You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
มองเหตุกราดยิงในสหรัฐฯ แล้วย้อนดูความรุนแรงทางสังคมของไทย
เมื่อมองในเชิงจิตวิทยาสังคม เหตุกราดยิงในสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซ้อนนั้นสะท้อนภาวะปัญหาในสังคมที่ผู้คนได้รับความกดดัน รู้สึกเป็นเหยื่อ รวมทั้งเคียดแค้นชิงชังสังคมรอบข้างจนระเบิดมาเป็นเหตุการณ์รุนแรง บีบีซีไทยสนทนากับนักจิตวิทยาสังคมเพื่อสะท้อนให้เห็นรากเหง้าของปัญหา และย้อนมองสังคมไทยว่ามีความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ กันอยู่บ้างหรือไม่
เปิดสถิติเหตุกราดยิงในสหรัฐ
ความรุนแรงล่าสุดที่เกิดขึ้นที่โบสถ์ในรัฐเทกซัสเป็นเหตุกราดยิงครั้งที่สามในสหรัฐฯ นับตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมเป็นต้นมา ทำให้ผู้เสียชีวิตรวมไม่น้อยกว่า 87 ราย
จากการรวบรวมสถิติของบีบีซี ได้พบว่าสถานการณ์การกราดยิงในสหรัฐฯ รุนแรงขึ้นเรื่อยมา ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นและความถี่ของการก่อเหตุก็เพิ่มขึ้นด้วย
การเก็บสถิติเริ่มขึ้นในทศวรรษ 80 ในช่วง 10 ปีดังกล่าวมีเหตุกราดยิง 8 ครั้ง และที่เลวร้ายมากที่สุดก็คือที่ร้านแม็คโดนัลด์ในสหรัฐฯ โดยมีผู้เสียชีวิตถึง 22 คน
แม้จะมีกฎหมายควบคุมอาวุธที่เข้มงวดขึ้นออกมาในปี 1994 แต่เหตุกราดยิงในช่วงทศวรรษ 90 กลับเพิ่มขึ้นเป็น 23 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 159 คน
เหตุที่ไม่อาจลืมเลือนได้ก็คือ มือปืนเข้าไปยิงในโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ ซึ่งทำให้บิล คลินตัน ซึ่งเป็นประธานาธิบดีในขณะนั้นออกมากล่าวว่า "อเมริกาควรตื่นขึ้นมารับมือกับปัญหานี้ ซึ่งได้เกิดขึ้นในโรงเรียนแล้ว และเราต้องป้องกันมิให้เกิดซ้ำอีก"
ช่วงทศวรรษหลังปี 2000 มีเหตุกราดยิงเกิดขึ้น 20 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 171 คน ครั้งร้ายแรงที่สุดก็คือที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียร์เทค มือปืนสังหารไปถึง 32 คน ซึ่งประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ออกมากล่าวว่า "โรงเรียนควรเป็นที่ที่ปลอดภัย และหากความปลอดภัยของโรงเรียนถูกละเมิด แรงสะเทือนนี้จะส่งผลไปถึงทุกห้องเรียนและทุกชุมชนของอเมริกา"
หลังจากปี 2010 เหตุการณ์เพิ่มความถี่มากขึ้นและจำนวนคนตายก็เพิ่มมากขึ้น เมื่อมือปืนบุกเข้าไปที่โรงเรียนประถม แซนดี้ ฮุค ในรัฐคอนเน็คติกัต สังหารไปถึง 28 คน ส่วนอีก 49 คนเสียชีวิตในเหตุการณ์ที่ไนท์คลับ เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริด้า
เหตุในลาสเวกัสที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 58 คน เป็นการกราดยิงครั้งที่ 48 นับตั้งแต่ 2010 และจนถึงปัจจุบัน มีผู้คนเสียชีวิตรวมสูงถึง 350 คน
จากการเก็บข้อมูลทำให้เห็นว่า มากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ก่อเหตุเป็นชาย มีผู้หญิงเกี่ยวข้องด้วยประมาณ 3 ครั้งเท่านั้น และในเหตุ 10 ครั้งผู้ก่อเหตุเป็นคนผิวขาว 6 ครั้ง หนึ่งในสามของเหตุ ปืนที่ใช้ซื้อมาโดยถูกกฎหมาย
เปิดปมทางด้านจิตวิทยา
