You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เหตุุกราดยิงเกี่ยวเนื่องอย่างไรกับอาการทางจิต
ใครที่เคยอ่านหนังสือ The Shining ของสตีเฟน คิง ที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์แนวสยองขวัญเรื่อง "เดอะไชน์นิง โรงแรมผีนรก" คงไม่ลืมแจ็ค ทอร์แรนซ์ ตัวละครเอกในเรื่องที่เคยติดเหล้าอย่างหนัก เขาดำดิ่งสู่ความบ้าคลั่งและสามารถสัมผัสกับภูติผี และวิญญาณที่โน้มน้าวให้เขาพยายามฆาตกรรมภรรยา ลูกชาย และทำร้ายตัวเอง
คนที่ดูภาพยนตร์อาจสรุปเอาว่าแจ็คคือเหยื่อของภูติผีปีศาจ หรือวิญญาณที่สิงอยู่ในโรงแรมที่ปิดตายในช่วงฤดูหนาว ซึ่งแจ็ครับหน้าที่ดูแล หรือในทางตรงกันข้ามคนดูอาจตีความไปอีกทางว่า แจ็คก็คือชายคนหนึ่งที่มีอาการป่วยทางจิต ซึ่งอาจจะเป็น โรคจิตเภทจึงทำให้เขาลงมือก่อเหตุสยอง
เรื่องราวทำนองนี้ที่ปรากฏทางสื่อเป็นประจำ ทำให้เส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงและสิ่งที่เป็นความเชื่อเกี่ยวกับเหตุรุนแรงและ โรคจิตเวชเลือนรางลงไปทุกที โดยงานวิจัยเมื่อปี 2015 พบว่า ชาวอเมริกันจำนวนมากเชื่อว่าผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตมักจะมีนิสัยก้าวร้าวมากกว่าคนทั่วไป แต่แท้จริงแล้วอาการทางจิตคือต้นเหตุของอาชญากรรมจริงหรือ
"การที่มนุษย์สูญเสียสติสัมปชัญญะจนควบคุมพฤติกรรมของตัวเองไม่ได้นั้นฟังดูเป็นเรื่องน่ากลัวและสะเทือนใจ และนั่นทำให้ผู้คนหวาดกลัวโรคทางจิตเวชตามไปด้วย โดยเฉพาะอาการที่แสดงออกในขั้นรุนแรง" พอล แอปเพลบาม จิตแพทย์ประจำมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าว
"แถมมนุษย์อย่างพวกเรายังมีแนวโน้มที่จะให้ความสนใจเป็นพิเศษกับเรื่องแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในสังคม ดังนั้นเหตุการณ์รุนแรงที่ผู้ป่วยทางจิตเป็นคนลงมือกระทำ จึงมักจะฝังอยู่ในความทรงจำของคนเรามากกว่า"
ขณะที่ เจฟฟรีย์ สวอนสัน อาจารย์ประจำภาควิชาจิตเวชศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยดุ๊ก ในสหรัฐฯ อธิบายว่า โศกนาฏกรรมอย่างเหตุกราดยิงที่เกิดขึ้น กระตุ้นให้เกิดความพยายามค้นหาสาเหตุและหนทางแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางแก้ที่ทำได้ไม่ยากนัก
"เราต้องการให้ชีวิตปลอดภัยไร้อันตราย คาดหมายได้ และสมเหตุสมผล... เพราะฉะนั้นคำอธิบายที่ได้จึงมักจะตื้นเขิน เพียงเพื่อที่จะเหมารวมได้ว่า อ๋อ เป็นเพราะป่วยทางจิตสินะ"
แต่การด่วนสรุปเช่นนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ เพราะถือเป็นการซ้ำเติมและตีตราบาปให้กับผู้ป่วยทางจิตเวชมากขึ้นไปอีก ทั้งที่คนเหล่านี้ต้องมีชีวิตอย่างยากลำบากอยู่แล้ว
ผู้ป่วยโรคจิตเวชมักถูกเลือกปฏิบัติในหลาย ๆ ทาง ทั้งที่อยู่อาศัย อาชีพ หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์
ผลงานวิชาการชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์ก ที่เผยแพร่เมื่อปี 2017 ชี้ว่าผู้ป่วยโรคจิตเวชมีความอ่อนไหวสูงกว่า และเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงมากกว่าคนทั่วไปถึงสามเท่า
แม้ว่าเหตุอุกฉกรรจ์บางเหตุการณ์จะเกิดจากน้ำมือของผู้ป่วยทางจิตขั้นร้ายแรง เช่น เมื่อปี 1998 กรณีของ เวนเดล วิลเลียมสัน นักศึกษาภาควิชากฎหมาย มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ที่ยิงคนแปลกหน้าเสียชีวิตสองรายบนถนน โดยเชื่อว่าตนเองกำลังกอบกู้โลก แต่ภายหลังเขาได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการหวาดระแวงทางจิต
อย่างไรก็ตาม ศ.สวอนสัน แห่งมหาวิทยาลัยดุ๊ก เห็นว่า กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง ฆาตกรสังหารหมู่น้อยรายนักที่ป่วยด้วยโรคทางจิตขั้นร้ายแรง เช่น โรคจิตเภท (schizophrenia) ไบโพลาร์ หรือ โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว งานวิจัยในปี 2004 พบว่า ผู้ก่อเหตุสังหารหมู่เพียง 6% เท่านั้นที่มีอาการทางจิต
