ประท้วงฮ่องกง : ชาติตะวันตกกังวล หลังสี จิ้นผิง ลงนามบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงของฮ่องกง

Hong Kong police detain a man in Causeway Bay, 12 June

ที่มาของภาพ, AFP

สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป (อียู) และองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) แสดงความกังวลและความไม่พอใจ หลังจีนผ่านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกง ที่จะให้อำนาจรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่เข้าไปควบคุมฮ่องกงได้มากขึ้น

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ลงนามในกฎหมายฉบับดังกล่าวที่จะนำไปใส่ไว้ในธรรมนูญการปกครองของฮ่องกง หรือ ที่มีชื่อเป็นทางการว่า กฎหมายพื้นฐาน (Basic Law) โดยมีใจความสำคัญที่กำหนดให้การปลุกระดมมวลชนเพื่อต่อต้านรัฐบาลเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และจะเปิดทางให้ทางการเข้าไปจัดการต่อการชุมนุมประท้วงได้มีประสิทธิภาพขึ้น

นางแครี แลม ผู้ว่าการเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ได้กล่าวปกป้องกฎหมายฉบับนี้ว่าเป็นการช่วย "อุดช่องโหว่" เรื่องความมั่นคงของชาติ

ขณะที่ "เดโมซิสโต" (Demosisto) กลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยที่สำคัญในฮ่องกงได้ประกาศยุติการเคลื่อนทั้งหมด หลังจาก นายโจชัว หว่อง แกนนำคนสำคัญได้ประกาศลาออกจากกลุ่ม

รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่เตรียมออกมาอธิบายและแจกแจงเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ เพราะไม่มีการเปิดเผยร่างกฎหมายออกมาล่วงหน้า แม้แต่นางแลมเองก็ระบุว่าไม่สามารถแสดงความคิดเห็นในรายละเอียดของกฎหมายฉบับนี้ได้ ในระหว่างที่คณะกรรมการถาวรของสภาประชาชนแห่งชาติจีนกำลังอภิปรายเกี่ยวกับกฎหมายนี้

รัฐบาลฮ่องกง ระบุในแถลงการณ์ว่า กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 มิ.ย. โดยในวันที่ 1 ก.ค. คือวาระครบรอบ 23 ปีที่อังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนให้แก่จีน ซึ่งเป็นวันที่คนฮ่องกงมักออกมาชุมนุมใหญ่เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย

จีนระบุว่า กฎหมายความมั่นคงฉบับนี้จะช่วยแก้ปัญหาความไม่สงบ และความไร้เสถียรภาพจากการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยที่กำลังขยายวงกว้างในฮ่องกง

ส่วนฝ่ายคัดค้านระบุว่า กฎหมายฉบับนี้จะสร้างความเสียหายต่อความเป็นอิสระของกฎหมายพื้นฐานที่รับรองเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุม ในการแสดงความคิดเห็น การมีระบบตุลาการที่เป็นอิสระ และมีสิทธิตามหลักประชาธิปไตยบางอย่างที่ไม่มีในจีนแผ่นดินใหญ่

Pedestrians walks past a government-sponsored advertisement promoting a new national security law on June 30, 2020 in Hong Kong

ที่มาของภาพ, Getty Images

ปฏิกิริยาจากต่างชาติ

ลอร์ด แพตเทน ผู้ว่าการแห่งสหราชอาณาจักรคนสุดท้ายที่บริหารฮ่องกง กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้คือจุดสิ้นสุดของการปกครองฮ่องกงแบบ "หนึ่งประเทศสองระบบ"

ขณะที่นายเยนส์ สโตลเตนแบร์ก เลขาธิการองค์การนาโตระบุว่า "ชัดเจนว่าจีนไม่ได้ยึดหลักการเดียวกับพวกเราในเรื่อง ประชาธิปไตย เสรีภาพ และหลักนิติธรรม"

ขณะที่ญี่ปุ่น เรียกกฎหมายฉบับนี้ว่า "เรื่องน่าสลดใจ" ส่วนไต้หวันได้เตือนพลเมืองของตนถึงความเสี่ยงในการเดินทางไปฮ่องกง

"การที่จีนไม่เคารพเจตจำนงของประชาชนชาวฮ่องกงได้พิสูจน์แล้วว่า แนวคิด 'หนึ่งประเทศ สองระบบ' เป็นไปไม่ได้ มีหลายเรื่องที่เปลี่ยนแปลงไปในฮ่องกงนับแต่ปี 1997 แต่ ความมุ่งมั่นของของไต้หวันในการสนับสนุนชาวฮ่องกงที่อยากเห็นเสรีภาพและประชาธิปไตยนั้นใม่เคยเปลี่ยนแปลง" ไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีหญิงของไต้หวัน โพสต์ไว้ทางบัญชีทวิตเตอร์ของเธอ