ดร. หยกฟ้า อิศรานนท์ จากสาขาจิตวิทยาสังคมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวกับบีบีซีไทยว่า เหตุกราดยิงเช่นนี้เป็นรูปแบบความรุนแรงที่เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ ที่สืบเนื่องมาจากลักษณะการสั่งสมปัญหาทางสังคม
ในเชิงจิตวิทยาแบ่งได้เป็นสองสาเหตุหลัก คือ หนึ่ง ส่วนบุคคล มาจากบุคลิกก้าวร้าว โมโหง่าย ชอบเอาชนะ ไม่ค่อยเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับระดับฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อว่าเทสโทสเตอโรน ถ้ามีระดับฮอร์โมนนี้มาก พฤติกรรมก็จะโน้มไปทางด้านก้าวร้าวรุนแรง
สาเหตุที่สองก็คือการเรียนรู้จากสังคม เมื่อเห็นคนอื่นทำพฤติกรรมก้าวร้าวแล้วได้รับการยอมรับ กล่าวขวัญถึง หรือไม่มีใครลงโทษ ทำให้นำไปเชื่อมโยงแบบผิด ๆ ว่าเป็นพฤติกรรมที่ควรกระทำ นอกจากนี้ก็อาจบวกกับว่ารู้สึกว่าตัวเองเป็นเหยื่อ ถูกรังแกจากคนรอบข้างหรือสังคม มีความรู้สึกคับข้องใจดังนั้นก็จึงระบายออกมา
อย่างไรก็ตามดร.หยกฟ้าบอกว่าเหตุสองประการนี้อาจไม่เพียงพอที่จะก่อเหตุรุนแรง เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง มีการเรียนรู้จากสังคม จะระเบิดออกมาเช่นนี้เมื่อมีปัญหาในชีวิต ต้องมีปัจจัยกระตุ้นหรือบีบคั้นอีกหลายประการ ทฤษฎีหนึ่งที่ใช้มากในสถานการณ์ของสหรัฐฯ ก็คือ Weapons Effect ที่อธิบายว่าเมื่อคนเราเห็นอาวุธ หรือแม้แต่ภาพของอาวุธ ก็จะนำไปสู่พฤติกรรมที่ก้าวร้าวกว่าเดิมได้ โดยเฉพาะเมื่อมีสิ่งเร้า
ดร.หยกฟ้ากล่าวว่าในต่างประเทศมีการวิจัยมากมายที่สนับสนุนแนวคิด Weapons Effect ว่าสามารถส่งเสริมให้เกิดความก้าวร้าวมากขึ้นจริง ซึ่งดร.หยกฟ้าก็กล่าวว่าการหาอาวุธปืนได้ง่ายในสหรัฐฯ ผสมกับการเลียนแบบสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และด้วยความที่สังคมสหรัฐฯ มีความเป็นปัจเจกนิยมสูง คนในสังคมค่อนข้างโดดเดี่ยว เมื่อคนคนหนึ่งเกิดปัญหาในชีวิต เผชิญหน้ากับความกดดันต่าง ๆ หาทางระบายไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นเหยื่อ ทำให้รู้สึกว่าโกรธแค้นคนรอบข้างและโทษสังคม ส่วนใหญ่แล้วผู้ก่อเหตุกราดยิงในสหรัฐฯ มักจะเป็นคนคนเดียว
ย้อนมองสถานการณ์ในไทย
ดร.หยกฟ้ากล่าวว่าความรุนแรงทางสังคมของไทยในแบบกราดยิงอย่างที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ นั้นไม่ค่อยมี แต่เหตุรุนแรงทางสังคมที่เกิดซ้ำไปมาในไทยจะเกิดจากผู้ก่อเหตุที่เป็นกลุ่มมากกว่า ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือเหตุยกพวกตีกันของวัยรุ่นหรือนักเรียนสถาบันต่าง ๆ
ความรุนแรงเป็นกลุ่มสะท้อนค่านิยมของสังคมไทยว่าเมื่ออยู่ในกลุ่มก็จะรักผูกพันกลุ่มของตัวเอง มีการสร้างอุดมการณ์ให้เกิดความรักพวกรักพ้อง สร้างเอกลักษณ์ของกลุ่มขึ้น รวมทั้งเรียกร้องให้ปกป้องกลุ่มของตนเองทุกวิถีทาง และเปรียบเทียบกลุ่มของตนเองกับผู้อื่น ที่เรียกในเชิงจิตวิทยาสังคมว่า in-group-out-group bias เห็นว่ากลุ่มของตัวเองดีกว่ากลุ่มอื่น สมาชิกสังกัดกลุ่มอื่น ๆ อาจจะเลวร้ายมาก และการกระทำใด ๆ ที่มาพาดพิงกลุ่มของตัวเองต้องได้รับการตอบโต้ให้สาสม
