ภัยแล้ง : งานวิจัยชี้ ประชากรโลก 2.6 พันล้านคน อาศัยอยู่ในประเทศที่ขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง

Indian worker carry the last bit of water from a small pond in the dried-out Puzhal reservoir on the outskirts of Chennai, India

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อินเดียถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำอย่างจำกัดเป็นอันดับที่ 13 ของโลก

ด้วยจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น การบริโภคเนื้อสัตว์และการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ส่งผลต่อทรัพยากรน้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ

จากข้อมูลโดยสถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ผู้คนในเกือบ 400 ภูมิภาคในโลกกำลังอาศัยอยู่โดยมีทรัพยากรน้ำอย่างจำกัดมาก ๆ

มีความกังวลว่าภาวะขาดแคลนน้ำจะทำให้คนหลายล้านต้องอพยพย้ายถิ่น และยังจะเป็นปัจจัยหนึ่งในความขัดแย้งและการเมืองที่ไร้เสถียรภาพ

จากเม็กซิโกถึงชิลี ไปจนถึงพื้นที่ต่าง ๆ ในแอฟริกา และแม้กระทั่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมทางตอนใต้ของยุโรป และพื้นที่แถบเมดิเตอร์เรเนียน ระดับ "ความขาดแคลนน้ำ" (วัดจากสัดส่วนปริมาณน้ำบาดาลที่สูบขึ้นมาและน้ำจากพื้นผิวดิน เทียบกับน้ำที่มีใช้ทั้งหมด) กำลังเลวร้ายลงจนถึงจุดที่น่ากังวล

ปัญหาระดับโลก

A picture of boats moored on a shrinking arm of the second largest water reservoir feeding Spain's south-eastern regions, during a drought in July 2017

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทางตอนใต้ของยุโรป รวมถึงอิตาลีและสเปนเอง ก็กำลังเผชิญปัญหาจากการต้องรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงเดือนต่าง ๆ ที่มีความแห้งแล้ง

เกือบ 1 ใน 3 ของประชากรโลก หรือ 2.6 พันล้านคน กำลังอาศัยอยู่ในประเทศที่มีทรัพยากรน้ำอย่างจำกัดมาก ๆ จากจำนวนนั้น มีประชากร 1.7 พันล้านคนจาก 17 ประเทศที่ถูกจัดว่าอยู่ในที่ที่ทรัพยากรน้ำจำกัดอย่าง "รุนแรง"

ในขณะที่มี 12 ประเทศในตะวันออกกลางที่ถือว่าขาดแคลนน้ำที่สุดในโลก อินเดียถูกจัดให้เป็นประเทศที่ "กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักเรื่องการใช้และบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจะส่งผลต่อทุก ๆ เรื่องตั้งแต่ด้านสุขภาพไปจนถึงเรื่องการพัฒนาทางเศรษฐกิจ"

ปากีสถาน เอริเทรีย เติร์กเมนิสถาน และบอตสวานา ถูกจัดว่ามีทรัพยากรน้ำจำกัดอย่าง "รุนแรง"

ข้อมูลเหล่านี้มาจากฐานข้อมูล Aqueduct 3.0 ของสถาบันทรัพยากรโลก ซึ่งวิเคราะห์แบบจำลองทางอุทกวิทยาหลายประเภท และดูสัดส่วนปริมาณน้ำบาดาลที่สูบขึ้นมาและน้ำจากพื้นผิวดิน เทียบกับน้ำที่พื้นที่บริเวณนั้นมีใช้ทั้งหมด หากสัดส่วนน้ำ 80% เป็นจากน้ำบาดาลที่สูบขึ้นมาและน้ำจากพื้นผิวดิน จะถือว่าบริเวณนั้นมีทรัพยากรน้ำอย่างจำกัดอย่าง "รุนแรง"

อินเดียถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำอย่างจำกัดเป็นอันดับที่ 13 ของโลก 9 จาก 36 รัฐและดินแดนของอินเดียถูกจัดว่ามีทรัพยากรน้ำจำกัดอย่าง "รุนแรง"