ข้าม X โพสต์ , 1
ยินยอมรับเนื้อหาจาก X

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด X โพสต์, 1

ส่วนสหรัฐฯ ได้เริ่มดำเนินการเพื่อยุติสถานะพิเศษด้านความสัมพันธ์ทางการค้ากับฮ่องกงแล้ว ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่รัฐบาลจีนเตือนว่าจะต้องเผชิญกับ "มาตรการตอบโต้" ที่จีนไม่ได้ชี้ชัดว่าคืออะไร

ปฏิกิริยาในฮ่องกง

กลุ่มเดโมซิสโต ระบุว่า สมาชิกหลายคนได้ขอให้ถอดชื่อพวกเขาออกจากกลุ่ม ทางกลุ่มจึงตัดสินใจ "สลายตัวและยุติการรวมตัวกันทั้งหมด" พร้อมชี้ว่าการต่อสู้กับ "การกดขี่ของระบอบเผด็จการ" จะดำเนินต่อไปในลักษณะที่มีความยืดหยุ่นขึ้น"

ขณะที่นายโจชัว หว่อง ระบุว่า กฎหมายความมั่นคงนี้คือ "จุดสิ้นสุดของฮ่องกงที่โลกเคยรู้จักเมื่อก่อนหน้านี้"

ข้าม X โพสต์ , 2
ยินยอมรับเนื้อหาจาก X

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด X โพสต์, 2

อย่างไรก็ตาม นายอู๋ จื้อเหว่ย หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยฮ่องกง ประกาศจะขัดขืนต่อข้อห้ามการเดินขบวนเนื่องใน "วันส่งมอบ" ฮ่องกงคืนให้แก่จีนในวันพรุ่งนี้

กฎหมายฉบับนี้มีเนื้อหาอะไร

แม้ตอนนี้เรายังไม่ทราบถึงรายละเอียดของกฎหมายนี้มากนัก แต่เราก็ทราบว่ากฎหมายความมั่นคงฉบับนี้จะกำหนดให้การกระทำดังต่อไปนี้ถือเป็นอาชญากรรม

  • การแบ่งแยกดินแดน - โดยแยกตัวเป็นอิสระจากจีนแผ่นดินใหญ่
  • การล้มล้างอำนาจ - โดยบ่อนทำลายอำนาจหรือการปกครองของรัฐบาลกลาง
  • การก่อการร้าย - โดยใช้ความรุนแรงหรือการข่มขู่ประชาชน
  • การสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติหรือกองกำลังจากภายนอก

สตีเฟน แมคโดเนล ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศจีน เปรียบกฎหมายฉบับนี้ว่า "เครื่องมือปราบปรามความไม่สงบทางการเมือง" ที่รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่มีไว้จัดการกับฮ่องกง

Tear gas is fired to disperse a protest in Hong Kong in May

ที่มาของภาพ, AFP

เหตุใดคนฮ่องกงจึงหวาดกลัวกฎหมายนี้

รัฐบาลจีนระบุว่า ฮ่องกงควรเคารพและปกป้องสิทธิและเสรีภาพไปพร้อมกับการคุ้มครองความมั่นคงของชาติ แต่หลายคนเกรงว่ากฎหมายฉบับนี้จะทำให้ฮ่องกงต้องสูญเสียเสรีภาพไป

ก่อนหน้านี้หลายคนแสดงความกังวลว่าความเป็นอิสระของระบบตุลาการของฮ่องกงจะถูกทำลาย และจะเริ่มเป็นเหมือนกับระบบตุลาการของจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยฮ่องกงถือเป็นเขตการปกครองเดียวในจีนที่ใช้ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ หรือกฎหมายจารีตประเพณี

ศาสตราจารย์โจฮันเนส ชาน นักวิชาการด้านกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยฮ่องกง กล่าวว่า "ชัดเจนว่ากฎหมายฉบับนี้จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเสรีภาพในการแสดงออกของคนฮ่องกง"

ศาสตราจารย์ชาน ระบุว่า "นี่คือการที่จีนแผ่นดินใหญ่บังคับใช้กฎหมายของตนกับระบบกฎหมายจารีตประเพณีของฮ่องกง และให้จีนมีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจว่าผู้ใดควรเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในระบบกฎหมายใด"

ที่ผ่านมา นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยหลายคน เช่น นายโจชัว หว่อง ได้วิ่งเต้นขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลในหลายประเทศ การกระทำเช่นนี้อาจกลายเป็นอาชญากรรมในอนาคต แต่หลายคนยังกังวลว่ากฎหมายนี้อาจมีผลย้อนหลังด้วย

นอกจากนี้ ประชาชนยังมีความกังวลว่า ภัยคุกคามต่อเสรีภาพของฮ่องกงอาจส่งผลกระทบต่อความน่าสนใจของฮ่องกงในฐานะมหาอำนาจทางด้านธุรกิจและเศรษฐกิจ