You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
อะไรทำให้คนเรากลายเป็น “ไซโคพาธ” หรือมีบุคลิกผิดปกติไร้ความรู้สึกไปได้
ศาสตราจารย์จิม เฟลลอน เป็นพวก "ไซโคพาธ" หรือ คนที่มีบุคลิกผิดปกติแบบต่อต้านสังคมประเภทหนึ่ง แต่เขาไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร
ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและพฤติกรรมมนุษย์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เออร์ไวน์ ผู้นี้ทำการทดลองโดยใช้ภาพสแกนสมองของสมาชิกครอบครัวตัวเองและฆาตกรหลายราย ในการทดลอง
ศ.เฟลลอน วิเคราะห์สแกนสมองชิ้นหนึ่งและพบว่า "คน ๆ นี้ ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม ไม่ควรถูกปล่อยให้เดินเหินอย่างเป็นอิสระ เขาน่าจะเป็นบุคคลที่อันตรายมาก"
ไม่นาน ศ.เฟลลอน ก็พบว่า สมองของคนดังกล่าวกลับกลายเป็นของตัวเขาเอง
เว็บไซต์ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขของไทย ระบุว่า ไซโคพาธ (psychopaths) เป็นบุคคลที่มีอาการของโรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคม (Antisocial Personality Disorder) โดยมีลักษณะ ขาดความเห็นใจผู้อื่น, ขาดความสำนึกผิด, ความรู้สึกด้านชาไม่เกรงกลัว, ขาดความยับยั้งชั่งใจ และ เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง
ไซโคพาธทุกคนอันตรายหรือเปล่า
แต่ ศ.เฟลลอน ไม่เคยฆ่าใคร และเขาบอกว่าตัวเองเป็นคนนิสัยน่ารัก แล้วเขาจะเป็นไซโคพาธไปได้อย่างไร
เขาบอกว่าตัวเองเป็นไซโคพาธที่ไม่ได้ต่อต้านสังคมและไม่ได้มีลักษณะการเป็นอาชญากรเหมือนคนอื่น
สถิติระบุว่า ในทุก 100 คน จะมีคนที่เป็นไซโคพาธอยู่หนึ่งคน และแม้ว่าอาชญากรก่อเหตุรุนแรงหลายคนจะอยู่ในประเภทนี้ กรณีของ ศ.เฟลลอน ก็แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ไซโคพาธทุกคนที่จะก่อเหตุรุนแรงเสมอไป
คำถามสำคัญ คือ คนเราเกิดมาแล้วกลายเป็นไซโคพาธ หรือมาจากปัจจัยจากการเลี้ยงดู
สมองไซโคพาธ
การสแกนสมองพบว่าความเคลื่อนไหวในสมองบางส่วนของคนเป็นไซโคพาธและคนทั่วไปไม่เหมือนกัน ไซโคพาธที่ก่อเหตุรุนแรงมีส่วนที่เป็นสีเทาในสมองส่วนหน้าซึ่งมีความสำคัญสำหรับการเข้าใจอารมณ์ของผู้อื่นน้อย สมองส่วนนี้จะทำงานเมื่อเรานึกถึงเรื่องศีลธรรม
นอกจากนี้ ไซโคพาธยังมีสมองส่วนที่เรียกว่า อมิกดาลา (amygdala) ซึ่งมีลักษณะคล้ายเมล็ดอัลมอนด์ เล็กกว่าคนทั่วไปมาก โดยสมองส่วนนี้มีความเชื่อมโยงกับความรู้สึกกลัว
หากเห็นความแตกต่างนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย นี่อาจสะท้อนว่าการเป็นไซโคพาธเป็นผลมาจากพื้นฐานทางพันธุกรรม
อย่างไรก็ดี หากเราพิจารณาว่าสมองเป็นกล้ามเนื้อชนิดหนึ่ง อาจจะหมายความว่าคนที่เป็นไซโคพาธไม่ได้ออกแรงขยับเขยื้อนสมองส่วนดังกล่าว นี่อาจเป็นผลจากการเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมที่คนนั้นโตมา
ไซโคพาธในครอบครัว
หลังจากการสแกนสมอง ศ.เฟลลอน พบว่าลักษณะการเป็นไซโคพาธไม่ได้เริ่มต้นจากเขา หากย้อนไปในอดีต มีคนในตระกูลเขาถึง 7 คนด้วยกันที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร
หลายปีก่อน แม่ของเฟลลอนให้หนังสือที่พูดถึงบรรพบุรุษเขาคนหนึ่งในช่วงทศวรรษ 1670s ที่ก่อเหตุฆ่าแม่ตัวเอง
ลูกพี่ลูกน้องของเฟลลอน ลิซซี บอร์เดน ถูกกล่าวหาว่าฆ่าพ่อและแม่เลี้ยงของเธอด้วยขวานในปี 1882
ศ.เฟลลอน ยอมรับว่า เขาเองก็มีลักษณะที่เป็นไซโคพาธ เช่น เขาอาจจะเลือกไม่ไปงานศพญาติหากมีอะไรอย่างอื่นสนุกกว่าให้ทำในวันเดียวกัน
"ประเด็นคือ ผมรู้ว่ามันผิด แต่ผมก็ไม่แคร์"
แต่ในเมื่อ ศ.เฟลลอน มีสมองและพันธุกรรมของฆาตกร เหตุใดเขาถึงไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร
คำตอบคือการเลี้ยงดูในวัยเด็กจะเป็นสิ่งกระตุ้นพันธุกรรมเหล่านั้น ศ.เฟลลอน บอกว่าหากคน ๆ หนึ่งมีพันธุกรรมลักษณะนั้นและถูกกระทำทารุณตั้งแต่เด็ก โอกาสที่คน ๆ นั้นจะกลายเป็นอาชญากรก็จะสูงขึ้น
ศ.เฟลลอน บอกว่าเขามีวัยเด็กที่ "ดีเยี่ยมอย่างไม่น่าเชื่อ" และเป็นไปได้ที่นั่นสามารถยับยั้งพันุกรรม "ร้าย ๆ" ของเขาได้ "
ไซโคพาธที่มีประโยชน์
ด้วยเหตุนี้ ปัจจัยทางชีววิทยาอย่างเดียวไม่สามารถกำหนดได้ว่าคน ๆ หนึ่งจะกลายเป็นอาชญากรหรือเปล่า
สำหรับ ศ.เฟลลอน เขาสามารถมองสิ่งต่าง ๆ โดยไม่เอาอารมณ์ความรู้สึกเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น เป็นคนคอยรับฟังให้คำปรึกษาเพื่อน ๆ
"ผมสามารถนั่งฟังพวกเขาได้เป็นสองชั่วโมง พวกเขาร้องไห้แต่ผมไม่ได้ไปมีความรู้สึกร่วม แต่ผมจะสามารถเข้าใจว่าพวกเขากำลังทำอะไร และก็จะพยายามช่วย สิ่งที่ผมช่วยวิเคราะห์จะแม่นยำและจริงใจแม้ว่าจะฟังดูเยือกเย็นก็ตาม"