปที่ "วัคซีนและการบังคับใช้การแกะรอย" หรือกล่าวหาว่าการไม่ให้ความสำคัญกับวิตามินดีเป็นผลจากการที่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization—WHO) "รับเงินจากบริษัทยายักษ์ใหญ่"
ทั้งนี้ รัฐบาลเลือกใช้วิธีการรักษาที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลและมีประสิทธิภาพรวมทั้งราคาไม่แพงอย่างยาเดกซาเมทาโซน (dexamethasone) และเอาเข้าจริงแล้ว วิตามินเองก็เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าหลายพันล้านปอนด์
การศึกษาบอกว่าอย่างไร
การศึกษาหลายแห่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างวิตามินดีและผลตรวจโควิด แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างการสังเกตการณ์ กล่าวคือนักวิจัยกำลังพิจารณาว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่มีระดับวิตามินดีสูงและต่ำโดยไม่มีการควบคุมปัจจัยอื่น ๆ
นี่ไม่ใช่หลักฐานตามมาตรฐานสากลที่จำเป็นจะต้องมีการสุ่มทดลองภายใต้การควบคุม ซึ่งจะมีการแบ่งคนเข้ารับการรักษาจริงหรือการรักษาลวง เพื่อที่นักวิทยาศาสตร์จะสามารถทราบผลที่ชัดเจนที่เกิดจากการรักษาได้
การศึกษาที่อยู่ระหว่างการสังเกตการณ์เผยให้เห็นว่า คนบางกลุ่มมีโอกาสที่จะพร่องวิตามินดีและติดโควิดมากขึ้น ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ คนที่เป็นโรคอ้วน และคนที่มีผิวคล้ำ (รวมถึงคนดำและคนเอเชียใต้)
อาจเป็นไปได้ว่า การพร่องวิตามินดีเป็นเหตุผลที่ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงขึ้น หรืออาจจะมีปัจจัยแวดล้อมและปัจจัยด้านสุขภาพอื่น ๆ ที่ส่งผลให้ระดับของวิตามินดีลดต่ำลงและมีโอกาสติดเชื้อไวรัสง่ายขึ้นกว่าเดิม
สำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ (National Health Service—NHS) แนะนำให้คนที่มีผิวคล้ำ "อย่างเช่นคนที่ภูมิหลังมาจากแอฟริกา แคริบเบียนเชื้อสายแอฟริกา หรือเอเชียใต้" ควรพิจารณารับวิตามินดีเสริม "ตลอดทั้งปี"
นอกจากนี้ระดับของวิตามินดีที่ลดต่ำลงอาจเป็นผลจากการเจ็บป่วย แทนที่จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยขึ้น
เราจะสามารถรู้ว่าวิตามินดีเป็นสาเหตุได้ด้วยการทำการสุ่มทดลองภายใต้การควบคุมอย่างเหมาะสม อย่างเช่นที่วิทยาลัยควีนแมรีมหาวิทยาลัยลอนดอน (Queen Mary University of London) กำลังทำอยู่ในขณะนี้
การศึกษาของสเปน
รายงานการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากคือเอกสารจากมหาวิทยาลัยบาร์เซโลนา (University of Barcelona) ประเทศสเปน ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นการศึกษาเดียวในเรื่องนี้ที่มีอยู่

ที่มาของภาพ, Getty Images
เอกสารนี้ระบุว่า วิตามินดีใช้ได้ผลอย่างน่าประหลาดใจ โดยทำให้การรักษาผู้ป่วยหนักลดลง 80% และการเสียชีวิตจากโควิดลดลง 60%
มีการส่งต่อเอกสารนี้ทางออนไลน์อย่างกว้างขวาง แต่ได้มีการถอนเอกสารนี้ออกเพราะ "ความกังวลเกี่ยวกับคำอธิบายเกี่ยวกับการวิจัย" และขณะนี้วารสารแลนเซ็ต (Lancet) กำลังตรวจสอบเอกสารนี้อยู่
