องค์การอนามัยโลกเตือนเด็กยุคใหม่เสี่ยงมีอนาคตอันยากลำบาก

ที่มาของภาพ, Getty Images
องค์การอนามัยโลกชี้ไม่มีประเทศใดในโลกที่มีทั้งสุขภาวะที่เหมาะสม และสภาพแวดล้อมที่ดีพอ ให้เยาวชนเติบโตได้อย่างมีอนาคตที่สดใส
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โฆษณาที่กระตุ้นการบริโภคอาหารจานด่วน และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยยังไม่ถึงวัยอันควร ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่ออนาคตเด็ก
อนาคตอันน่าหวาดหวั่น
เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ร่วมกับกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือยูนิเซฟ (UNICEF) และวารสารการแพทย์แลนเซ็ท (The Lancet) เผยแพร่ผลวิจัยล่าสุดในหัวข้ออนาคตของเยาวชนโลก? โดยจัดอันดับความเป็นไปได้ที่ประเทศต่าง ๆ 180 ประเทศทั่วโลก จะเป็นสถานที่ที่เติบโตขึ้นอย่างมีอนาคตที่สดใส
การจัดอันดับพิจารณาจากปัจจัยเกี่ยวกับภาวะสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี อย่างการศึกษา ภาวะโภชนาการ และอัตราการเสียชีวิตของเด็ก และยังใช้ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม อย่างอัตราปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มาเป็นตัวกำหนดอีกด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในการจัดอันดับ "ความรุ่งโรจน์ของเด็ก" นั้น ประเทศที่ครองอันดับหนึ่ง คือนอร์เวย์ รองลงมาคือเกาหลีใต้ และเนเธอร์แลนด์ ส่วนไทยอยู่อันดับที่ 64 จากทั้งหมด 180 ประเทศทั่วโลก เป็นรองเพื่อนบ้านในแถบเอเชีย เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ ตามลำดับ โดยสามประเทศรั้งท้ายได้แก่ โซมาเลีย สาธารณรัฐชาด และสาธารณรัฐแอฟริกากลาง
สำหรับอันดับ "ดัชนีความยั่งยืน" ซึ่งพิจารณาตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกินเป้าหมายก๊าซเรือนกระจกที่กำหนดสำหรับปี 2030 ปรากฏว่าประเทศอย่างกาตาร์ถือว่าย่ำแย่ที่สุด เพราะปล่อยก๊าซดังกล่าวสูงเกินเป้าถึง 1,716 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือตรินิแดดและโตเบโก ตามด้วยประเทศอื่น ๆ อย่างสหรัฐฯ แคนาดา สิงคโปร์ จีน และอังกฤษ ส่วนไทยอยู่อันดับ 122 โดยมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกินกำหนด 77 เปอร์เซ็นต์

ที่มาของภาพ, THE LANCET
ข้อสังเกตที่พบคือ ประเทศที่มีอันดับความยั่งยืนต่ำเพราะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในปริมาณมาก นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศรายได้สูง ในทางตรงกันข้ามประเทศที่มีอันดับความยั่งยืนสูง ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มี รายได้ปานกลางจนถึงต่ำ และมีอันดับความเจริญรุ่งโรจน์ของเด็กต่ำตามไปด้วย เช่น บุรุนดี เอธิโอเปีย ลาว และอินโดนีเซีย
สำหรับประเทศที่ควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้และในเวลาเดียวกันก็มีสุขภาวะที่ถือได้ว่าพอควรต่อการเติบโตของเด็ก ได้แก่ แอลเบเนีย อาร์เมเนีย จอร์แดน ศรีลังกา อุรุกวัย และเวียดนาม
ทั้งนี้ เป้าหมายที่ข้อตกลงการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ระหว่างประเทศสมาชิกสหประชาชาติ (UN) เคยตั้งไว้เมื่อปี 2015 คือ ต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จาก 39.7 พันล้านตัน ให้เหลือ 22.8 พันล้านตัน ภายในปี 2030 เพื่อให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

ที่มาของภาพ, Getty Images
โฆษณาตัวร้าย
รายงานชิ้นนี้ยังเน้นย้ำถึงอันตรายจากการทำการตลาดของภาคธุรกิจในปัจจุบัน โดยในแต่ละปีเยาวชนมีโอกาสจะได้เห็นโฆษณามากกว่า 30,000 ชิ้นต่อปี ซึ่งมีเนื้อหาส่งเสริมการดื่มแอลกอฮอล์ อาหารจานด่วน และน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลเป็นปริมาณมาก
เคยมีงานวิจัยในปี 2019 ชี้ว่าเด็กเกือบ 2.3 พันล้านคนทั่วโลกมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน และอีก 150 ล้านคน เจริญเติบโตอย่างไม่สมบูรณ์ตามเกณฑ์
แอนโทนี คอสเตลโล ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและความยั่งยืนของโลก แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน (UCL) เตือนว่า การที่เด็กและวัยรุ่นเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์มากเพียงใดก็ยิ่งเสี่ยงที่จะได้พบเห็นโฆษณา ทางการตลาดที่มุ่งแสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภคมากขึ้นเท่านั้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเด็กกว่า 40 คน เตือนว่าหากรัฐบาลทั่วโลกไม่ลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาอาจเป็นสิ่งสูญเปล่า
"เด็กทุกคนในโลกกำลังเผชิญภัยคุกคามต่อชีวิตและความเป็นอยู่ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแรงกดดันจากภาคธุรกิจการค้า" เฮเลน คลาร์ก หนึ่งในผู้จัดทำรายงาน และอดีตนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
องค์กรอนามัยโลกเรียกร้องให้ทุกประเทศหยุดยั้งการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างเร็วที่สุด เพื่อรับประกันว่าเด็ก ๆ จะมีอนาคตต่อไปได้บนโลกใบนี้
นอกจากนี้ ยังต้องกำหนดนโยบายใหม่ ๆ และมีการลงทุนในทุกภาคส่วนเพื่อปกป้องสุขภาพและสิทธิของเยาวชน โดยนำความคิดเห็นของเด็กมาประกอบการตัดสินใจ