รายงานระบุว่า "วิกฤตทางทรัพยากรน้ำที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในเมืองเจนไนแสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่พื้นที่ในอินเดียจำนวนมากจะต้องเผชิญในอีกหลายปีที่จะมาถึง เป็นผลมาจากการบริหารจัดการน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพและความต้องการในการใช้น้ำสำหรับอุตสาหกรรมและชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้น"

สิ่งที่น่าแปลกใจจากรายงานชิ้นนี้คือ ทางตอนใต้ของยุโรป รวมถึงอิตาลีและสเปนเอง ก็กำลังเผชิญปัญหาจากการต้องรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงเดือนต่าง ๆ ที่มีความแห้งแล้ง

เพิ่ม 2.5 เท่า

ระหว่างปี 1961 ถึง 2014 ปริมาณการสูบน้ำบาดาลและนำน้ำจากพื้นผิวดินมาใช้ เพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่า

ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา มีความต้องการใช้น้ำสำหรับการชลประทานเพื่อการเพาะปลูกเพิ่มมากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยคิดเป็น 67% ของน้ำที่ถูกนำไปใช้ในแต่ละปี

ในปี 2014 อุตสาหกรรมต่าง ๆ มีความต้องการใช้น้ำมากกว่าในปี 1961 ถึงสามเท่า โดยคิดเป็น 21% ของน้ำที่ถูกนำไปใช้ในแต่ละปี

น้ำที่ถูกนำไปใช้ในครัวเรือนคิดเป็น 10% ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า เมื่อเทียบกับปี 1961

จากงานวิจัยในปี 2012 โดยมหาวิทยาลัยทเว็นเทอร์ในเนเธอแลนด์ น้ำสำหรับการชลประทานที่ถูกนำไปใช้เพื่อการปศุสัตว์ในที่สุดคิดเป็นสัดส่วน 12% ของการชลประทานในระดับโลก นักวิจัยเชื่อว่า ด้วยความต้องการผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ที่เพิ่มมากขึ้น การลดการบริโภคเนื้อจะช่วยรักษาทรัพยากรน้ำได้

นอกจากนี้ สถาบันทรัพยากรโลก ระบุว่า พื้นที่หลายแห่งที่มีทรัพยากรน้ำจำกัดอย่าง "มาก" และ "รุนแรง" อยู่ในพื้นที่ที่มีการขัดแย้งสู้รบ และน้ำเป็นปัจจัยที่ทำให้ความขัดแย้งเหล่านั้นยิ่งแย่กว่าเก่า พื้นที่เหล่านี้ได้แก่ อิสราเอล ลิเบีย เยเมน อัฟกานิสถาน ซีเรีย และอิรัก

Syrian men riding a motorcycle past the rubble of destroyed buildings in the town of Khan Sheikhun in the southern countryside of Idlib

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, สถาบันทรัพยากรโลก ระบุว่า พื้นที่หลายแห่งที่มีทรัพยากรน้ำอย่างจำกัดอย่าง "มาก" และ "รุนแรง" อยู่ในพื้นที่ที่มีการขัดแย้งสู้รบ

จัดการดีช่วยได้

อย่างไรก็ดี ผู้วิจัยอ้างข้อมูลจากฐานข้อมูล Aqueduct 3.0 โดยบอกว่า ในบริเวณที่ปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักของภาวะขาดแคลนน้ำ การบริหารจัดการน้ำที่ดีจะช่วยลดผลกระทบได้ ยกตัวอย่างเช่น สิงคโปร์ ซึ่งใช้มาตรการที่เรียกกันว่า Four Taps หรือใช้น้ำจาก 4 แหล่ง ได้แก่ การกักเก็บน้ำจากในตัวเกาะ การนำเข้า จากระบบน้ำหมุนเวียนคุณภาพสูง และจากการเปลี่ยนน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืด

นักวิจัยระบุว่า ระดับความขาดแคลนน้ำเป็นแค่ตัวชี้วัดแต่ไม่ใช่ตัวกำหนดว่า "ชะตากรรม" ของแต่ละประเทศจะเป็นอย่างไร แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศว่าจะมีวิธีการรับมืออย่างไร และก็มีหลาย ๆ ประเทศที่จัดการกับปัญหาได้อย่างประสบความสำเร็จมาแล้ว