"คนไทยถ้าอยู่คนเดียวก็อาจจะคิดไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ถ้าได้เข้าไปรวมกลุ่มกับคนอื่น ๆ ได้พูดคุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ก็เปลี่ยนเป็นความไม่พอใจโดยเปิดเผย และได้รับการตอกย้ำในกลุ่มว่าตัวเองดีกว่ากลุ่มอื่นอย่างไร หากว่าถูกทำร้ายต้องตอบโต้อย่างไรบ้างทำให้เกิดเป็นความรุนแรงระหว่างกลุ่มขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า" ดร.หยกฟ้ากล่าว
นอกจากนี้ดร. หยกฟ้ายังได้ชี้ด้วยว่าความรุนแรงในแบบกลุ่มที่อยู่ในสังคมไทยยังได้แสดงออกมาเมื่อมีความขัดแย้งทางการเมืองอีกด้วย คนที่มีความเห็นต่างกันทางการเมืองใช้สีเป็นสัญลักษณ์เพื่อแบ่งแยกตนเองออกจากกัน "การแบ่งแยกนี้ทำให้เห็นใจอีกฝ่ายน้อยลง ประเมินสมาชิกของกลุ่มอื่นว่ามีความเป็นมุนษย์น้อยลง" และก่อให้เกิดความชิงชังระหว่างกัน เห็นว่าไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสันติ
นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบกันว่ากลุ่มนี้มีพฤติกรรมแบบหนึ่งได้ อีกกลุ่มหนึ่งก็ต้องทำได้เช่นเดียวกันไม่ว่าจะผิดกฎหมายหรือไม่ "อันเป็นที่มาของความวุ่นวายอยู่มากกว่าสิบปีในประเทศไทย"
ดร.หยกฟ้ากล่าวและเสริมว่า "ตอนนี้ก็เริ่มมีการศึกษาการแบ่งแยกตนเองเป็นกลุ่มการเมืองต่าง ๆในไทยในเชิงจิตวิทยาสังคมบ้างแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในขั้นต้นและยังไม่ได้ลงลึกไปถึงวิธีการแก้ไขว่าควรมีแนวทางอย่างไรบ้าง" ดร.หยกฟ้ากล่าว
ความรุนแรงในครอบครัว
ความคับข้องใจของคนในสังคมไทยที่แตกต่างจากรูปแบบการกราดยิงของสหรัฐฯ มากก็คือระบายออกโดยการทำร้ายคนในครอบครัว ในหลายกรณีผู้เป็นพ่อแม่สังหารลูกเล็ก ๆ และสังหารตัวเองตามไปด้วย
เหตุสั่นสะเทือนสังคมมากที่สุดก็คือกรณีของพ่อผูกคอลูกสาววัย 11 เดือนและผูกคอตัวเองตายพร้อมกับถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กเมื่อต้นปีนี้ นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิตอธิบายเหตุการณ์ว่าการถ่ายทอดลงในเฟซบุ๊กก็เพราะเขาต้องการที่จะฟ้องร้องสังคมว่าปัญหาของเขาต้องมีคนรับผิดชอบ "เพราะในขณะที่เราอยากจะทำร้ายชีวิตตัวเอง แต่ก็รู้สึกว่าต้องมีคนอื่นมารับผิดชอบต่อเรื่องของเรา อีกด้านหนึ่งก็แสดงให้เห็นถึงความหมดหวัง ไม่รู้ว่าจะหาออกทางอย่างไรที่ดีกว่านี้"
ปฐมพยาบาลทางจิตใจด้วย 3 ส.
นายแพทย์ยงยุทธ ได้แนะนำให้คนในสังคมรู้จักการปฐมพยาบาลทางจิตใจเพื่อช่วยลดความคิดอับจนหนทาง และต้องทำร้ายตนเองและผู้อื่น โดยมีหลักการสำคัญ 3 อย่างคือ
- สอดส่องมองหา ผู้ที่มีสัญญาณของการฆ่าตัวตายรวมทั้งอาจใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่น คือ ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า ผู้ที่มีประวัติการฆ่าตัวตาย และผู้ที่แสดงออกว่าอยากจะตาย
- ใส่ใจรับฟัง คนรอบข้างที่มีความเสี่ยง อย่าคิดว่าพวกเขาไม่ทำจริง เมื่อคุยแล้วจะทำให้รู้ถึงความรุนแรงของปัญหาของพวกเขา ซึ่งจะนำไปสู่ประการต่อไป
- ส่งต่อเชื่อมโยง ให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตช่วยดูแล หากการพูดคุยเจรจากับผู้มีความเสี่ยงไม่ได้ผล
"ลำพังจะให้เจ้าตัวเข้าหาบริการเองมันยาก เพราะเวลาที่เรามีปัญหามักจะคิดว่าปัญหาอยู่ที่คนอื่น คนอื่นทำให้เรามีปัญหา" นายแพทย์ยงยุทธ กล่าว