ขณะที่งานวิจัยล่าสุดของสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐฯ เมื่อปี 2016 พบว่า สถิติการก่อเหตุฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี มีคนร้ายเป็นผู้ป่วยโรคจิตเวชไม่ถึง 1%
ส่วนงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่ในรายงานประจำปีด้านระบาดวิทยา พบว่าผู้ป่วยทางจิตเพียง 3-5% เท่านั้นที่ก่อเหตุรุนแรงในสหรัฐฯ "แม้จะสามารถจัดการกับผู้ป่วยเหล่านี้ได้ แต่ก็ยังมีเหตุรุนแรงอีกกว่า 96% หลงเหลืออยู่" แอปเพลบามกล่าว
หากผู้ป่วยทางจิตจะก่อเหตุก็มักจะเป็นด้วยวาจาคำพูดหรือการตบตีเสียมากกว่า ไม่ใช่การฆาตกรรม นอกจากนี้ส่วนใหญ่ 90% ยังก่อเหตุกับคนใกล้ชิดมากกว่าคนแปลกหน้า
ขณะที่งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่ในปี 2014 พบว่า ผู้ป่วยทางจิตที่ออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว มีเพียง 2% เท่านั้น ที่ไปก่อเหตุอุกฉกรรจ์ด้วยอาวุธปืน และ 6% ก่อเหตุทำร้ายคนแปลกหน้า
ศ.สวอนสัน บอกด้วยว่า ไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ว่าสาเหตุของการก่อความรุนแรงเป็นเพราะอาการทางจิต เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ ประกอบ เช่น การถูกทารุณกรรมในวัยเด็ก การใช้ยาเสพติด หรือ การติดสุรา
"ถ้าคุณลองตัดปัจจัยรอบด้านอื่น ๆ ออกไปให้หมด แล้วพิจารณาแค่อาการป่วยทางจิตอย่างเดียว ก็จะพบว่ามันแทบจะไม่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงเลย" ศ.สวอนสันกล่าว "ในแวดวงวิชาการมีข้อสรุปกันแล้วครับว่า ความผิดปกติทางจิตวิทยานำไปสู่ความรุนแรงได้น้อยมาก"
แต่เมื่อเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด ก็อาจเป็นเรื่องที่หาคำอธิบายได้ยาก "เวลามีเหตุกราดยิง หลายคนมักบอกว่า ใครก็ตามที่ทำแบบนี้มันต้องผิดปกติทางจิตแน่ ๆ" เรเน่ บินเดอร์ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียซานฟรานซิสโก กล่าว "แต่สิ่งที่ต้องระวังให้มากคือการให้คำนิยาม เพราะแม้ผู้ก่อเหตุจะมีสิ่งอะไรผิดปกติบางอย่าง แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่อาการทางจิตเภทขั้นรุนแรง"
ยิ่งไปกว่านั้นการเชื่อมโยงอย่างผิด ๆ เช่นนี้ยังส่งผลกระทบถึงนโยบายของภาครัฐอีกด้วย เช่น ในสหรัฐฯ อเมริกา ผู้คนเริ่มหันไปเรียกร้องให้แก้ไขระบบบริการด้านสุขภาพจิต แทนมาตรการจำกัดการครอบครองอาวุธปืน
"อยู่ ๆ คุณก็เห็นกลุ่มสนับสนุนอาวุธปืนหันมาผลักดันเรื่องการดูแลสุขภาพจิต มันเป็นการเบี่ยงประเด็นเพื่อที่คนจะได้เลิกพูดถึงปืน"
แม้การวินิจฉัยอาการทางจิตของคนร้ายเหตุกราดยิงจะทำได้ค่อนข้างยาก เพราะส่วนใหญ่มักจะเลือกจบชีวิตตัวเอง หรือถูกวิสามัญฆาตกรรมขณะก่อเหตุ แต่สิ่งหนึ่งที่แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ทราบแน่ชัด คือ คนร้ายมักเป็นเด็กหนุ่มผู้โกรธเกรี้ยวที่รู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคม ดังนั้น จึงต้องการลงมือแก้แค้น
แต่สิ่งที่ซับซ้อนกว่านั้นก็คือมีผู้ที่อยู่ในข่ายนี้จำนวนมหาศาล แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกที่จะก่อเหตุกราดยิง ขณะที่การพยายามทำนายว่าใครมีโอกาสเป็นฆาตกร ก็เป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะคนร้ายบางรายเคยพบจิตแพทย์และวินิจฉัยไม่พบว่ามีอาการทางจิต กระทั่งไปลงมือก่อเหตุ
แม้การยกระดับบริการทางสุขภาพจิตจะเป็นเรื่องที่ควรผลักดัน แต่ปัญหาอาชญากรรมจากอาวุธปืนอาจไม่ลดลงอย่างที่หวัง การโยนความผิดให้กับผู้มีอาการทางจิตนั้น นอกจากจะทำให้คนร้ายจำนวนมากลอยนวลแล้ว ก็ยังกระตุ้นให้สังคมตื่นกลัวโรคจิตเภทโดยใช่เหตุอีกด้วย