แต่ข้อมูลเกี่ยวกับการถอนเอกสารนี้ออกกลับไม่ได้มีการส่งต่อกันมากเหมือนกับตอนที่ส่งต่อเอกสารในตอนแรก
มีการให้วิตามินดีแก่คนไข้ทั้งหมดในหอผู้ป่วยที่มีการแบ่งคนไข้ออกตามความรุนแรงของการเจ็บป่วย ไม่ได้มีการสุ่มให้เป็นรายบุคคล ขณะที่คนไข้โควิดในการศึกษานี้ ซึ่งเสียชีวิตมีระดับวิตามินดีเริ่มต้นแตกต่างกัน หมายความว่า พวกเขามีอาการเจ็บป่วยมากตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
เดวิด เดวิส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคคอนเซอร์เวทีฟ ซึ่งเรียกร้องให้รัฐสภาสั่งให้ใช้วิตามินดีตามโรงพยาบาลต่าง ๆ บอกกับบีบีซีว่า แม้ว่าจะมีการถอนเอกสารดังกล่าว เขาเชื่อว่า การศึกษานั้นยังคงแสดงให้เห็นว่า วิตามินดีมีความสำคัญ และ รัฐบาลควรจะให้เงินสนับสนุนการวิจัยในเรื่องนี้มากขึ้น
เอาโรรา บาลูฮา วิสัญญีแพทย์และแพทย์ดูแลผู้ป่วยวิกฤตในสเปน ซึ่งได้ตรวจสอบการศึกษาในบาร์เซโลนาให้กับวารสารแลนเซ็ตก่อนที่จะมีการถอนเอกสารนั้น กล่าวว่า ผลกระทบที่ "รุนแรงอย่างยิ่ง" ที่พบในเอกสาร "ไม่เคยถูกพบ" ในการสุ่มทดลองภายใต้การควบคุมเลย ทำให้มีโอกาสสูงที่ผลที่ได้ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง
เธอกล่าวว่า แม้ว่าการพร่องวิตามินดีเป็น "ปัจจัยเสี่ยงที่มีการยืนยัน" ในหมู่คนที่เสียชีวิตระหว่างการรักษาอาการป่วยหนัก แต่ "การให้วิตามินดีเสริมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถที่จะลดความเสี่ยงของคนไข้เหล่านั้นได้"
ดร.บาลูฮาอธิบายว่า การพร่องวิตามินดีมักเกิดจากสิ่งที่รุนแรงมากกว่านี้ อย่างการขาดสารอาหาร หรือไตวาย แต่การเสียชีวิตของคนไข้มักไม่ได้เกิดจากการพร่องวิตามินดี
มีอันตรายอะไรบ้าง
ศ.ซานเดอร์ วัน เดอร์ ลินเดน นักจิตวิทยาสังคม ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ อธิบายว่า เมื่อการค้นพบนี้สอดคล้องกับความเห็นของคนทั่วโลก อย่างเช่นความเห็นที่ว่า "อะไรที่เป็นธรรมชาติจะไม่ทำอันตรายกับคุณ" ทำให้มีโอกาสที่ผู้คนจะส่งต่อเรื่องเหล่านี้มากขึ้น
ขณะที่กลุ่มคนที่สนับสนุนการแพทย์ทางเลือกและการดูแลสุขภาพตามธรรมชาติในโลกออนไลน์อาจจะมีส่วนทับซ้อนกับกลุ่มคนที่ต่อต้านวัคซีนอย่างชัดเจนในโลกออนไลน์
การพูดถึงการต่อต้านวัคซีน "ถูกเชื่อมโยงเข้ากับเรื่องอื่น ๆ อย่าง ศาสนา แพทย์ทางเลือกและสมุนไพร และกลุ่มคนนิยมธรรมชาติ" ศ.วัน เดอร์ ลินเดนกล่าว
เขาอธิบายว่า การเป็นเช่นนี้ ทำให้พวกเขาอาจส่งต่อหัวข้อที่คาบเกี่ยวกับความสนใจของคนในกลุ่มของตัวเองและเผยแพร่ข้อความอย่าง "คุณไม่จำเป็นต้องรับวัคซีน คุณเพียงแค่รับวิตามินดีก็พอ" ออกไป เพราะข้อความประเภทนี้ไม่เป็นข้อความต่อต้านวัคซีนอย่างเปิดเผย
วิตามินดีค่อนข้างปลอดภัย ดังนั้นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงเกี่ยวกับวิตามินจึงดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นอันตรายที่สุด
ศ.วัน เดอร์ ลินเดนอธิบายว่า สิ่งที่อันตรายคือเมื่อคนบอกว่า การรับวิตามินดีเสริมเป็นการรักษามหัศจรรย์และควรจะนำมาใช้แทนการฉีดวัคซีน การสวมหน้ากาก และการเว้นระยะห่างทางสังคม













